top of page
312345.jpg

ชงรัฐบาลใหม่ หนุนการลงทุนเอกชนฟื้นต่อเนื่อง


เพิ่งจะได้เข้าคูหาหย่อนบัตรเลือกตั้งเสร็จ(ไม่)เรียบร้อยกันมาสดๆร้อนๆ และยังไม่รู้ว่าการตั้งรัฐบาลจะออกมาแบบไหน มีโฉมหน้าอย่างไร

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความหวังหนึ่งที่น่าจะไม่แตกต่างกันสำหรับคนไทยทั้งที่เป็นพ่อค้าแม่ขาย คนหาเช้ากินค่ำ หรือจะเป็นคนทำธุรกิจรายเล็กรายน้อย ก็คือ ราจะได้เห็นความเอาใจใส่ดูแลให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้ด้วยดีมีพลัง เพราะความจริงที่เกิดคือผ่านมาหลายปีนี้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมหายใจรวยริน

ขณะเดียวกันก็มีภาคธุรกิจเอกชน ผู้ผลิตจำนวนไม่น้อย ที่ความจริงแล้วมีความพร้อมอยากผลิต อยากลงทุน อยากทำธุรกิจ แต่ก็ต้องชะลอการลงทุน ชะลอการผลิต กันมาพักใหญ่เพื่อรอดูทีท่า ทิศทางการเมืองไทยอยู่ การค้าขายมันก็เลยไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ใครจะปฏิเสธเสียงแข็งอย่างไรว่า การเมืองกับเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ไม่ส่งผลกระทบถึงกันคงจะหนีความจริงไปไม่พ้น

วันนี้ TMB Analytics ได้ทำรายงาน และสรุปความว่า อยากเห็นรัฐบาลใหม่หนุนการลงทุนเอกชนฟื้นตัว

TMB Analytics ชี้ว่า การเลือกตั้งไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะหากย้อนกลับไปดูข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งช่วงปี 2544 เป็นต้นมา จะพบว่าอัตราการขยายตัวของการบริโภคเอกชนในช่วง 1 ไตรมาสก่อนและหลังเลือกตั้งไม่ได้ต่างกันมาก การบริโภคเอกชนขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 2.3% ในช่วงก่อน และ 2.2% ในช่วงหลังการเลือกตั้ง ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับลดลงจาก 6.7% เป็น 3.1% หลังการเลือกตั้ง...

...แต่นโยบายของรัฐบาลใหม่จะใช้เวลาประมาณ 3-4 ไตรมาสกว่าจะส่งผลในการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน

นอกจากนี้ TMB Analytics ยังมองว่าการบริโภคภาคเอกชนปีนี้จะชะลอลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว จากภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น จากการเร่งซื้อรถยนต์ไปในช่วงก่อนหน้านี้ ประกอบกับรายได้เกษตรกรที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.5% ชะลอลงจาก 4.6% ในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความหวังที่การลงทุนภาคเอกชนจะกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักได้ แม้ว่าที่ผ่านมาการลงทุนภาคเอกชนจะไม่ได้ตอบสนองต่อการเลือกตั้งเท่าใดนัก แต่ในปีนี้อาจแตกต่าง เพราะหากพิจารณาการลงทุนที่ผ่านมาของไทยจะพบว่ายังอยู่ในระดับต่ำ โดยระดับการลงทุนที่แท้จริงของไทยในปัจจุบันยังต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ 22 ปีก่อนเสียอีก

อีกทั้ง อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capital Utilization Rate: CAPU) ของไทยก็เข้าใกล้ระดับเต็มกำลังการผลิตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่มีการใช้อัตรากำลังการผลิตไปเกินกว่า 80% แล้ว

นี่เป็นข้อบ่งชี้หนึ่งว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น สภาวะแวดล้อมอื่นๆก็เอื้อให้มีการลงทุน ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ มาตรการดึงดูดการลงทุนของภาครัฐ อย่างเช่นสิทธิประโยชน์ในพื้นที่ EEC และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงการเดินทางเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ที่เห็นความคืบหน้าต่อเนื่อง อีกทั้ง ภาคธุรกิจเองก็มีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่เฉลี่ยเกินระดับ 50 มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 และยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้นแตะ 4 แสนล้านบาท ในปี 2561 สูงขึ้นจากปี 2560 ที่ FDI สุทธิอยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท

“เครื่องบ่งชี้บอกว่าเอกชนพร้อมที่จะลงทุนแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร หน้าที่สำคัญของรัฐบาลใหม่ก็คือทำให้การลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐเกิดความต่อเนื่อง ไม่สะดุด ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เหมาะแก่การลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีเสถียรภาพด้านการเมืองและความชัดเจนต่อเนื่องของนโยบายรัฐ อีกทั้งการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรโดยการเพิ่มแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพของภาคธุรกิจให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้”...นี่คือข้อสรุปของ TMB Analytics

7 views
bottom of page