top of page
556550.jpg
553309.jpg

โจทย์ยาก 'ส่งออก' 2026...EXIM BANK หนุนธุรกิจไทย รับบท Export Co-Pilot

  • Mar 4
  • 1 min read


สารพันปัญหากระแทกการส่งออกไทย คาดส่งออกไทยปี 69 มีสิทธิ์โตแค่ 2% ห่างไกลจากปี 68 ที่การส่งออกของไทยโตถึง 13% EXIM BANK แนะ ผู้ส่งออกไทยต้องอย่าพึ่งแค่ตลาดเดิมๆ อย่างอเมริกาและจีนที่ความไม่แน่นอนสูง การแข่งขันสูง ต้องมองหาตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพและอำนาจซื้อสูงเช่นตลาดตะวันออกกลาง อินโดฯ ไต้หวัน ย้ำ EXIM BANK มีหมุดหมายพร้อมเป็น Export Co-Pilot เคียงคู่ผู้ส่งออกไทยในการเปิดตลาดผู้ซื้อรายใหม่ ขยายออร์เดอร์ส่งออก ควบคู่การให้สินเชื่อ ค้ำประกันการส่งออก ให้คำปรึกษาด้านการตลาด โลจิสติกส์ เพื่อส่งเสริม พลิกฟื้นผู้ส่งออกโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีให้เติบโตอย่างกล้าแกร่งและมั่นคงต่อไป


Interview : คุณชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)


ปี 2568 ไทยเจอเรื่องภาษีของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ล่าสุดศาลสูงของสหรัฐอเมริกามีการตัดสินว่าการเก็บภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถทำได้

 

ตรงนี้เป็นการเกริ่นนำด้วยคำถามหรือข้อมูลที่หวาดเสียวพอควรเกี่ยวกับศาลสูงของทางสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี ขอย่อภาพเพื่อให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการส่งออกไทยในระดับโลกก่อนว่า ถ้ามองเร็วๆ ส่งออกไทยเรามีหลักเกณฑ์ในเชิงโครงสร้างอยู่ 3 เรื่อง 

เรื่องแรกถ้าเราสังเกตดูจะเห็นว่าในรอบหลายๆ ปีเราส่งออกอยู่ในกลุ่มหลักคือส่งไปสหรัฐอเมริกาและจีน สองประเทศนี้เรามีสัดส่วนการส่งออกเกือบ 60% 


ขณะที่เรื่องที่สอง การส่งออกของเรา สินค้าที่เราส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานที่มีนวัตกรรมน้อยมาก เราเคยส่งข้าวอย่างไรก็ส่งแบบเดิม ของที่เราส่งหรือของที่เราผลิตในประเทศ ถ้าสมมุติเป็นเรื่องรถ ยานพาหนะต่างๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นรถสันดาป ขณะที่การผลิตหรือส่งรถอีวี รถไฟฟ้ายังน้อยอยู่ 

 

ส่วนเรื่องที่สามถือว่าสำคัญมาก คือเรื่องผู้ประกอบการการส่งออกของไทยเราในช่วง 10 ปีมานี้ ผู้ประกอบการส่งออกของไทยเราทั้งระบบมีประมาณ 27,000 ราย น้อยมาก ไม่ได้เติบโตเลย 

จากสามปัจจัยหลักนี้ทำให้ทาง EXIM BANK คาดการณ์ว่าปีนี้ส่งออกจะเติบโตประมาณ 2% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่การส่งออกไทยเติบโตเกือบ 13% ตรงนี้คือสถานการณ์ส่งออกของไทยเรา

