เม็ดเงินท่องเที่ยว 'เชียงใหม่'...เลวร้ายสุดในรอบ 129 ปี


Interview : คุณพรชัย จิตรนวเสถียร

อดีตประธานและผู้ก่อตั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่


เลวร้ายสุดในรอบ 129 ปี เม็ดเงินท่องเที่ยว ‘เชียงใหม่’ ลดวูบจากปีละหลายแสนล้านบาท เหลือแค่ 2 หมื่นล้านบาท ลามกระทบธุรกิจต่อเนื่องทั้งตลาดสด ฟาร์ม ไร่ สวนที่ส่งวัตถุดิบให้ร้านอาหาร-โรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยว-โรงแรมปิดตัวระนาว ทั้งๆ ที่เป็นหนึ่งในเมืองเอกการท่องเที่ยวระดับโลก หวัง...หลังโควิด-19 หยุดแพร่ระบาด ท่องเที่ยวเชียงใหม่จะกลับมาคึกคักเหมือนเดิม ยืนยันความพร้อมของเชียงใหม่ ทั้งภาคธุรกิจ หน่วยงานราชการ ระบบขนส่งมวลชน ท่าอากาศยาน ระบบสาธารณสุข ปรับตัว รับมือ แก้ปัญหาการระบาดระลอก 3 ได้เร็วเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น แต่ที่สำคัญต้องผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ก่อน โดยเฉพาะปัญหาการฉีดวัคซีนที่ยังล่าช้า และการควบคุมแหล่งอโคจรผับ บาร์ ที่แพร่เชื้อ ยังไม่เข้มงวดดีพอ


โควิดระบาดระลอก 2-3 ที่กรุงเทพฯ ที่เชียงใหม่ประเมินอย่างไร

ตัวเลขนักท่องเที่ยวคงไม่ต้องประเมินเพราะสัดส่วน 60% เป็นนักท่องเที่ยวไทย 40% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วย 60% ของสถานการณ์แบบนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักท่องเที่ยวมีเงินใช้จ่ายที่ลดลงและดีมานด์ต่างชาติที่หายไปทำให้อัตราค่าห้องพักต่างๆ ลดตามดีมานด์ไป และระยะเวลาในการท่องเที่ยวต่อทริปลดลง มูลค่าการท่องเที่ยวลดลงจากที่เราคาดการณ์ไว้ช่วงปกติปีนึงหลายแสนล้านบาท เวลานี้ไม่น่าเกิน 20,000 ล้านบาท ผลกระทบโดนประมาณ 80% จากเดิมในภาวะปกติที่เรามีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่ว่าจะเป็นช่วง high หรือ low ที่ 100% ช่วงก่อนโควิดระลอก 3 ตัวเลขขยับขึ้นมา ทำให้อัตราการขาดทุนของผู้ประกอบการการท่องเที่ยวลดลงไป ตัวเลขขยับเข้ามาเกือบ 20% จาก 100% ที่เคยได้ จากต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 30-40% ก็ยังไม่ cover แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าพอเกิดโควิดระลอก 3 เข้ามาสถานการณ์กลับไปเหมือนเดิม คือรายได้จากการท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรมอยู่ที่ประมาณ 3-5% แปลว่าแทบไม่มีผู้เข้าพักเลยในแต่ละวัน ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล


ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือบ้างไหม

ผมเข้าใจถึงสถานการณ์โควิดว่ากระทบกระเทือนร้อยละ 90 ของประเทศ ซึ่งร้อยละ 10 ของประเทศอาจจะมีกำไรจากธุรกิจ New Normal อย่างธุรกิจดิลิเวอรีมีผลบวกบ้าง และกลุ่มธุรกิจการเกษตรซึ่งได้รับผลกระทบน้อย แต่มาตรการรัฐที่ออกมาทั้งหมดไม่ครอบคลุมกลุ่มคน ซึ่งที่นำเสนอมาโดยตลอดของรัฐบาลคือการออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจ SME เฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยว แต่ในมุมหลักด้านการท่องเที่ยวและบริการนั้นมีการต่อเนื่องไปร้านขายผัก ร้านอาหาร ร้านผลไม้ ตลาดสด ฟาร์ม ไร่ ซึ่งเขามีรายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว เมื่อรายได้หลักหายไป โดยธุรกิจที่อยู่ในหมวดหลักของการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบก่อนใครมาเกิน 2 ปีแล้ว ผู้ประกอบการมากกว่า 60% ไปไม่รอด หลายคนมีภาวะหนี้สินเพิ่มพูนขึ้นไป พอถึงวันที่เขาไม่รอดและการระบาดระลอก 2-3 เกิดขึ้น ถ้ารัฐบาลยังไม่โฟกัสในการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว ก็จะลำบากกันหมด ผมว่าสถานการณ์ตรงนี้เมื่อการท่องเที่ยวถึงเวลากลับมาภาวะเติบโต แต่ธุรกิจจะไม่โตตามเพราะผู้ประกอบการไม่พร้อมที่จะเติบโตแล้ว


