2020 ปีแห่ง "ทองคำ"


เมื่อย้อนเวลาหาอดีตในรอบปีที่ผ่านมา ที่เป็นปีแห่งความน่วม อ่วม กระอัก ทางเศรษฐกิจ สำหรับแวดวงตลาดทุน/การลงทุนระดับโลก-ไทย ก็ต้องยกนิ้วให้ “ทองคำ” เป็นที่หนึ่ง มาแรงแซงโค้งทำสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ All Time High แบบที่ผู้ที่อยู่ในวงการค้าทองคำเองก็ยังถึงกับอ้าปากค้าง

ตอนต้นปี ที่ว่าขยับขึ้นมาเป็นลำดับก็ทำให้เนื้อเต้นกันมากแล้ว เมื่อผ่านวันเดือนปีทองก็ยังไต่ขึ้น ทุบสถิติรอบ 7 ปี 8 ปี นี่ยิ่งทำให้ อาการ “ตื่นทอง” เกิดขึ้นไปทุกมุมโลก ถนนเยาวราช ถนนสายทองคำของไทยก็ตื่นตัวคึกคักมากเป็นพิเศษ

ไล่ทวนความย้อนกลับไป 1 ปีกันอีกครั้งหนึ่ง กับปรากฏการณ์ทองคำบันลือโลกปีนี้ ก็ต้องว่ากันตั้งแต่ปีใหม่ที่บรรดากูรูทองคำประเมินกันไว้ว่าน่าจะเป็นปีที่ดีสำหรับทองคำอันเนื่องมาจากทั่วทั้งโลกตื่นตระหนกกับการระบาดของโรคอุบัติใหม่ ไวรัสโคโรนา ที่เกิดจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ตั้งแต่ปลายปี 2562 และจีนประกาศปิดเมือง กันตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2563 เป็นต้นมา เมื่อโลกโกลาหลย่อมเป็นธรรมดาที่กระแสของเงินจะไหลไปที่ทองคำ

ภาษาที่นิยมกันก็คือ ทองคำเป็น Safe Haven...ที่หลบภัย

ความที่มีปัจจัยเสี่ยงการระบาดโควิด ทำให้ทองกลายเป็นหลุมหลบภัย จะเห็นว่าตลอดไตรมาส 1/2563 เกิดกระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETFs ทองคำทั่วโลกปริมาณ 298 ตัน ถือเป็นการถือครองทองคำเพิ่มในรูปแบบตันที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559 เฉพาะเดือนมีนาคมเดือนเดียว กองทุน ETFs ทองคำทั่วโลกถือครองทองคำเพิ่มมากถึง 151 ตัน ส่งผลให้การถือครองทองคำของ ETFs ทองคำทั่วโลกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ที่ 3,185 ตัน นำโดยกองทุน SPDR ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองที่จดทะเบียนในอเมริกาเหนือ อีกทั้งยังเป็นกองทุน ETF ทองที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ถือครองทองคำเพิ่มในช่วงไตรมาสแรกของปี 73.75 ตัน

นอกจากนี้ สภาทองคำโลก (World Gold Council) คาดว่ากระแสเงินทุนไหลเข้าการลงทุน ETFs ทองคำจะยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดในวงกว้าง บวกรวมกับต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำลดลงจากการที่อัตราผลตอบแทนปรับตัวลง จึงเป็นปัจจัยหนุนการลงทุนในทองคำ ที่สำคัญคือจากสถิติในอดีตพบว่าในช่วง 3 ปีหลังจากการล้มละลายของ Lehman ในปี 2551 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ที่เฟดได้ดำเนินมาตรการ QE 1-3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น กองทุน ETFs ทองคำเพิ่มการถือครองทองมากกว่า 100% ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นกว่า 600% จากระดับต่ำสุดถึงระดับสูงสุด

ในไตรมาส 1/2563 ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และได้สร้างระดับสูงสุดครั้งใหม่ทั้งแบบเดือนชนเดือนและปีชนปี โดยราคาได้ขยับขึ้นจาก 2 มกราคม 2563 ที่ 1,520 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขึ้นมาที่ 1,700 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม หรือขึ้นมาถึง 180 ดอลลาร์