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นปัจจัยบวกที่ทำให้การส่งออกยังสามารถเติบโตได้ แน่นอนว่าเรื่องแรกสินค้าไทยที่เป็นที่ต้องการของโลกคืออาหาร ซึ่งอาหารในโลกนี้ อาหารไทยก็ยังเป็นเอกอยู่ ยังใช้ได้อยู่ ในแง่ของปัจจัยบวกประการต่อมาคือการลงทุน AI อะไรต่างๆ ยังหนุนเนื่องและต่อยอดให้กับวัฏจักรของสินค้าต่างๆ ด้านอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งบ้านเรามีฐานการผลิตอยู่ค่อนข้างสูง และปัจจัยบวกเรื่องที่สามคือการลงทุนในประเทศที่ต่างประเทศเขาจะมองว่าไทยน่าจะเป็นฐานการผลิตได้ดี ทั้งสามปัจจัยหลักยังส่งเสริมหรือเอื้อประโยชน์ให้กับการส่งออกไทยอยู่ 

แต่อย่างไรก็ดีจะมีเรื่องของปัจจัยลบเหมือนกัน เรื่องปัจจัยลบคือการแข่งขันสูงจากสินค้าจีน ซึ่งเข้ามาค่อนข้างที่จะล้นตลาดเลย ส่วนอีกเรื่องคือความผันผวนค่าเงินบาท เรื่องของมาตรการสิ่งแวดล้อมที่ต่างประเทศเขาเรียกว่า CBAM หรือกลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ ส่วนเรื่องสุดท้ายสำคัญมากที่เกิดล่าสุดคือผลกระทบจากภาษีของทรัมป์


ในเรื่องปัจจัยลบกับการส่งออก ถือว่ามีมากเหมือนกัน

 

ในเรื่องศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะเห็นต่างกับทางทรัมป์ ซึ่งอาจจะเป็นข้อดี แต่ก็ยังไม่เป็นข้อสิ้นสุดที่ทางทรัมป์จะหยุดการจัดเก็บภาษี ตรงนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน ฉะนั้น ผู้ประกอบการอาจจะต้องผจญมรสุมการส่งออกไปตลาดสหรัฐอเมริกาอยู่ 


ทรัมป์มีการเซ็นอนุมัติให้ใช้ภาษีอีกตัวหนึ่งตาม มาตรา 122 เก็บ 10% 


ใช่ ซึ่งในระยะสั้นเชื่อว่าผู้ประกอบการไทยรับรู้มาแล้ว อาจจะดีใจนิดนึง แต่ถ้าถามว่าสิ่งนี้ด้วยความที่ผู้ประกอบการไทยรับรู้มาแล้ว ฉะนั้นคำว่า เอ๊ะ อาจจะยกเลิกไปหรือเปล่า เชื่อว่ายังไม่ใช่ แต่ถ้าถามว่าแม้จะกลับมาในแง่ภาษีทรัมป์ ทางผู้ประกอบการไทยก็ไม่ควรจะต้องมองสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลัก ควรจะต้องมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาพัฒนาการหรือบูรณาการ อย่างที่ EXIM BANK ขอนำเรียน ตลาดสหรัฐอเมริกาและตลาดจีนว่าตอนนี้ทุกคนก็มองเข้าไปขายที่จีนหรือไม่ก็สหรัฐอเมริกา ทำไมเราไม่ลองหาตลาดใหม่ๆ ที่เราจะต้องพึ่งพิง ตอนนี้ในโลกยังมีเยอะ แต่เราอาจจะยังไม่เคยชายตามอง ตอนนี้ก็ต้องเริ่มมองมากขึ้นแล้ว 


EXIM BANK จะเข้าไปช่วยผู้ประกอบการในการหาตลาดใหม่อย่างไร

 

