โลกเผชิญสารพัดวิกฤต...ทองคำมีลุ้นแตะ 1 แสนได้ไม่ยาก
- Dokbia Online

- 2 hours ago
- 1 min read

วิกฤตอิหร่าน ปัญหากรีนแลนด์ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หนุนราคาทองติดจรวด ผ่านปีใหม่มาแค่ไม่ถึงเดือนราคาทองปรับขึ้นแรงมาอยู่ที่ 78,000 บาท ประเมินถ้าทรัมป์ยังป่วนโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ยังไม่ปิดจบ จะทำให้ความร้อนแรงของทองคำไปต่อแบบยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ คาดในปีนี้มีโอกาสแตะบาทละ 1 แสนบาทได้ไม่ยาก
Interview : ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ
ตั้งแต่ปีใหม่มาราคาทองคำขึ้นมาเร็วมาก ถือว่าเร็วกว่าที่คาดหมาย
เท่าที่ผมเล่าให้ท่านผู้ฟังในงาน Thailand Smart Money ฟังเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ว่าปี 2569 นี้ผมมองเป้าว่าน่าจะอยู่แถวๆ 72,000 บาท ปรากฏว่าผ่านปีใหม่มาแค่ 20 วันเองก็เกินเป้าไปแล้วและก็เลยไปเยอะเลย ถือว่าจุดนี้เป็นจุดที่น่าจะสะท้อนมาจากเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก ปีนี้ท่านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มเกมบุกตั้งแต่ต้นปีเลย ตั้งแต่ที่เข้าไปบุกเวเนซุเอลา ตอนนั้นทำให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นไปในระดับหนึ่งแล้ว ปรากฏว่าหลังจากนั้นดูเหมือนเรื่องของสงครามในเวเนซุเอลาก็ไม่ขยายไปมาก ราคาทองก็มีการปรับตัวลงมาบ้าง แต่พอปรากฏว่าไปเจอเรื่องใหญ่คือทรัมป์พยายามที่จะได้ไปดูแลกรีนแลนด์ ซึ่งเราทราบกันอยู่ว่ากรีนแลนด์เป็นแหล่งที่มีทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ มากมาย เรียกว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์จุดหนึ่งที่เชื่อมตรงฝั่งอาร์กติก เชื่อมทั้งยุโรปมาถึงทางเอเชีย ทางรัสเซีย ทางอเมริกา คือเชื่อมกันไปหมดเลย
ประธานาธิบดีทรัมป์มองว่าการที่จะได้ดูแลทางกรีนแลนด์จะทำให้อเมริกาได้ผลประโยชน์หลายๆ ทาง ซึ่งทรัปม์แสดงออกอย่างชัดเจนเลยทีเดียว จุดนี้ทำให้ราคาทองในวันที่ 20 กว่าๆ ของเดือนมกราคมเบรกทุกอย่างทุกเป้าหมาย ขึ้นวันละ 100 เหรียญ จนไปปิดเป็น All Time High ที่ 4,990 เหรียญ และจาก 5,000 เหรียญ
เรื่องของกรีนแลนด์มีความน่าเป็นห่วงคือทำให้ราคาทองคำถึงปรับตัวสูงขึ้นมาได้ เป็นเพราะทางยุโรปไม่เห็นด้วยกับการที่อเมริกาจะมายึดกรีนแลนด์ ซึ่งปกติยุโรปเป็นประเทศที่เรียกว่าไม่ค่อยได้ซื้อทองมาก ส่วนมากจะเป็นประเทศใหม่ๆ ประเทศทางฝั่งเอเชีย และประเทศที่ค่อนข้างจะมีความขัดแย้งเรื่องของนโยบายการเศรษฐกิจกับทางสหรัฐอเมริกา เช่น จีน อินเดีย ตุรกี ที่จะซื้อทองกัน แต่พอมีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับทางกรีนแลนด์ขึ้นมายุโรปจากเดิมเป็นประเทศที่ไม่ค่อยได้ซื้อทองเป็นทุนสำรองอยู่แล้วก็เปลี่ยนมาซื้อทองเป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้นไปอีก นั่นคือการเปลี่ยนทุนสำรองจากดอลลาร์หรือพันธบัตรสหรัฐอเมริกามาเป็นทองคำ พอมีการขายออกมาอีกก็จะทำให้เงินดอลลาร์ตกต่ำไปอีก