ขณะที่ราคาทองคำไทยปรับขึ้นจาก 21,450 มาที่ 25,250 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ ใครซื้อปีใหม่มาขายปลายเดือนมีนาคม ก็จะกำไรไปเกือบ 4,000 บาท

ก่อนจบไตรมาส 1/2563 คนเห็นทองขึ้นมาขนาดนี้ ก็เลยขายกันยกใหญ่ เพราะไม่ได้เห็นราคาทองคำขยับขึ้นมาขนาดนี้นานเอาการ ทำราคาหล่นมาแรงพอควร...แต่ใครขายตอนนั้นคงเอามือตบอกเสียดายในภายหลังเพราะไม่คิดฝันว่าราคาทองคำที่เห็นว่าขึ้นเยอะนี้จะเดินหน้าขึ้นต่อ

พ่อค้าทองบอกว่าทองยังมีแนวโน้มราคาทองคำจะเป็นทิศทางขาขึ้นต่อไป แต่ก็ยังเหนียมๆ และมองเป้าหมายว่า ไม่น่าจะสามารถก้าวข้ามแนว 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหมายถึงไม่น่าผ่านจุดสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ในช่วงปี 2554 ขณะที่สภาทองคำโลกคาดราคาทองปีนี้มีเสถียรภาพชี้เป็นสัญญาณบวกต่อราคาทองคำเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ส่วนเทคนิคยังสดใส แม้ระยะสั้นเผชิญแรงขายทำกำไร และยังให้เป้าระยะยาวมีโอกาสลุ้นทดสอบแค่ 1,800 ดอลลาร์

ทั้งนี้ เมื่อเข้าไตรมาส 2/2563 ต้นเดือนเมษายน ทองยังขึ้นต่อ และที่สำคัญคือ ไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 7 ปีครึ่งอีกต่างหาก มีการไต่ที่บริเวณ 1,788 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระหว่างการซื้อขายของวันที่ 14 เมษายน ส่วนราคาทองไทยไม่น้อยหน้า เพราะวันที่ 14 เมษายน 2563 นั้นเป็นวันแรกที่ทองขึ้นทะลุด่าน 26,000 บาท มาปิดที่ 26,100 บาท ได้เป็นครั้งแรกเช่นกัน

ขณะที่มีรายงานว่า SPDR ถือครองทองคำเพิ่มในช่วงครึ่งแรกของเดือนเมษายน 2563 อีกจำนวน 54.69 ตัน ทำให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 20 เมษายน 2563 SPDR ถือครองทองคำเพิ่มขึ้น 136.34 ตัน จากระดับ 893.25 ตันสู่ระดับ 1,029.59 ตัน นับว่าเป็นระดับการถือครองทองคำระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556

ราคาทองคำในตลาดโลกปิดไตรมาส 2/2563 ได้อย่างสวยงาม โดยปิดที่ระดับ 1,800 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกสำเร็จ

ไตรมาส 3/2563 คือช่วงจังหวะที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดสำหรับคนที่หันมาเฝ้าจับตามองทองคำ คนที่ไม่สนใจบอกว่าไม่สนใจไม่ได้แล้ว คนที่เคยติดทองคำไว้ที่ยอดดอยเก่า ปี 2555 ที่ 1,800 แบบที่ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ลงจากดอยมา 8-9 ปี เหตุเพราะการระบาดของโควิดหนักขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะคุมได้ วัคซีนก็ยังไม่มา

นับจากต้นปี 2563 ที่ราคาทองคำอยู่แถวๆ 1,520 ดอลลาร์ ปรับตัวขึ้นมา ครึ่งปียืนที่ 1,800 ดอลลาร์ เท่ากับมีการปรับตัวสูงขึ้นประมาณเกือบๆ 300 ดอลลาร์

นั่นหมายความว่าเพียงครึ่งปี ทองคำในตลาดโลกให้ผลตอบแทนมากถึงกว่า 18% ขณะที่ผลตอบแทนทองคำในรูปเงินบาทพุ่งแรงกว่าครึ่งปีมากกว่า 20% มีการเปรียบเทียบกันว่าสูงกว่าปี 2562 ทั้งปีที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนทองคำราว 10% และนับเป็นสินทรัพย์ที่ครองแชมป์ให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ ไม่ว่าจะบอนด์ หรือหุ้น