อย่างที่พอผู้ประกอบการมองเห็นและเล็งเห็นแล้วว่าถ้าส่งไปสหรัฐอเมริกาอย่างเดียวเราก็ไม่รู้ว่าจะกำไรหรือเปล่า ถ้าส่งไปจีนก็ไม่รู้ว่าจะไปแข่งกับใครอีกบ้าง เพราะตลาดค่อนข้างใหญ่ คนอื่นก็ส่งไปจีน หลักใหญ่เรา EXIM BANK ปีนี้ ด้วยยุทธศาสตร์สมาร์ต เราจะทำตัวเป็นแบบเรียกว่า Export Co-pilot เราไม่ได้มุ่งเน้นให้สินเชื่อเพียงอย่างเดียว เราจะต้องมีคำว่าไปกับเขา ร่วมเดินทางไปกับเขาด้วย ซึ่งผู้ส่งออกส่วนใหญ่เข้าใจว่าเรื่องสินเชื่อเป็นเรื่องหลักของสถาบันการเงิน แต่จริงๆ แล้วตอนนี้ EXIM BANK ในบริบทของความเป็นธนาคารของรัฐ เราเล็งเห็นความสำคัญอยู่อย่างหนึ่งของผู้ส่งออกคือว่าระหว่างสินเชื่อกับออร์เดอร์ที่จะได้รับจากการส่งออก ตัวนี้ออร์เดอร์สำคัญที่สุด ออร์เดอร์ต้องมาก่อน 


เพราะฉะนั้น EXIM BANK จะต้องทำหน้าที่คือไปหาออร์เดอร์จากตลาดใหม่ๆ มาให้เขา ไม่ว่าจะเป็นตลาดตะวันออกกลาง ตลาดคนรวย เช่นตลาดซาอุดีอาระเบีย ยูเออี กาตาร์ อันนี้ทางด้านซ้ายมือของไทย ในขณะที่ทางด้านใต้ของเรา เราก็จะไปหาทางอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เพิ่มเติมตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย หากมองไปทางขวามือของไทย แน่นอนตอนนี้เชื่อว่าจีนมีขั้วอีกด้านคือไต้หวัน ตัวนี้จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าออร์เดอร์ต่างๆ จะใกล้เคียงกัน สามารถที่จะชดเชยหรือสามารถที่จะรองรับตลาดส่งออกของไทยเราได้ 

 

สิ่งที่ EXIM BANK เอ่ยถึง ไม่ว่าจะเป็นตลาดตะวันออกกลางก็มีคนประชากรเกือบหลายร้อยล้านคน หรือแค่อินโดนีเซียอย่างเดียวมีประชากรเกือบ 300 ล้านคน ขณะที่ไต้หวันมีประชากรเกือบ 30 ล้านคน คงต้องมองอย่างนี้แล้วว่าแทนที่เราจะมุ่งเน้นสหรัฐอเมริกาหรือจีน เปลี่ยนมาเป็นต้องหาตลาดใหม่ๆ ให้เขา โดย EXIM BANK จะไปหาให้เขา ซึ่งจะเอามาประกอบหรือมาเป็นแพ็กกิ้ง ในภาษาธนาคารคือประกอบการให้สินเชื่อกับเขา มีออร์เดอร์และมีสินเชื่อตามไป อันนั้นเป็นสิ่งที่เราจะทำให้กับผู้ประกอบการไทย


จะไปดูไปหาออร์เดอร์แบบไหน สินค้าประเภทไหน ถึงจะรุ่ง

 

หลักใหญ่คือถ้าเราไปคนเดียวอาจจะฟังดูแล้วเป็นการลงทุนที่สูง แต่เรามีพันธมิตรหลักก็คือทางกระทรวงพาณิชย์ ทางทูตพาณิชย์ที่เราเรียกกันก็คือทูตพาณิชย์ของทาง DITP-กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีทูตอยู่แทบทุกประเทศในโลกตามประเทศสำคัญๆ ทางกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการและมีโครงการที่ส่งเสริมผู้ประกอบการอยู่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการหาตลาดมาให้ ตรงนี้ทางกระทรวงพาณิชย์โดยความร่วมมือกับทาง EXIM BANK เราก็จะผนวกรวมกัน แล้วก็นำออร์เดอร์ขึ้นมาตรงนี้ ภายใต้ฐานข้อมูลที่ทางกระทรวงพาณิชย์มี บวกกับฐานข้อมูลของผู้ซื้อในต่างประเทศที่ EXIM BANK มีฐานข้อมูลอยู่แล้ว 

 

