ความกังวลลดลง แต่ต้องยืน 1,750 จุดให้ได้


หุ้นเอเชียกลับมา !

ทิศทางของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง และการกลับมาปิดเหนือ 1,730 จุดอีกครั้งทำให้แนวโน้มการปรับตัวขึ้นต่อในระยะสั้นยังคงอยู่ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ตลาดหุ้นภูมิภาคกลับมา Outperform อีกครั้ง หลังจากที่สถานการณ์ในกลุ่มประเทศ Emerging Market มีสัญญาณที่ดีขึ้น หลังจากตุรกีปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นเกือบ 7% จากระดับ 17.5% เพิ่มเป็น 24% ส่งผลให้วิกฤติการเงินเบาบางลงไป ประกอบกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะไม่รุนแรงมากเท่ากับที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งก็ส่งผลให้ราคา Commodity ปรับตัวขึ้นด้วยในทิศทางเดียวกัน ในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี Bloomberg Commodity Index เพิ่มขึ้น 1.6% โดยมีผู้นำอย่างราคาทองแดงที่เพิ่มขึ้น 1.5% และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 1.07% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ ยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐที่ลดลง 2.1 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 แล้ว ราคาน้ำมันยังได้แรงหนุนจากผลกระทบของพายุเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ด้วย

ทั้งนี้ในระยะต่อไป “นายหมูบิน” มองว่าทิศทางของตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะกลับมาทำให้ตลาดหุ้นเอเชียคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเป็นตลาดหุ้นในกลุ่ม Developed Market ที่ Outperform มากที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ระดับติดลบ 0.1% และคงอัตราดอกเบี้ยระยะยาวไว้ใกล้ระดับ 0% รวมทั้งให้คำมั่นว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง พร้อมทั้งขยายให้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของรัฐบาลสามารถเคลื่อนไหวในกรอบที่กว้างได้มากขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%

นอกจากนี้นายชินโซ อาเบะ หัวหน้าพรรคแอลดีพีและนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคแอลดีพีซึ่งหมายความว่าญี่ปุ่นจะยังคงดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบผ่อนคลาย ทั้งในส่วนของนโยบายทางการเงิน และนโยบายการคลังผ่านการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนได้ต่อไป ขณะที่ระดับการยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุน หรือ Risk Tolerance ในตลาดหุ้นโลก ส่งผลให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐกลับมาอยู่ในกลุ่มที่ Underperform อีกครั้ง โดยปรับตัวขึ้นเพียง 0.91% โดยได้รับประเด็นกดดันจากการที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 10% รวม 2 แสนล้านดอลลาร์ และจากนั้นจะเพิ่มเป็น 25% ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 สำหรับสินค้า 6,000 รายการ

ทิศทางดอกเบี้ยจำกัด Upside Gain ตลาดหุ้นไทย : ปัจจัยบวกในระยะสั้นของตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ที่ประเด็นของการเลือกตั้ง โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าจะเริ่มกระบวนการที่นำไปสู่การเลือกตั้ง โดยการแจ้งให้ กกต.จังหวัด ดำเนินการแบ่งเขตตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งตามความเหมาะสม จากนั้นกระบวนการต่างๆ จะดำเนินไปจนได้ข้อยุติภายในวันที่ 5 พ.ย. 2561 เพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจากการกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนดังกล่าวส่งผลให้การเลือกตั้งมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี ในแง่ของตลาดการเงินดูเหมือนว่ายังคงไม่ได้ตอบสนองต่อปัจจัยบวกดังกล่าวเท่าไรนัก สะท้อนออกมาจากระดับ Credit Default Swap (CDS) ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องมือในการป้องกันการผิดชำระหนี้บนตราสารหนี้ของแต่ละประเทศ ซึ่งการปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นและลดลงของราคานั้น แสดงถึงระดับความเชื่อมั่นของตลาดที่มีต่อคู่สัญญานั้นๆ โดยที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา CDS ของไทยยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าจะมีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งแล้ว โดยที่ส่วนหนึ่ง “นายหมูบิน” มองว่านักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะตามมาจากทิศทางดอกเบี้ยในตลาดการเงินของไทยที่มีโอกาสขยับขึ้นในระยะ 1 ปีข้างหน้า หลังจากการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5:2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50%

ในรอบนี้ถือว่ามีกรรมการ 2 เสียงที่ต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย จากการประชุมในรอบก่อนๆ ที่มีเพียง 1 เสียง ทำให้ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณของโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้นภายในปีนี้ และหากเมื่อดูในเชิง Valuation จะพบว่า Trailing PE Ratio ของตลาดหุ้นไทย ณ ระดับปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 17.35 เท่า ซึ่งอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังที่ระดับ 16.8 เท่า และ Earning Yield Gap ณ ระดับปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.91% อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง ทั้งนี้หากสมมุติฐานให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น 0.25% จะพบว่า Potential Upside Gain ของ SET จะเหลือเพียง 1% เท่านั้น

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) : ใช้โอกาสที่ SET ดีดตัวขึ้นไม่ผ่าน 1,750 (+/-5) จุด เป็นโอกาสในการ “ขายทำกำไร” ในลักษณะ “Short-Against” ไปรอ “เข้าซื้อสะสม” ในหุ้น PTTGC, PTTEP, BCP, EGCO,TISCO, SCC, HMPRO, AOT และ ADVANC อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 101 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00-12.00 น.เช่นเดิมครับ

 

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

35 views