เดิมผู้ประกอบการก็แทบประคองตัวไม่รอด พอเกิดการระบาดระลอก 3 จึงแย่มากขึ้นไปอีก

มีหลายรายที่จะหมดกำลังถ้ารัฐบาลยังไม่ออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะเมืองหลักที่มีรายได้จากการท่องเที่ยว ผมว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินการโดยเร็ว


รัฐบาลพยายามผลักดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งการให้สถาบันการเงินออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ถึงตอนนี้มีแบงก์มาคุยกับผู้ประกอบการการท่องเที่ยวบ้างหรือยัง

ในกลุ่มมาตรการซอฟต์โลนต่างๆ ที่ออกมาเป็นพื้นฐานของธุรกิจ SME ทั่วไป ซึ่งเราต้องยอมรับในหลักการนี้ก่อนว่าธุรกิจโรงแรมหรืออุตสาหกรรมท่องเที่ยวเฉพาะในเมืองหลัก ตอนนี้เป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ถ้าจะเอามาตรฐานของทั้งประเทศมาทำกับธุรกิจที่เลวร้ายที่สุดผมว่าไปกู้อย่างไรก็ไม่ผ่าน เพราะมาตรฐานเป็นมาตรฐานหมู่ อย่างเอาบัญชีย้อนหลัง 3 ปีก็จบแล้ว เอาอัตราหนี้ต่อหลักทรัพย์ก็ไปไม่เป็นแล้ว เขาไม่สามารถให้การช่วยเหลือในเรื่องการจ่ายเงินค่าจ้าง

เรื่องนี้ผมนำเสนอกับรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ท่านเมื่อ 2 ปีที่แล้วในเรื่องความช่วยเหลือการจ่ายเงินให้กับผู้ประกอบการเพื่อให้ผู้ประกอบการมีแรงในการจ้างงานซึ่งเป็นต้นทุนหลัก วันนี้เรื่องนี้เงียบไป ยังไม่เดินหน้า จนโควิดมาระลอกใหม่ก็ยังไม่ได้พูดคุยกัน อย่างเรื่องการลดค่าไฟซึ่งเป็นต้นทุนหลักของผู้ประกอบการซึ่งสามารถดำเนินการได้เลย เป็นการช่วยให้ผู้ประกอบการเดินหน้าประกอบธุรกิจได้ด้วยต้นทุนต่ำ เราอย่าไปมองว่าจะให้เงินกู้ซึ่งไม่ใช่เรื่องเดียวที่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจ การลดต้นทุนให้เขาเป็นส่วนนึงของการช่วย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับเลย ในเรื่องประกันสังคมก็ไปช่วยลดในเรื่องของเปอร์เซ็นต์ที่เล็กน้อยไม่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินได้เลย

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้รัฐบาลควรกลับไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจมันเดินได้ โดยเฉพาะในเรื่องการลดค่าใช้จ่าย การลดภาระ เรื่องซอฟต์โลน


ในกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม ของเชียงใหม่ออกมาช่วยเหลือกันอย่างไร หรือต่างคนต้องปรับตัวให้รอดก่อน

ในช่วงก่อนโควิดที่ผ่านมาเรามีผู้ประกอบการหลายประเภทรวม 100% ตอนนี้ปิดไปแล้ว 60% คือทุกคนตายหมด ด้วยเหตุที่ปิดไป 60% จึงเหลือผู้ประกอบการเพียง 40% ใน 40% เขายังมีภาระค่าใช้จ่ายดูแลลูกน้อง แต่ยังดีที่ยังมีคนเดินทางข้ามจังหวัดเข้ามาใช้บริการ ก็ยังพอมีรายได้ประคองค่าใช้จ่ายประจำวันได้ แต่ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ย เงินต้น รายจ่ายด้านปรับปรุง ตอนนี้ประคองแค่เรื่องคน เรื่องค่าไฟ เรื่องค่าน้ำ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนอีกแล้วเจอระลอก 3 เข้ามา ตอนนี้เรากำลังมองว่ามาตรการทางการเงินที่จะออกมาจะเป็นอย่างไร มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่จะเดินหน้าต่อจากนี้ไปเป็นอย่างไร อีก 2 เดือนจะออกซึ่งผมว่าคงไม่ทันเพราะในอดีต 6 เดือนค่อยออกมาตรการแรกเขายังมีเงินสำรองเดินหน้าไป ถ้ามาตรการต่างๆ ยังไม่ออกมาภายในช่วงระยะเวลาเดือนนึงไม่เกิน 2 เดือน เราจะได้เห็นเมืองหลักหรือโครงการจ้างงานพนักงานที่จะจ่าย 60% ของการจ้างงานนั้น ธุรกิจเหล่านี้จะทยอยปิดตัวเพิ่ม