ขณะเดียวกัน นอกจาก EXIM BANK ในไทยแล้ว เรายังมี EXIM BANK ที่เมืองจีน เขาเรียกว่า CHINA EXIM และยังมีที่ญี่ปุ่น JBIC EXIM และยังมีที่ UAE ด้วย ฐานข้อมูลต่างๆ เหล่านี้เราเอามาประกอบรวมกัน ผนวกรวมกับฐานข้อมูลของที่เราจะหาได้จากกระทรวงพาณิชย์ เราก็จะมานำเสนอให้ผู้ประกอบการไทย แน่นอนตรงนี้สิ่งที่จะมีนอกจากออร์เดอร์แล้ว หลักสำคัญเลยก็มีการใช้สินเชื่อ เราก็จะถามผู้ประกอบการว่า สินเชื่อที่ธนาคารหลักท่านมีพอหรือไม่ ถ้าไม่มีเราก็จะเสริมทุนให้ท่าน สำหรับออร์เดอร์ที่เราหามาให้นี้ 

 

อย่างไรก็ดี ผู้ส่งออกอาจจะยังไม่มั่นใจว่าส่งสินค้าไปแล้วจะได้เงินหรือไม่ คือเขามีความเป็นกังวล เราอาจจะต้องเติมลักษณะประกันการส่งออกไปให้เขาอีก ตรงนี้ก็เป็นบริการที่ทาง EXIM BANK เรียกว่าบรรดาสินค้าทั้งหมดในเชิงสินค้าการเงินให้กับท่าน เรียกง่ายๆ ว่า นอกจากหาออร์เดอร์ให้ท่านแล้ว เราก็ยังมีสินเชื่อเสริมให้ท่านและบวกประกันการส่งออกให้ท่าน แล้วให้ท่านลองส่งไปดู ส่วนเรื่องอื่นๆ คงให้ท่านผลิตเอง เราจะแนะนำในแง่ของวิธีการอื่นๆ เท่าที่เราจะพอช่วยเหลือเพิ่มเติมได้ เช่นระบบโลจิสติกส์อื่นๆ หรือว่าการส่งออกทางทะเลอื่นๆ ซึ่งตรงนี้พันธมิตรทางภาครัฐเราก็ยังมีอีกมากมาย อย่างเช่นสมาคมการส่งสินค้าทางเรือ ก็จะเป็นพันธมิตรที่จะช่วยพลิกฟื้นผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอีไทยให้ส่งออกได้มากขึ้น ตรงนี้เป็นหมุดหมายที่ EXIM BANK ต้องทำ


สินเชื่อที่กล่าวมา จะช่วยผู้ส่งออกได้มากแค่ไหนในปี 2569 นี้ 

 

สำหรับผู้ประกอบการไทย ถ้าท่านมีออร์เดอร์อยู่แล้ว และเป็นออร์เดอร์ส่งออก ไม่ใช่เฉพาะ L/C เป็นลักษณะของเรียกว่า Purchase Order จากต่างประเทศ ก็นำมาที่ EXIM BANK ได้เลย หลักประกันบุคคลธรรมดาค้ำ หรืออาจจะเป็นบริษัทค้ำ เราร่วมมือกับทาง บสย.หรือบริษัทค้ำประกันของรัฐ มีแค่ออร์เดอร์ แล้วก็มีแค่ความตั้งใจที่จะส่งออก เดินมาหา EXIM BANK เลย เราพร้อมจะไฟแนนซ์หรือสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งออกให้ท่านในออร์เดอร์ที่ท่านนำมา 


แต่ถ้าหากว่ามีแค่ชื่อหรือมีแค่ผู้ซื้ออยู่ที่ต่างประเทศ ไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหน ลองมาหาข้อมูลกับ EXIM BANK ก็ได้ จะเป็นการส่งออกด้วยวิธีการสินเชื่อในรูปแบบนี้ อาจจะเป็นรูปแบบเฉพาะกิจสำหรับผู้ส่งออกไทยเท่านั้น ในบริบทของความตั้งใจเพื่อให้ผู้ส่งออกไทยมียอดส่งออกได้จริงๆ ตัวนี้เราเตรียมไว้ประมาณเกือบ 20,000 ล้านบาท 

