แกว่งตัวขึ้น สวนทางปัจจัยลบ..ตลาดหุ้นโลกยังคงดูดีที่สุด


ดีดกลับต่อเนื่อง !

แม้ว่าจะมีปัจจัยลบจากกระแสข่าวความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสหรัฐและพันธมิตรกับรัสเซีย ส่งผลให้ผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้าจาก AAII ที่ระบุว่าในสัปดาห์ที่ 5-11 เม.ย. 2561 สัดส่วนนักลงทุนที่ยังคงเชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น หรือ Bullish ลดลงถึง 5.8% WoW มาอยู่ที่ระดับ 26.1% เทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 38.5%

สวนทางกับสัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐกำลังกลับสู่แนวโน้มขาลง หรือ Bearish ที่เพิ่มขึ้น 6.1% WoW มาอยู่ที่ระดับ 42.8% เทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 30.5% ส่งผลให้อัตราส่วน Bull-vs-Bear Index ติดลบถึง -16.7% ต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ +8.0% แต่ดัชนี S&P500 ของสหรัฐ, Stoxx50 ของยุโรป, NIKKEI ของญี่ปุ่น และ FTFE Asean 40 ของอาเซียนต่างกลับมามีสัญญาณของการแกว่งตัวขึ้นในทางเทคนิคต่อเนื่อง หลังจากที่ดัชนีในกลุ่มดังกล่าวยังคงเคลื่อนไหวอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA ทุกเส้นอีกครั้ง และ Indicator สำคัญอย่าง RSI มีสัญญาณ Positive Convergence ชัดเจน ขณะที่สัญญาณในการพักตัวลง หรือ Reversal Signal ในระยะสั้นรายสัปดาห์จะยังคงไม่เกิดขึ้นจนกว่าดัชนีดังกล่าวจะกลับมาแกว่งตัวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย EMA 5 วัน หรือเกิด Golden Cross ขั้นที่ 1 ก่อนในเบื้องต้น

อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาในเชิงของ Sentiment ประกอบจะพบว่าการพักตัวลงของตลาดหุ้นโลก หรือกลุ่มตลาดหุ้นดังกล่าวข้างต้น ยังคงมีความเป็นไปได้น้อยในระยะสั้น เนื่องจากล่าสุดดัชนี VIX Index ของสหรัฐ และ HIS VIX Index ของฮ่องกงยังคงมีอยู่ใน Momentum ของการปรับตัวลง สะท้อนออกมาจากการที่ดัชนีทั้ง 2 ตัว กลับมาเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย EMA 75 วันอีกครั้ง และ Indicator สำคัญของดัชนีดังกล่าวอย่าง RSI ก็กลับมามีสัญญาณ Sell Signal เช่นกัน

เมื่อพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบทางเทคนิคผ่าน Comparison Index จะพบว่าเมื่อเปรียบเทียบดัชนี S&P500 ของสหรัฐในฐานะตัวแทน หรือ Proxy ของตลาดหุ้นโลกกับสินทรัพย์เสี่ยง หรือ Risky Asset โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ตัวสำคัญๆ ทั้งในส่วนของน้ำมัน ทองคำ ถั่วเหลือง และทองแดงพบว่าดัชนี S&P500 มีแนวโน้มของ Momentum ที่ดีกว่า หรือ Outperform ชัดเจน

ตลาดหุ้นโลกยังคงดูดีที่สุด : นอกจากนี้เมื่อพิจารณาผ่านปัจจัยที่มาจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างตลาดพันธบัตรของสหรัฐ จะพบปัจจัยบวกต่อทิศทางของตลาดหุ้นโลก และสหรัฐเช่นกัน เนื่องจากล่าสุดส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี และ 3 ปี หรือที่เรียกกันว่า Short-End Spread ซึ่งในทางสถิติมีความสัมพันธ์ที่เป็นลบ หรือ Negative Correlation กับตลาดหุ้น สนับสนุนทิศทางการดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐในระยะสั้นๆ นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และสถานการณ์จะยังลงมีแนวโน้มเป็นไปในลักษณะนี้ต่อไปตราบใดที่ Short-End Spread ดังกล่าวของสหรัฐยังคงไม่กลับไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA 75 วันที่ 0.43% อีกครั้ง (ล่าสุดอยู่ที่ 0.31%)

นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกมีโอกาสกลับมาแกว่งตัวขึ้นได้อีกครั้งน่าจะอยู่ที่ระดับ Potential Upside Gain เพราะเมื่อพิจารณาจากมูลค่าเหมาะสมในระยะ 12 เดือนข้างหน้าของกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ที่ได้จากการประเมินของ Bloomberg Consensus แล้วพบว่าดัชนี MSCI World ตลาดหุ้นโลก, ดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นสหรัฐ, ดัชนี Stoxx50 ตลาดหุ้นยุโรป, ดัชนี MSCI Asia ex Japan ตลาดหุ้นเอเชีย และดัชนี SET ตลาดหุ้นไทย ยังคงมีระดับ Potential Upside Gain สูงถึง 14.4%, 14.4%, 14.6%, 19.5% และ 11.5% ตามลำดับ เทียบกับราคาน้ำมันดิบ และทองคำที่ราคาปัจจุบันเมื่อเทียบกับมูลค่าเหมาะสมในระยะ 12 เดือนข้างหน้าไม่เหลือ Potential Upside Gain โดยติดลบ 7.9% และ 3.2% ตามลำดับ ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ อย่างเงิน, ทองแดง และข้าวโพดก็มีระดับ Potential Upside Gain เพียง 1.9%, 2.1% และ 0.7% เท่านั้น

ทั้งนี้การเคลื่อนไหวดังกล่าวของตลาดหุ้นโลกในระยะสั้น สอดคล้องกับปัจจัยในเชิงฤดูกาล หรือ Seasonality ที่สถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2551-2561) ดัชนี MSCI World ตลาดหุ้นโลก, ดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นสหรัฐ, ดัชนี MSCI Asia ex Japan ตลาดหุ้นเอเชีย และดัชนี SET ตลาดหุ้นไทยในเดือน เม.ย. ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 2.8%, 2.2%, 4.0% และ 2.6% ด้วยระดับ Winner Percentage สูงถึง 80%, 90%, 80% และ 70% ตามลำดับ ซึ่งถ้าเทียบกับราคาน้ำมันดิบ และทองคำโลกที่สถิติเดือน เม.ย. ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาปรับตัวขึ้น 6.3% และ 0.7% ด้วยระดับ Winner Percentage สูงถึง 70% และ 60% ตามลำดับ

ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามักมีแนวโน้มที่น่าสนใจกว่าในเดือน เม.ย.

ทั้งนี้ปัจจัยที่น่าสนใจของตลาดหุ้นไทยคงอยู่ที่การเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างชาติ และสถาบันในประเทศ ซึ่งจากสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2551-2561) พบว่าในเดือน เม.ย. นักลงทุนต่างชาติ และสถาบันในประเทศเป็นฝ่ายซื้อสุทธิราว 2.3 และ 1.4 พันล้านบาท ด้วยระดับ Winner Percentage ที่ 60% เท่ากัน ขณะที่นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิเฉลี่ย 4.4 พันล้านบาท ด้วยระดับ Winner Percentage ที่ 50%

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) : ใช้โอกาสที่ SET ยังคงไม่กลับไปปิดเหนือ 1,850 (+/-5) จุดอีกครั้ง เป็นโอกาสในการ “เข้าซื้อสะสม” ในหุ้น PTTGC, PTTEP, BCP, EGCO,TISCO, SCC, SAWAD, HMPRO, AOT และ ADVANC อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00-12.00 น.ทาง FM 101 เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

43 views0 comments