ตอนนี้กิจการโรงแรม ท่องเที่ยว ที่ประกาศปิดกิจการ ขายกิจการมีมากไหม

เยอะขนาดไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ 129 ปี ต้องทำความเข้าใจว่ารถที่ออกไปต่างจังหวัดส่วนนึงเป็นการกลับไปบ้านเขา ไม่ได้มาในฐานะนักท่องเที่ยว เพราะคนที่ทำงานหลักในกรุงเทพฯ ประมาณ 10 ล้านคน คนมีสิทธิเลือกตั้งจริงๆ 3-4 ล้านคน ที่เหลือเป็นประชากรนอกทั้งนั้น รถเหล่านั้นทยอยเดินทางกลับบ้านเลยไม่ต้องใช้บริการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตอนนี้สถานการณ์โรงแรมเชียงใหม่ในช่วงสงกรานต์มียอดจองประมาณ 10% เท่านั้น


ถ้าการระบาดของโควิดหมดไป เชียงใหม่ยังเป็นเป้าหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวของโลกอยู่ไหม

วันนี้ นาทีนี้ เวลานี้ เป็นตัวชี้วัดเลยว่าเชียงใหม่เป็นเมืองเอกของโลก เพราะเชียงใหม่มีความพร้อมที่สุดในการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัย ด้วยเรามีสถาบันการผลิตบุคลากรทางการแพทย์เมื่อเทียบส่วนกับประชากรแล้วถือว่าเยอะที่สุด เรามีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรามีสถาบันผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับประกอบการพยาบาลหลายที่ที่ใหญ่มาก เรามีอัตราส่วนโรงพยาบาล เตียงผู้ป่วยรองรับโดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนมีมากที่สุด ด้วยกระบวนการต่างๆ นี้ทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองแรกๆ ที่มีความพร้อมในการเป็นเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย หลังจากโควิดในโลกใบนี้หมดไป เชียงใหม่จะเป็นเมืองนึงที่มีความพร้อมที่สุดของโลก เราเป็นเมืองที่เคยติดลำดับในการเป็นเมืองที่ให้บริการด้านสาธารณสุขที่ดีที่สุดในโลกติดท็อป 5 หลายปีซ้อน ผมเองในฐานะอดีตประธานและผู้ก่อตั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้ผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอดและทำให้เราติดเมืองท็อป 5 ของโลกมาแล้ว


ในช่วงโควิดนี้เชียงใหม่มีความพร้อม โดยโควิดที่เกิดขึ้นระลอก 3 จะเป็นตัวชี้วัดว่าเชียงใหม่จะมีความสามารถพิเศษในการหยุดการแพร่ระบาดของโควิดระลอกนี้โดยเร็วเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น ด้วยความพร้อมของหน่วยงานราชการในการบริหารทั้งท่าอากาศยาน ระบบขนส่งมวลชน เรื่ององค์ความรู้ของหมอและพยาบาล รวมถึงภาคธุรกิจต่างๆ รวมกันแล้วกว่า 40-50 สมาคมที่ทุกคนมีการเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับโควิด พวกรถตู้ รถสี่ล้อแดง ถ้าผ่านเข้ามาในโซนจะมีบริการเจลแอลกอฮอล์ให้บริการ ทุกตลาดมีทางเข้าทางเดียว มีเจลแอลกอฮอล์ มีที่วัดอุณหภูมิ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเห็นเป็นเรื่องปกติมากในจังหวัดเชียงใหม่ แม้แต่ถนนคนเดินถ้าเข้าไปจะมีการตรวจเช็กทุกคน


ก็ยังไปเที่ยวเชียงใหม่กันได้

ตัวนี้จะเป็นตัวชี้วัด ไม่ใช่เพียงเที่ยวเชียงใหม่ เป็นตัวชี้วัดว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีความพร้อมมากที่สุดในการให้บริการนักท่องเที่ยว


การฉีดวัคซีนป้องกันโควิดที่เชียงใหม่เป็นอย่างไรบ้าง

อยู่ในสถานการณ์เดียวกับคนทั้งประเทศ สิ่งที่น่าน้อยใจที่สุดคือวัคซีนโควิดล่าช้า แม้จะให้เมืองหลักๆ เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวก่อน แต่การดำเนินงานยังไม่รวดเร็วตามเป้าหมายที่วางไว้เพราะมีโควิดระลอก 3 เพิ่มเติม ในการระบาดโควิดระลอก 2-3 ที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่และประเทศไทยมันเกิดขึ้นจากสถานที่อโคจร ผับ บาร์ ต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเรียนรู้ ต้องออกมาตรการบางอย่างเพื่อควบคุมธุรกิจกลุ่มนี้ อยากให้รัฐบาลมองประเด็นนี้ให้ชัดเจน

10 views0 comments