แรงกดดันยังคงมี แม้ลงมามากแล้ว


สุดท้ายตลาดหุ้นไทยก็พักตัวลงมาที่เป้าหมายระยะสั้นที่ “นายหมูบิน” ให้ไว้บริเวณ 1,650 จุดจริงๆ นะครับ ทั้งนี้นอกจากความวิตกกังวลเดิมเกี่ยวกับการทำสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนแล้ว ล่าสุดทิศทางในความพยายามในการทำให้ค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลงอีกครั้งของรัฐบาลจีนถือเป็นปัจจัยใหม่ที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นโลกเพิ่มเติม และสร้างแรงกดดันให้กับทิศทางของตลาดหุ้นโลกอีกครั้ง โดยที่ล่าสุดถ้าไม่นับดัชนี S&P500 ของสหรัฐ จะพบว่าดัชนี Stoxx50 ของยุโรป, NIKKEI ของญี่ปุ่น และ FTFE Asean 40 ของอาเซียนต่างยังคงมีสัญญาณของการพักตัวในทางเทคนิคต่อเนื่อง หลังจากที่ Indicator สำคัญอย่าง RSI และ MACD มีสัญญาณ Negative Convergence ชัดเจน ขณะที่สัญญาณในการกลับตัว หรือ Reversal Signal ในระยะสั้นรายสัปดาห์จะยังคงไม่เกิดขึ้นจนกว่า RSI และ MACD จะกลับมามีสัญญาณ Buy Signal ก่อนในเบื้องต้น เพื่อฟอร์มตัวกลับไปสู่แนวโน้มการแกว่งตัวขึ้นอีกครั้ง

อย่างไรก็ดีถ้าพิจารณาในเชิงของ Sentiment ประกอบจะพบว่าการดีดตัวกลับไปเลยของตลาดหุ้นโลก หรือกลุ่มตลาดหุ้นดังกล่าวข้างต้น ยังคงมีความเป็นไปได้น้อยในระยะสั้น และการดีดตัวขึ้นในระยะสั้นอาจเป็นเพียงแค่การ Technical Rebound เท่านั้น เนื่องจากล่าสุดดัชนี VIX Index ของสหรัฐ และ HIS VIX Index ของฮ่องกงยังคงมีอยู่ใน Momentum ของการปรับตัวขึ้น สะท้อนออกมาจากการที่ดัชนีทั้ง 2 ตัว กลับมาเคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA ทุกเส้นอีกครั้ง และ Indicator สำคัญของดัชนีดังกล่าวอย่าง RSI ก็กลับมามีสัญญาณ Buy Signal เช่นกัน

ทั้งนี้ดูเหมือนว่าเมื่อพิจารณาจากในเชิงของ Momentum Effect ก็จะพบว่าทิศทางดังกล่าวน่าจะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะเมื่อพิจารณาจาก Relative Strength Index เมื่อเทียบกับ World Equity Index ในสัปดาห์ที่ผ่านมา จะพบว่ามีเพียงตลาดหุ้นสหรัฐที่ยังคง Outperform อยู่ราว 0.80% WoW ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรป เอเชีย และไทย ยังคงอยู่ในสถานะ Underperform ต่อเนื่องราว 1.16% WoW, 2.01% WoW และ 2.50% WoW ตามลำดับ

ดังนั้น ในทางเทคนิค “นายหมูบิน” ยังคงมองว่าตราบใดที่ดัชนี SET ยังคงไม่สามารถกลับไปยืนปิดเหนือบริเวณ EMA 25 วันที่ 1,690 จุดได้ ทิศทางของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงอยู่ในแนวโน้มพักฐานต่อไป

ตลาดหุ้นไทยยังอยู่นอกสายตา : มุมมองต่อการขยายตัวของผลการดำเนินงานในปี 2561 ของตลาดหุ้นไทยที่ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 10.6% YoY ยังคงต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐ, ญี่ปุ่น และเอเชียที่ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 21.5%, 14.1% และ 15.7% YoY ตามลำดับ และยังคงไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับการขยายตัวของผลการดำเนินงานในปี 2561 ของตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP ที่เหลืออย่างอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ที่ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 30.1% และ 11.6% YoY

นอกจากนี้ในส่วนของความสามารถในการทำกำไรที่วัดจากระดับ ROE ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งของตลาดหุ้นไทยมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุด Bloomberg Consensus ประเมินระดับ ROE ปี 2561 ของตลาดหุ้นไทยไว้ที่ 11.6% เท่านั้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.1% และต่ำกว่าระดับ ROE ของตลาดหุ้นสหรัฐ และเอเชียที่ระดับ 14.3% และ 12.1%

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าระดับความสามารถในการทำกำไรที่แย่ลงเป็นปัญหาสำคัญของตลาดหุ้นเอเชียไปเฉพาะตลาดหุ้นไทยเท่านั้น สะท้อนออกมาจากการที่ Bloomberg Consensus ประเมินระดับ ROE ปี 2561 ของตลาดหุ้นเอเชียโดยเฉลี่ยไว้ที่ 12.1% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.6% ขณะที่ตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP ที่เหลืออย่างอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ที่ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 11.1% และ 11.1% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 13.6% และ 14.5% ตามลำดับ

ขณะที่ในแง่ของ Earnings Revision ตั้งแต่ต้นปี 2561 พบว่า Bloomberg Consensus ปรับประมาณการณ์กำไรสุทธิปี 2561 ของตลาดหุ้นไทยขึ้น 0.27% ก็ยังคงอ่อนแอกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐ, ญี่ปุ่น และเอเชียที่ Bloomberg Consensus ปรับประมาณการขึ้นมาราว 9.30%, 11.42% และ 2.1% ตามลำดับ

สุดท้ายในด้านของระดับราคา เมื่อไปพิจาณาในส่วนของระดับราคาพบว่าปัจจุบันตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่ระดับ Forward PER ที่ 14.8 เท่า สูงกว่า หรือมี Premium เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวของตัวเองถึง 10.6% ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐ และเอเชียยังซื้อขายที่ระดับ Forward PER ราว 17.1 และ 12.5 เท่า โดยมี Premium เพียง 9.7% และ 0.6% ตามลำดับ

ส่วนตลาดหุ้นกลุ่ม TIP ที่เหลือพบว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ซื้อขายที่ระดับ Forward PER ราว 14.8 และ 16.0 เท่า หรือมี Discount เพียง 1.0% และ 2.9% ตามลำดับเท่านั้น

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) : ใช้โอกาสที่ SET ยังคงไม่กลับไปปิดเหนือ 1,650 (+/-5) จุดอีกครั้ง เป็นโอกาสในการ “เข้าซื้อสะสม” ในหุ้น PTTGC, PTTEP, BCP, EGCO,TISCO, SCC, HMPRO, AOT และ ADVANC อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 101 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00-12.00 น.เช่นเดิมครับ

 

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

30 views