1661940531161.jpg

LUNA เป็นบทเรียน...มองอนาคตคริปโตมีบทบาทในระบบการค้า/ลงทุน



ธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ศึกษาและลงทุนในคริปโตด้วยตัวเอง มองกรณี LUNA -UST แค่อุบัติเหตุในวงการคริปโต สาเหตุมาจากจุดอ่อนของโปรแกรมที่ทำให้ถูกโจมตีดักทำกำไรขายล่วงหน้าจนมูลค่า LUNA ร่วงถล่มทลายจนไร้ค่า เหมือนคราวที่มีการโจมตีค่าเงินยุคต้มยำกุ้ง ... แต่ยังมั่นใจ คริปโตยังไปได้ต่อและมีเหรียญดีๆ ให้เลือกลงทุน แต่ต้องศึกษาอย่างลึกซึ้ง เลือกลงทุนแบบถือยาวๆ และเชื่อว่าคริปโตจะมีบทบาทสำคัญต่อโลกการค้า/การลงทุนในอนาคต


มองกรณี LUNA อย่างไร

ต้องอธิบายหลักการเหรียญ LUNA ก่อนว่า เงินคริปโตเริ่มแรกเลยมีการออกเป็นบิตคอยน์ ซึ่งบิตคอยน์ออกมาเพื่อที่จะเป็นอุปกรณ์ในการที่จะโอนเงินระหว่างบุคคลโดยที่ไม่ต้องผ่านระบบแบงก์ จากนั้นมีคนออกแบบคอยน์เอาไปใช้ในรูปแบบต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่างๆ ที่แตกต่างไปจากบิตคอยน์ ยกตัวอย่างเช่น Ethereum ก็มีการออกแบบมาเพื่อที่จะเอาไปพัฒนาในเรื่องของ Decentralized Finance คือมีการทำธุรกรรมอะไรในลักษณะที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะฉะนั้น แต่ละเหรียญๆ ที่ออกมานั้น ก็จะมีวัตถุประสงค์ ความเก่ง จุดแข็ง จุดอ่อน แตกต่างกัน

พอการพัฒนาเงินคริปโตถึงจุดหนึ่ง ปรากฏว่ามีความต้องการที่จะต้องเป็นเหรียญ ซึ่งมีราคานิ่งๆ เป็นราคาที่ผูกกับสกุลใดสกุลหนึ่ง นิ่งๆ แต่ขึ้นมาเพื่อจะเป็นตัวกลาง สมมุติส่วนตัวลงทุนในบิตคอยน์แล้วขายบิตคอยน์ออกไป ระหว่างนั้นอาจจะเอาเงินไปซื้อ Ethereum แทน แต่ว่ารอให้จังหวะราคา Ethereum มันลงมาเท่านี้เท่านั้น ระหว่างนั้นก็ต้องการจะเอาเงินนี้ไปลงอะไรสักอย่างซึ่งมันมีราคาไม่ขึ้นไม่ลง เป็นราคาที่โยงกับดอลลาร์ เลยทำให้เกิดมีการพัฒนาสิ่งที่เราเรียกว่า Stablecoin คือคอยน์ที่ผูกโยงกับดอลลาร์ เพื่อจะมาใช้เป็นที่พักระหว่างที่ขายบิตคอยน์แล้วรอซื้อ Ethereum ระหว่างนั้นก็เอาเงินไปซื้อ Stablecoin

Stablecoin นั้นตามหลักแล้วออกคอยน์มาแล้วก็ต้องเอาทรัพย์สิน ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับคอยน์ที่ออกเรียกว่ามีหลักประกันที่มั่นคง เอามาหนุนหลัง เช่นสมมุติออกคอยน์ 1 พันล้านดอลลาร์ ก็ต้องมีทรัพย์สิน 1 พันล้านดอลลาร์หนุนหลัง อย่างคอยน์ที่มีชื่อย่อว่า USDT ที่เขาเรียกย่อว่า Tether ทำไปทำมาก็มีคนวิจารณ์ว่าคอยน์ของ USDT ที่บอกว่ามีทรัพย์สินหนุนหลัง แต่พอเจาะไปเจาะมาทรัพย์สินมันเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาบางส่วน แต่บางส่วนกลายเป็นเหมือนตั๋วสัญญาใช้เงินทำนองนี้ เลยเกิดคำถามว่า แล้วตัวนี้เป็นบริษัทซึ่งมีฐานะการเงินมั่นคงแค่ไหน ก็ไม่มีคำตอบ หรืออาจจะกลายเป็นบริษัทในเครือด้วยหรือเปล่า ก็ไม่มีคำตอบ ตรงนี้ก็เป็นจุดอ่อน