แล้วแน่นอนว่าเป็นแรงขับที่แรงสำหรับราคาทองคํา เพราะฉะนั้นนักลงทุนก็เข้าไปดักซื้อก่อน เราสังเกตได้จากตัวกองทุน SPDR และกองทุนทองคำต่างๆ มีการซื้อทองเข้ามากมาย จุดนี้เป็นจุดที่สำคัญ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับยุโรปในประเด็นกรีนแลนด์ไม่จบง่ายๆ นั่นแปลว่าน่าจะมีแรงซื้อทองคําในฐานะที่เป็นทั้งสินทรัพย์ปลอดภัยแล้วก็เป็นทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศให้กับฝั่งยุโรปได้มากขึ้นอีก
ทรัมป์ดูเหมือนกับว่าพยายามเบาลง บอกว่าจะยึดกรีนแลนด์โดยไม่ใช้อาวุธ แล้วที่เขาไปพูดที่ดาวอส แล้วคุยกับนาโต้ได้รู้เรื่องแล้ว จะทำให้กระแสขัดแย้งลดลง หรือดูแล้วยังเชื่อทรัมป์ไม่ได้
แน่นอนว่าถ้าลดการกดดันเรื่องกรีนแลนด์ลงจะเป็นแรงกดดันเล็กๆ ให้กับราคาทองคำ แต่พอทำทีทำท่าว่าจะมีเรื่องของการลดความรุนแรงในเรื่องของกรีนแลนด์กับทางยุโรป ทรัมป์ก็ไปเปิดประเด็นกับทางอิหร่านอีก เพราะฉะนั้นผมคิดว่านักลงทุนทั่วโลกค่อนข้างจะเข้าใจประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือตลอดปี 2568 ที่ผ่านมาเรียกว่าบางนโยบายของทรัมป์เปลี่ยนแค่ข้ามวันเหมือนกัน เพราะฉะนั้นพอเกิดความไม่แน่นอนขึ้นมาที่เขากลัวมากคือเรื่องของความไม่แน่นอนของเงินดอลลาร์ ถ้าเกิดจะมีการเทขายออกมาแล้วไปซื้อไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยหรือแม้กระทั่งพวกโลหะมีค่าต่างๆ แน่นอนว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่แล้ว รวมทั้ง Silver หรือ Platinum ซึ่งต่างก็ปรับราคาสูงขึ้นทั้งหมด Silver ทะลุมาก ขึ้นไกลมาก อาจจะเป็นด้วยราคาสัดส่วนเมื่อเทียบกับราคาทองคำแล้วยังห่างกันอยู่ค่อนข้างเยอะ
ถ้าพูดถึงเรื่องของปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ผมว่าในปีนี้น่าจะมีอะไรให้เราพิจารณากันอีกหลายๆ เรื่อง เพราะถ้าดูจากนโยบายของทรัมป์แล้วพยายามที่จะสร้างความขัดแย้งในหลายด้านอยู่เหมือนกัน จุดนี้เราต้องติดตามดู
คราวนี้ถ้ามองในทางกลับกันว่ามีปัจจัยอะไรที่จะสามารถทำให้ราคาทองปรับลดลงได้บ้าง ก็คงเป็นเรื่องของภาวะดอกเบี้ย ซึ่งปกติในช่วงต้นปีทางเฟดจะไม่ค่อยขยับเรื่องของอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ แล้วในวันที่ 28 มกราคม มีการประชุมเฟดรอบแรกของปี ถ้ามีการปรับลดดอกเบี้ยอีกก็จะกลายเป็นการเติมเชื้อฟืนให้กับราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นไปได้อีก ซึ่งก็คือเฟดไม่ลดดอกเบี้ยก็จะไม่มีผลให้ทองขึ้น
ตอนนี้ราคาทองทะลุ 5,000 เหรียญไปเรียบร้อยแล้ว จากปากซอยจะทะลุเข้าถนนใหญ่ออกอ่าว ออกทะเลไปเลยไหม
ใช่ อย่างที่พูดหลายๆ ครั้งว่าโดยรวมแล้วราคาทองคําเราคิดเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ตามสถิติ อย่างน้อยสุดเลยที่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้คือ 10% ใน 1 ปี ส่วน Gold Spot ประมาณ 16-17% ต่อ 1 ปี เพราะฉะนั้นถ้าวัดจากต้นปี 2569 ราคาต่ำสุดมาในวันที่ 2 มกราคม 2569 เราได้ที่ 64,500 บาท ถ้าเรามองว่าอย่างน้อยสุด (เพดานล่าง) ที่เขาวิ่งไปได้คือประมาณ 10% ซึ่งตอนนี้ก็เลยแล้วคือผ่าน 71,000 บาท มาเรียบร้อยแล้ว และกำลังวิ่งเข้าสู่สเต็ปต่อไปคือขยับเพดานขึ้นไป 15% ที่จะขึ้นได้คือที่ 74,200 แต่ก็ผ่านแนวนี้ไปได้แล้ว