เมื่อเข้าไตรมาส 3 โดยขึ้นมาทดสอบ 1,800 ดอลลาร์แบบนี้ จึงทำให้นักลงทุนทองคำยิ่งฮึกเหิม หมายมั่นปั้นมือว่าจะเข้าเก็งกำไรในทองคำ โดยนักวิเคราะห์ทองคำให้เป้าหมายแบบลุ้นๆ ว่ารอบนี้น่าจะข้ามแดน 1,900 ไปแถวๆ 1,920 ได้ และแนะนำนักลงทุนว่า ควรโยกเงินจากแหล่งลงทุน อื่นๆ มาลงทุนในทองคำให้ในสัดส่วนที่มากกว่า

การไล่ราคาทองคำในตลาดโลก มีเหตุผลสนับสนุนจากตั้งแต่ต้นปีที่มีปัญหาเรื่องอิหร่าน-สหรัฐ การระบาดของ โควิด-19 การผ่อนคลายนโยบายทางการเงินของเฟด-สงครามการค้าจีน สหรัฐ-ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์หลายประเทศ-กองทุนทองคำและธนาคารกลางต่างๆ เข้าถือครองทองคำเพิ่ม ขณะที่ฟันด์เมเนเจอร์กองทุนเก็งกำไรต้องลงทุนทองเพื่อนำเงินไปรักษาสภาพคล่องในการลงทุนสินทรัพย์อื่นๆ

วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ราคาทองคำยืนเหนือ 1,800 ดอลลาร์ พุ่งสุดรอบเกือบ 9 ปี ที่ 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปัจจัยความวิตกมากไปที่สหรัฐหลังตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในสหรัฐพุ่งต่อเนื่อง ตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในสหรัฐพุ่งแตะ 60,021 ราย ในวันอังคารที่ 7 ก.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ทำให้ผู้ติดเชื้อในสหรัฐทะยานขึ้นสูงกว่า 3 ล้านราย ด้านความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนยังคงย่ำแย่จากประเด็นจีนเตรียมกำหนดข้อจำกัดวีซ่าต่อพลเมืองสหรัฐเพื่อเป็นการตอบโต้กรณีเปิดประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในทิเบต รวมถึงเรื่องความมั่นคงในฮ่องกง จึงทำให้มีแรงเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

จากนั้นทองคำยังเดินหน้าขึ้นต่อเหนือ 1,900 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาทองคำของไทยโด่งขึ้นเหนือ 28,000 บาท และ 29,000 บาท ต่อน้ำหนักทองคำหนึ่งบาท

และวันที่ต้องบันทึกในประวัติศาสตร์ราคาทองคำก็คือ วันที่ 4 สิงหาคม 2563 ที่ราคาทองคำในตลาดโลก ทะลุ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก ในไทยราคาทองคำถูกดันขึ้นมาทำประวัติศาสตร์ฝ่าด่าน 30,000 บาทเป็นครั้งแรกในอีก 2 วันถัดมา คือวันที่ 6 สิหาคม 2563 ทองปิดที่ 30,050 บาทต่อน้ำหนักทองหนึ่งบาท และไปสูงถึง 30,300 บาท

คราวนี้นักลงทุน นักสะสมทองคำเหมือนติดลมบน “ลูกกล้า” เข้ามาเติมจนลืมมองปัจจัยเสี่ยงอื่นใดไปหมดสิ้น

อย่างไรก็ตามจุดนั้นมีทั้งคนที่มั่นใจว่าทองจะไปต่อ ขณะที่หลายคนกังวลใจ เพราะเซียนทองคำของไทย นายห้างทองอย่าง จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ที่แรกๆ ก็ยังไม่คิดว่าทองไทยจะก้าวผ่าน 27,000 บาทด้วยซ้ำ จึงมีนักลงทุนและคนที่มีทองในมือจำนวนหนึ่งเอาทองมาขาย ซึ่งสอบถามร้านทองในช่วงเวลานั้นก็จะพบว่ามีคนมาต่อแถวหน้าร้านทองคำเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เป็นคนที่มาเข้าแถวเพื่อขายทองเสียมากกว่าซื้อ