ตอนหลังก็มีคนออกคอยน์ที่เป็น Stablecoin มาเป็นคู่แข่ง อย่างเช่น USDC ตรงนี้เขาก็บอกว่าของเขาจะเอาทรัพย์สินที่มีความมั่นคงจริงๆ อย่างเช่นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เอาไปวางเป็นหลักประกันเก็บไว้ที่แบงก์ แล้วก็จะมีเหมือนผู้รักษาบัญชีมาตรวจสอบยืนยัน อาจจะทุกเดือนหรือทุกไตรมาส ลักษณะของ Stablecoin เวลานี้ก็เลยจะมีอย่าง USDT เป็นที่นิยมและใช้กันมาก เพราะว่าเกิดก่อน แต่มีข้อวิจารณ์ว่า หลักประกันอาจจะไม่มั่นคง 100% แล้วก็มี USDC ที่เกิดหลัง และเวลานี้กำลังแซงไล่ตามขึ้นมาเพราะมีความมั่นคงมากกว่า

ทีนี้ อยู่ดีๆ ก็มีคนเกาหลีที่เกิดไอเดียขึ้นมาว่า เวลาออก Stablecoin แล้วจะต้องไปเอาทรัพย์สินที่มีมูลค่ามาหนุนหลังก็จะต้องใช้เงินเยอะ เขาก็บอกว่าเขาสามารถที่จะออก Stablecoin ที่เรียก UST ชื่อจะคล้ายๆ กัน แล้วจะมีเหรียญที่คู่กันอีกอันคือ LUNA ที่ทำคู่กันหมายความว่าแทนที่จะต้องไปเสียเวลาหาทรัพย์สินที่มีมูลค่าหลักประกันสูงมาหนุนหลัง ไม่ต้องแล้ว ใช้วิธีใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใช้สูตรคอมพิวเตอร์ ถ้าหากว่าออกคอยน์สมมุติว่าพันล้าน ก็จะเอาเงินที่ได้บางส่วนไปซื้อทรัพย์สินแบบโน้น แบบนั้น เหมือนลักษณะทำแบบเหมือนซับซ้อน แล้วจะทำให้ตัวคอยน์ตัว UST มีค่าเท่ากับดอลลาร์อยู่เสมอ พูดง่ายๆ ว่า เป็นการหนุนหลังโดยใช้สูตรคอมพิวเตอร์

ในส่วนการหนุนหลังด้วยสูตรคอมพิวเตอร์ ถ้าทำได้ดี มันก็เหมือนกับเก่ง กลายเป็นว่าเขาสามารถจะออกคอยน์ที่มีความมั่นคงและเป็นที่นิยม และเขากำลังพยายามจะขยายให้คอยน์ไปใช้กับทุกสกุล ทุกแพลตฟอร์มแบบชนิดใหญ่โต


ทำหน้าที่แทน UST ไปเลย

เนื่องจากว่าของเขาออกมาแล้วก็จะแซง USDC และ USDT เจ้าเก่า เลยทำให้คนนิยมภายในช่วงเวลาแป๊บเดียว ก็จะกลายเป็นเหรียญยอดฮิต 1 ใน 10 ไปเลย แต่การหนุนหลังโดยใช้สูตรคณิตศาสตร์นั้น ความมั่นคงอยู่ที่ตัวสูตร ปรากฏว่าสูตรที่เขาออกมามีจุดอ่อน จุดอ่อนตรงนี้มาจากอะไร หลักง่ายๆ ก็คือทำให้เกิดช่องว่างในเวลาว่าทำอันนี้ ระหว่างตัวที่ทำแล้วกว่าจะมา และมาเหมือนมาบรรจบ มันมีเวลาหน่วง มันมีเวลาติดบ่วง พอเวลาติดบ่วงตรงนี้ คนที่อยู่ในวงการที่เขาใช้เหรียญนี้ไปสักพักจะสังเกตได้ว่าระหว่างตรงนี้สามารถที่จะทำกำไรได้โดยการโจมตี เพราะฉะนั้น กลายเป็นว่ามีคนที่มองเห็นช่องว่างนี้แล้วไป ขายล่วงหน้า คือขายชนิดถล่มๆ สักพักอาคารก็ร่วงลงมา กลายเป็นว่า ภายในเวลาไม่กี่นาทีเขาได้กำไรกันไปหลายร้อยล้านดอลลาร์