ส่วน Gold Spot ปีนี้เริ่มต้นปีราคาต่ำสุดที่ 4,340 เหรียญ อัตราการเพิ่มขึ้นต่ำสุดคืออยู่ที่ 16.89% เป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 5,070 เหรียญ ถือว่าเป็นเป้าแรกก็ผ่านขึ้นมาแล้ว ส่วนเป้าถัดจะต้องไปดูที่ 20% คือ 5,200 เหรียญ ซึ่งก็ผ่านมาได้แล้ว ทีนี้ราคาทองคําแท่งไทยถ้าเรามองที่ 20% เราจะเห็นแถวๆ 77,000 บาท ซึ่งโดยปกติทุกๆ ปีราคาทองคำไทยจะปรับตัวสูงขึ้นไม่เท่า Gold Spot เรียกว่ามีอัตราการเพิ่มที่น้อยกว่า อย่างเช่นอัตราเฉลี่ยของ Gold Spot ขึ้นสูงสุด (เพดานบน) จะอยู่ที่ 31% แต่ของทองคำแท่งจะอยู่ที่ 24% เท่านั้นเอง แล้วตลอดปียังมีรูมให้ขึ้นอีกไหม ถ้าเรามองจากการวิเคราะห์ทางสถิติแล้วยังมี
คนที่ขายทองไปก่อนหน้านี้เพราะนึกว่าสูงแล้ว วันนี้จะกลับเข้ามาซื้อเพิ่มซื้อใหม่ได้หรือไม่
ถ้ามีการขายทำกำไรออกมาแล้วอยากเข้าไปซื้อผมคิดว่ายังทัน แล้วก็แบ่งเป็นไม้ๆ เหมือนทุกๆ ครั้งที่เราคุยกัน เป็นไม้ละส่วนๆ แล้วแต่ว่าเราจะบริหารว่าครั้งละเท่าไหร่ สมมุติ 100% เราจะเข้าครั้งละกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ขอให้มีการทยอยเข้าก็จะมีความปลอดภัยกับพอร์ตของเรามากขึ้น
ที่บางคนมองว่าราคาทองแท่งจะไปถึงบาทละ 1 แสนบาท เป็นแนวโน้มที่ฝันไกลไปหรือเปล่า
ถ้าเราใช้สถิติเข้ามาเหมือนกับปีที่แล้วที่ทองคำไทยปรับตัวสูงขึ้นในระดับ 58% จากต้นปี คือเราจะพบว่าในต้นปีราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 40,000 กว่าบาท พอมาปิดปีหรือว่าราคาสูงสุดอยู่ที่ 67,500 บาท เขาปรับตัวสูงได้ 58% ถ้าเรายึดจากราคาต่ำสุดของปีนี้ที่ 64,500 บาทเมื่อวันที่ 2 มกราคม แล้วเกิดเหตุการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ เหมือนปีที่แล้วทั้งปีเราวาง 58% เข้าไปที่ราคาต่ำสุด เราจะได้ราคาทองคำไทยที่ 102,000 บาท ถามว่าเป็นไปได้ไหม จากสถิติเป็นไปได้ เพียงแต่เราต้องดูว่าในปีนี้จะมีเหตุการณ์ที่เรียกว่าทำให้ทองหยุดไม่อยู่เหมือนปีที่แล้วหรือเปล่า คือจากเรื่องหนึ่งหยุดเรื่องหนึ่งจบไปก็มีอีกเรื่องหนึ่งเข้ามา สงครามหนึ่งจบก็มีอีกสงครามหนึ่งเข้ามาแบบนั้น แต่ถ้าเกิดว่าในปีนี้เรื่องราวค่อยๆ คลี่คลายผมว่าตัว 58% อาจจะยังไปไม่ถึง แต่ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งไปเรื่อยๆ ผมว่าราคาทองก็จะมีแรงผลักดันจากจุดนี้ขึ้นไปได้
เรื่องของทองพอพูดถึงทองแท่งด้วยก็ไปสัมพันธ์กับค่าเงินบาทด้วย ตอนนี้แบงก์ชาติเข้ามาดูแลเยอะพอสมควรว่าค่าเงินบาทแข็งมีส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำด้วย มีการเรียกพวกค้าทองออนไลน์ไปคุยกัน แล้วอาจจะมีประกาศหลักเกณฑ์ออกมาที่จะควบคุมการซื้อขายทอง มองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง
ผมมองว่าทางทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นทางธปท. หรือสมาคมค้าทอง หรือผู้ค้าเอง ก็มีความหวังดีต่อเสถียรภาพของการเงินของประเทศชาติอยู่แล้ว และมีการทำความเข้าใจกันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามาตรการที่ออกมาจะต้องเป็นมาตรการที่เหมาะสม เหมาะสมในที่นี้หมายความว่าพอเหมาะพอดี ไม่ตึงไปและไม่หย่อนไป ซึ่งผมคิดว่าทุกๆ ฝ่ายคงจะรับในจุดนี้ได้เพราะมีการพูดคุยกันอย่างรอบคอบแล้วมีเหตุมีผลและพอเหมาะพอสม ผมคิดว่าจุดนี้ทุกคนเราไปกันด้วยกันอยู่แล้วด้วยที่เราเป็นผู้ค้าของประเทศไทย อะไรที่เราทำให้ประเทศชาติพัฒนาขึ้นไปได้ให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นได้ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นทางสมาคมผู้ค้าทองคำหรือว่าจะเป็นผู้ค้าเราพร้อมและยินดีอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้ามีบางส่วนที่ตึงไปอาจจะมีการพูดคุยอธิบายเหตุผลให้กับทาง Regulator ฟังว่าจุดนี้ขอเป็นอย่างนี้ได้ไหม แล้วสุดท้ายมาตรการที่ออกมาผมคิดว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสมพอเหมาะพอควรอยู่แล้ว
สมมุติการที่จะไปจำกัดปริมาณการซื้อขาย อย่างเช่นไม่ให้เกิน 50 หรือ 100 ล้านบาทต่อรายต่อวัน ตรงไหนถึงจะเรียกว่าเหมาะสม
ผมคิดว่าจุดนี้คงจะต้องไปดูเรื่องของการซื้อที่ผิดปกติมากกว่า การซื้อในการลงทุนนี้ถ้าเกิดเราดูนโยบายของแบงก์ชาติไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องของการซื้อทองคำแท่งกับทางผู้ประกอบการ ส่วนมากจะเป็นลักษณะเรียกว่าเป็นการซื้อขายที่เป็นทองคำที่ไม่ได้มีการ Delivery กัน เรียกว่ามีการปรับราคาไปมาลักษณะนั้นมากกว่าซึ่งทำให้ธุรกรรมสูงมากเกินปกติ แต่ถ้าเกิดว่าเรามองการบริโภคทองคำของคนไทยที่เป็นการซื้อขายทองคำแท่งเพื่อการลงทุนไม่น่าจะมีผลกระทบมาก ถ้าเกิดเป็นลักษณะของการซื้อขายที่มีความสุจริต เงินที่เราซื้อขายทองคำมาจากเงินสะสมของเรา เป็นเงินที่เรียกว่าทำงานมาได้ด้วยสุจริตใจ จะรายงานหรืออะไรก็แล้วแต่ก็ย่อมไม่มีผลใดๆ กับทางผู้บริโภคแต่อย่างใด
ไม่ต้องไปกังวลเพราะมีกฎเกณฑ์ แต่เรื่องของราคาทองจะมีผลมากกว่า
ราคาไม่น่ามีผลกระทบเพราะโดยรวมแล้วเราเป็นผู้บริโภคที่อยู่ในตลาดโลก ราคาทองมาจากราคาของตลาดโลกมากกว่า
กลัวคนเอาเรื่องมาตรการควบคุมของแบงก์ชาติมาใช้เป็นข้ออ้างทำให้คนไม่เข้าใจขายทองเพราะอยากให้ทองลงอยู่แล้ว
มาตรการนี้ไม่น่ามีผลกับราคาทองเพราะราคาทองคำประเทศไทยเรียกว่าเป็นผู้บริโภคมากกว่า แล้วก็วิ่งตามตลาดโลก แม้ว่านักลงทุนประเทศไทยเราจะเป็นผู้บริโภคของทองคําที่มากติดอันดับโลกอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้มีผลกระทบกับราคาทองคำโลกมาก เพราะฉะนั้นมาตรการทุกอย่างของแบงก์ชาติคงจะมาในลักษณะของความเหมาะสมมากกว่า
สรุปคือหาจังหวะแล้วก็ดูจังหวะที่จะซื้อแล้วก็ขายด้วย
ถูกต้อง คือเรียกว่ามีความระมัดระวัง แต่แน่นอนว่าราคาทองคำยังคงเป็นทิศทางขาบวกมากกว่า เพียงแต่เงินที่เรานำมาลงทุนนั้นต้องเป็นเงินลักษณะของการออม การสะสมทยอยซื้อก็ไม่น่ากังวล





Comments