 

ในแง่ของความพิเศษของสินเชื่อตัวนี้ เราเปิดให้บริการกับผู้ประกอบการทุกท่านที่มีออร์เดอร์ เราเน้นย้ำอย่างนี้ดีกว่าว่าผู้ส่งออกที่มีออร์เดอร์ ลองมาคุยกับเราได้เลย 


เรื่องของหลักค้ำประกัน ไม่ต้องห่วง

 

ใช่ เน้นย้ำเลย เฉพาะผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะคนตัวกลางๆ หรือเราจะเรียกได้ว่าเอสเอ็มอี เรามองว่าเอสเอ็มอีโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่พร้อมส่งออก เอสเอ็มอีเอกซพอร์ตของเรา ตัวนี้ต้องพิจารณาบริบทของการทำการค้าใหม่ แทนที่จะมองตลาดภายในของเราอย่างเดียว ลองคิดดูประชากรไทยเรา จะมีคนอยู่ประมาณเกือบ 70 ล้านคน ถ้าเทียบกับผู้ขายในไทยมีประมาณ 3-4 ล้านรายที่เป็นเอสเอ็มอี แข่งกันแล้วอย่างไรก็เหมือนกับแข่งแค่ในประเทศที่ตลาดค่อนข้างที่จะจำกัด เรียกว่ามีคนซื้ออยู่ 60 ล้านคน ไม่เยอะเลย 


แต่ถ้าเรามองจริงๆ มองขยายไปหน่อยอย่างกลุ่มตลาดตะวันออกกลางที่มีคนบริโภคสินค้าไทยแน่นอนอีกเป็นร้อยล้านคน ตลาดอินโดนีเซียเกือบ 300 ล้านคน ตลาดไต้หวันมีอีกเกือบประมาณ 30 ล้านคน ตรงนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมองเห็นว่าคนซื้อหรือผู้บริโภคยังมีอีกกว้างมาก ควรมองตลาดเกือบ 500 ล้านคนยังอยู่รอบนอกนี้อีกเยอะแยะ สินค้าไทยมีความแตกต่างจากสินค้าของคนขายของอื่นๆ ฉะนั้น เราลองมาประยุกต์และก็ลองกรรมวิธีของการส่งออกในรูปแบบที่ EXIM BANK จะนำเสนอท่าน ร่วมกับ EXIM BANK หรือให้ EXIM BANK ไปร่วมกับท่าน ค้นหาออร์เดอร์ใหม่ๆ กัน แล้วมาเติมสินเชื่อกัน และช่วยกันในแง่การส่งออกไปให้ได้ พอเกิดอย่างนี้บ่อยๆ เขาก็จะเคยชิน แล้วก็จะประยุกต์การส่งออกได้เอง 

 

ทั้งนี้ อยากบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องมองการส่งออกเป็นเรื่องหลัก ส่วนเรื่องสินเชื่อ แน่นอนเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์สินเชื่อกับ EXIM BANK โดยนำออร์เดอร์นั้นมานำพาให้เกิดสินเชื่อต่อไป อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมกันทำแล้ว


ถ้าทำดีๆ การเติบโตก็อาจจะมากกว่า 2% ถือว่าเป็นไปได้หรือไม่

 

ก็เป็นไปได้ เราคาดหวังอย่างนั้น อยากจะให้การส่งออกบ้านเราเติบโตมากกว่านี้ แล้วก็พอจำนวน หรือปริมาณผู้ส่งออกมากขึ้น ก็จะช่วยกันได้มากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่อยากจะฝากทุกท่านไว้


เอสเอ็มอีเป็นเป้าหมายหลักอยู่แล้วที่ต้องเข้าไปช่วย

 