กระนั้นก็ยังมีนักลงทุนที่ลงทุนในทองคำล่วงหน้าจำนวนไม่น้อยที่คาดการณ์ว่าทองคำจะขึ้นต่อไปอีก เพราะด้วยความที่ปัจจัยเสี่ยงในโลกยังคงเดิม ไม่ได้ลดลงไป สงครามการค้าจีนอเมริกาก็ไม่ได้ร่นถอยลงมา ถึงขั้นว่ามีการออกรายงานวิจัย ประเมินสถานการณ์และว่าทองในตลาดโลกจะไปได้ไกลถึง 3,000 ดอลลาร์ บ้างว่าไปถึง 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายใน 3 ปีข้างหน้า

นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเรื่องง่ายที่ทองคำจะขึ้นไปสูงถึง 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางในหลายๆ ประเทศ ที่เน้นผลิตและอัดฉีดเงินเข้าระบบ (ทำให้ดอกเบี้ยเป็น 0%) ทำให้นักลงทุนหันไปหาลงทุนในทองแทน

มีการประเมินกันด้วยว่าในระยะยาวทองคำมีลุ้นมาก เพราะหากย้อนรอยวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 นั้น เหตุเพราะดอลลาร์อ่อนค่าจากนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และการลดดอกเบี้ย รวมถึงความกังวลปัญหาเงินเฟ้อ ราคาทองคำในตลาดโลกทะยานขึ้นสูงจาก 700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในเดือนพฤศจิกายน 2551 ไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนกันยายน 2554 นั่นเท่ากับว่าราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมากถึง 1,220 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 174% ส่วนราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นจาก 12,100 บาทต่อบาททองคำในเดือนพฤศจิกายน 2551 สู่ระดับ 26,850 บาทต่อบาททองคำในเดือนกันยายน 2554 หรือปรับตัวขึ้นมากถึง 14,750 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 121%

แต่กว่าจะไปถึงเป้าหมายที่วาดกันไว้นั้น ความจริงที่นักลงทุนเจอะเจอคือความร้อนแรงของทองได้ขึ้นมาถึงขีดสุด จนต้องมีการปรับฐานกันลงมาบ้าง

หลังจากที่ร้อนแรงสุดๆ ในไตรมาส 3/2563 แล้ว จะเห็นว่าทองคำได้กลายเป็น “นักเต้นสายย่อ” ทันที

4 เดือนให้หลังจากที่ขึ้นไปทำสถิติสูงสุดแล้ว ราคาทองก็ได้ม้วนปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง คราวนี้หลายคนบอกว่าหรือนี่คือการปิดเกมทองคำแล้ว เนื่องจากความมั่นใจของนักลงทุน กองทุนต่างๆ ที่กลับไปที่ตลาดหุ้นสหรัฐอีกครั้ง จนดัชนีดาวโจนส์ไล่ขึ้นไปทดสอบดัชนี 30,000 จุด ทองคำกลับมาเผชิญกับปัจจัยที่มีผลกระทบ ทั้งจากกรณีวัคซีนโควิด-19 ที่มีสัญญาณดีขึ้นเป็นลำดับ ขณะที่การเลือกตั้งในสหรัฐอมริกาเดือนพฤศจิกายน ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อนโยบายเศรษฐกิจการเงินและราคาทองคำ

ทองคำได้ไหลลงจากระดับกว่า 2,000 ดอลลาร์ลงมาหลุด 1,800 ดอลลาร์ลงมาที่ 1,767 ดอลลาร์ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี ธันวาคม ดูเหมือนว่าสัญญาณชีพราคาทองคำกำลังดีดกลับขยับขึ้นอีกครั้ง ทำให้ความหวังยังไม่เลือนรางเสียทีเดียวสำหรับการลงทุนในทองคำ วันที่ 21 ธันวาคม 2563 ทองคำขึ้นมาทดสอบแนว 1,900 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง

แม้ว่าจะย่อตัวลงมาบ้างหลังจากที่ทำจุดสูงสุดแบบเป็นประวัติการณ์แบบนี้ อย่างไรเสียก็ถือว่าทองคำคือที่สุดสำหรับนักลงทุนในปี 2563 ที่จะต้องจารึกเอาไว้ไปอีกนานว่าปีนี้คือ ปี 2020 คือปีของทองคำ

26 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691