ตรงนี้ก็ไม่ต่างจาก จอร์จ โซรอส โจมตีค่าเงินปอนด์ พูดง่ายๆ เขามองเห็นจุดอ่อนของตัวโปรแกรมและเขาก็โจมตี พอออกมาอย่างนี้เลยกลายเป็นว่าคนที่ไปเกี่ยวข้องกับเหรียญเริ่มตาสว่าง สูตรนี้มีจุดอ่อนหรือ แล้วพอมีจุดอ่อน เขาก็ถามแล้วจะแก้ได้หรือไม่ ซึ่งจุดอ่อนตรงนี้ คนที่พัฒนาเขาก็บอกว่ากำลังพยายามหาทางแก้อยู่ โดยข่าวมาช่วงหนึ่งบอกว่าทางแก้ทางหนึ่งคืออาจจะเอาทรัพย์สินที่มีมูลค่าที่หวือหวาสักครึ่งหนึ่ง ก็กลายเป็นว่ายอมรับแล้วว่าสูตรมีจุดอ่อนที่แก้ไม่ได้ ตรงนี้ทำให้พอไปๆ มาๆ แล้ว ลักษณะของการทำ Stablecoin ซึ่งทำแบบแหวกแนวจนเกินไป ก็เป็นปัญหาได้


การถูกโจมตี จะทำให้กระทบระบบ เป็นฟองสบู่ในคริปโต และกระทบมาถึงระบบการเงินที่ใช้ในปัจจุบันหรือไม่

ไม่ เพราะตรงนี้เป็นการออกแบบที่ผิดพลาดหรือมีรูโหว่เฉพาะคอยน์นี้เท่านั้นเอง แต่ว่าคอยน์อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอยน์ที่ใช้กันมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว ถ้ามีจุดโหว่แบบนี้ ป่านนี้ก็โดนโจมตีไปแล้ว แต่ว่าคอยน์อื่นก็ไม่มีจุดอ่อน และคอยน์อื่นที่เป็น Stablecoin ที่มีราคาขึ้นๆ ลงๆ ตามตลาด อันนี้จะโจมตีก็โจมตีไป พอโจมตีไปเดี๋ยวราคาก็ขึ้น เดี๋ยวโจมตีไปราคาก็ลง ก็ไม่ต่างอะไรจากการไปปั่นหุ้นในตลาด แต่ว่าหุ้นใหญ่ๆ ก็ปั่นยาก

แต่ว่าปัญหาของ LUNA และ UST นี้คือมันเป็น Stablecoin ดังนั้น ตามหลักควรจะมีอะไรหนุนหลังแบบมั่นคง เพื่อให้ราคาและมูลค่าเท่ากับหนึ่งต่อหนึ่งดอลลาร์อยู่เสมอ แต่พอไปแล้ว ปรากฏว่าตัวโปรแกรมมีรูโหว่ เพราะฉะนั้นจะไม่สามารถจะโยงกับดอลลาร์แบบหนึ่งต่อหนึ่งได้ ความเป็นอยู่ของคอยน์นี้ก็โยนทิ้งตะกร้าไปเลย ไม่มีประโยชน์ เพราะจากนี้จะมีใครมาใช้ถ้าหากราคามันขึ้นๆ ลงๆ ได้อย่างนั้น


บทเรียนที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้ทางการจะต้องไปปิดกั้นหรือไม่ เพราะตลาดนี้อันตราย อาจไม่ให้การสนับสนุน