ใช่ เชื่อว่าทุกรัฐบาลมองว่าเอสเอ็มอียังเป็นนิติบุคคลส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องนำพาพวกเขาให้ส่งออกให้มากขึ้น ฉะนั้น ตรงนี้อย่างที่อยากจะฉายภาพให้เห็นแล้วว่าบ้านเรา ตลาดเมืองไทยเรา ถ้าผู้ประกอบการถ้ามุ่งเน้นแต่เพียงส่งออกหรือทำการค้าในประเทศอย่างเดียว คนบริโภคมีแค่ 66 ล้านคน มันไม่พอแล้ว ต้องมองหาใหม่ๆ ก็ขออนุญาตให้ EXIM BANK เป็น Export Co-Pilot กับท่าน เป็นคู่คิด และเป็นพันธมิตรธุรกิจของท่าน นำพาผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอีไปปักธงในตลาดใหม่ๆ อันนั้นเป็นบริบทสำคัญเลย อยากจะฝากไว้จริงๆ 


มองสถานการณ์เรื่องปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ จะกระทบกับผู้ส่งออกของไทยต่อไปหรือไม่

 

ในรอบหลายปีหรือ 2-3 ปีที่ผ่านมา จะมีคำว่า Trade War จะทะเลาะเรื่องการค้า สักพักหนึ่งมีเรื่อง Tech War คือเทคโนโลยี ก็ทะเลาะกันระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ก็เถียงกัน ตบตีกัน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีอะไรต่างๆ แล้วก็หมุนรอบมาอีกเป็นเรื่องของ Physical War มีรบกันจริงบ้างตามภูมิภาคต่างๆ อย่างล่าสุดเรื่องของเวเนซุเอลา พอมามี Physical War เสร็จ อย่างล่าสุดก็เป็นโหมดหนึ่งหรือเป็นดาต้าเบสอันหนึ่งของคำว่า Trade War อีกแล้ว เดี๋ยวก็จะมีเรื่อง Trade War เข้ามาเกี่ยวอีก ซึ่ง Trade War ล่าสุดเราอาจจะพูดคำว่า AI อย่างในไทยเราอาจจะมีเรื่องของ Mobile Data หรือที่เราจะมองในเชิงลบก็จะเป็นเรื่องของสแกมเมอร์อะไรต่างๆ แล้วมันก็จะหมุนรอบในแง่ของ Physical War อีกหรือเปล่า ในแง่ของประเทศเพื่อนบ้านเราใกล้ๆ ไม่รู้จะฮึ่มๆ มาอีกหรือเปล่า 

 

พอหมุนรอบแบบนี้ เชื่อว่ามันเกิดความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น ตรงนี้ EXIM BANK เป็นกำลังใจให้ แล้วอยากฝากผู้ประกอบการไทยว่าเราต้องรองรับสถานการณ์ทุกรูปแบบในวันนี้ มันไม่ใช่เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์อย่างเดียว จะเป็นเรื่องของการสร้างสถานการณ์ความไม่แน่นอนหรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของผู้บริโภค หลายๆ เวทีมีการพูดกันมากในปัญหาของผู้สูงวัยที่มีมากขึ้น การเกิดของคนลดลง เป็นทุกที่ ถ้ามองตรงนี้แล้ว โลกใบนี้ยังมีบริบทของความไม่แน่นอนสูงมาก

 

ฉะนั้น ถ้าถามว่า EXIM BANK นอกจากเป็นกำลังใจแล้ว สิ่งที่ EXIM BANK อยากจะฝากบอกวิธีแก้ปัญหาของผู้ส่งออกคือเราไม่ควรพึ่งพาแค่สหรัฐอเมริกาหรือจีน เราต้องหาตลาดอื่นรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ เมื่อมีตลาดอื่นรองรับมากขึ้น กำลังใจก็จะดีขึ้น เขารบกันด้านซ้าย เราก็ไปด้านขวา เขารบกันด้านขวา เราก็ไปออนไลน์ อะไรอย่างนี้

 
 
 

Comments


bottom of page