คิดว่าเป็นกระบวนการที่นักลงทุนต้องเรียนรู้ พูดง่ายๆ ว่า ถ้าเราในฐานะนักลงทุน เราต้องศึกษาคอยน์ที่เราจะไปซื้ออย่างละเอียดลึกซึ้ง ส่วนตัวศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ถึงขนาดเขียนหนังสือ เชื่อหรือไม่ว่าซื้ออยู่คอยน์เดียว คอยน์อื่นส่วนตัวไม่กล้าแตะเลย แม้แต่บิตคอยน์เองก็แค่ดู แต่ไปซื้อ Ethereum เป็นหลัก มองในแง่นี้ ถ้าหากว่าใครซื้อคอยน์แล้วเข้าใจว่าคอยน์นี้เอาไว้ใช้ประโยชน์อย่างนี้ แล้วดูแล้วประโยชน์แบบนี้อยู่ได้ แล้วก็จะโตไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ส่วนตัวมีความมั่นใจว่า Ethereum ไปได้เรื่อยๆ

ถ้าหากว่าเราซื้อแพงหน่อย เราก็ปล่อยไว้เรื่อยๆ แต่ว่าอาจจะต้องหลายปีหน่อย ถือระยะยาวเหมือนกับซื้อหุ้นของบริษัท แต่เป็นบริษัทที่ดีกว่าไมโครซอฟท์ ดีกว่าแอปเปิล เพราะไม่มีผู้บริหาร ไม่ต้องกังวลเรื่องการแต่งบัญชี ไม่ต้องกังวลเรื่องการทุจริต มันเหมือนระบบซึ่งมันรันด้วยตัวมันเอง สิ่งที่เราต้องทำคือศึกษาว่าตัวคอยน์ที่เราสนใจเอาไปใช้กับชีวิตจริงในเรื่องของการเงินการอะไรต่างๆ ได้จริงหรือเปล่า แล้วการใช้จะโตไปได้เรื่อยๆ หรือไม่ ถ้าดูว่าไปไหวเราก็สนใจเฉพาะคอยน์นั้นก็พอแล้ว แค่ส่วนตัวลงทุนใน Ethereum พอเห็นราคามันหวือหวา ดูแล้วก็ตกใจอยู่


ตลาดนี้ยังเติบโตต่อไปได้

อันนี้ต้องพูดถึงและชมทางการของไทย เท่าที่ดูก็ต้องชมเชย เพราะทาง ก.ล.ต.เขามาแบบทางสายกลางพอสมควร เดิมสะดุดอยู่นิดเดียวก็เรื่องภาษี เพราะตอนนั้นรัฐมนตรีคลังที่ออกระเบียบตรงนี้ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ในแง่ของแบงก์ชาติเขาก็ออกมาในลักษณะที่ดี คือเปิดให้มีการเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปทำโน่นทำนี่ในโลกของคริปโตได้พอสมควร และเท่าที่สัมผัสดู มีเด็กไทยจำนวนมากที่เข้าใจ และมีความสามารถในการที่จะพัฒนาในเรื่องต่างๆ ฉะนั้นในส่วนนี้คิดว่าควรจะเปิด

นอกเหนือจากนั้น มองอนาคตไปยาวๆ คิดว่าโลกการเงิน โลกการค้า เป็นจุดหักเห มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่จากสงครามรัสเซียยูเครน ทำให้ประเทศต่างๆ เหมือนจะแบ่งค่ายออกเป็นตะวันออกกับตะวันตก ซึ่งค่ายตะวันตกเขาก็ไม่เดือดร้อนว่าจะต้องใช้ดอลลาร์เป็นสื่อ แต่ว่าทางตะวันออกเขาจะเดือดร้อน เขาจะกังวลว่าเดี๋ยวสหรัฐอเมริกาจะใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธ ตัดธนาคารออกจากระบบสวิฟต์ หรืออยู่ดีๆ ไปยุบทุนสำรองของประเทศโน้นประเทศนี้ คิดว่าประเทศทางตะวันออกเขาจะต้องคิด และวันหนึ่งคริปโต อาจจะกลายเป็นเครื่องมือ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบการเงินโลก

27 views