สงครามการค้าก่อหวอด....ผู้นำไทยต้องตามโลกให้ทัน


ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ สังเคราะห์สถานการณ์ สงครามการค้า-trade war การขึ้นดอกเบี้ยเฟด ชี้ฝ่ายกำกับดูแลเศรษฐกิจไทยทิ้งตำราเก่า งัดตำราใหม่ใช้ปรับตัวให้ทันโลก เพราะยุคนี้คือยุคการค้าระหว่างประเทศแบบใหม่ที่มันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว คือจะคิดแบบเดิมๆไม่ได้แล้ว ... ส่วนประชาชนคนไทยกำเงินสดไว้ให้มั่น รอซื้อของถูกยามวิกฤต

เป็นอันว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ เฟด ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุม รอบ 20-21 มีนาคม 2561 ตรงนี้อาจารย์มองว่าส่งสัญญาณอะไร

ส่งสัญญาณว่า เขาดำเนินการตามที่คาดหมายกัน ว่าปีนี้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 3-4 ครั้ง โดยเริ่มขึ้นในการประชุมรอบนี้

เพราะฉะนั้นลักษณะนี้ คือลักษณะที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ก็จะมีการขยับดอกเบี้ยขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เฟดก็พยายามลดมาตรการ QE ดังนั้น ปัจจัยเหล่านี้ ก็มีผลต่อราคาหุ้นในสหรัฐอเมริกาด้วย

แต่ที่แรงๆ ซ้ำเติมมากๆก็คือเรื่อง ปัญหาการตอบโต้ทางการค้ากันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งตรงนี้มีความไม่แน่นอนค่อนข้างจะสูง ตลาดเลยตกใจกัน พอตกใจ หุ้นก็ลงกันแรงมาก

สำหรับหุ้นไทย ถือว่าไม่ลงแรง ถึงแม้ว่าจะดูสวิงมาก แต่หากเทียบกับหุ้นต่างประเทศลงมากกว่า วันเดียว 3-4% ซึ่งหลายคนมองกรณีนี้ว่า ไทยไม่ได้ส่งออกมาก ทำให้มองว่าไม่กระทบเท่าไหร่ รวมทั้งไปลงทุนในต่างประเทศน้อย ดังนั้น นักลงทุนต่างประเทศจึงไม่ได้ขายหุ้นไทยออกไปมาก เพราะไทยไม่ได้เป็นหุ้นที่นิยมของต่างประเทศอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จึงขึ้นอยู่กับภายในค่อนข้างจะมาก ... แต่ถ้าสถานการณ์กีดกันการค้ามาถึงไทย... นั่นก็อีกเรื่อง... แต่โอกาสก็คงจะน้อยมาก

ขณะนี้ก็คงพยายามที่จะให้นโยบายที่ยึดหลักการค้า ไม่ใช่การค้าเสรี สิ่งนี้คือสิ่งที่สหรัฐอเมริกากำลังดำเนินอยู่ และมีความพยายามที่จะปรับปรุงการมองแนวทางการค้าแบบใหม่ให้รอบคอบขึ้น

ก็ถือว่าสหรัฐอเมริกามีฝีมือทีเดียว ในเรื่องมาตรการตอบโต้ทางการค้าต่างๆ ซึ่งสหรัฐอเมริกาก็ได้เตรียมการพอสมควร

ขณะที่ทางจีน ถ้าไม่ตอบโต้ จีนก็จะเสียหาย หรือตอบโต้มากไปก็เสียหาย ต้องตอบโต้พอดีๆ

พอมีข่าวว่าจีนตอบโต้ ถึงแม้จะตอบโต้ด้วยมูลค่าเพียงเล็กน้อย ตรงนี้ก็ทำให้เกิดการตกใจพอสมควร ...สหรัฐอเมริกาเองหุ้นก็ลง ก็จินตนาการแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ฉะนั้นสิ่งที่นักลงทุนขณะนี้ในต่างประเทศ หรือนักลงทุนระดับโลก คิดว่า ควรเก็บเงินสดไว้ก่อนดีกว่า รอให้สถานการณ์จางก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่

ก็มีส่วนนี้ที่ว่าขายทิ้ง หุ้นในต่างประเทศก็หล่นลงมา ส่วนใหญ่ลงในจีน ญี่ปุ่น และประเทศทางไทยหลายประเทศ แต่หุ้นของไทยหล่นน้อยมาก แต่ของต่างประเทศ ช่วง 2 วันหล่นไป 7-8% ส่วนสหรัฐอเมริกาก็หล่นมาก ก็ถือว่ายังมีความเสี่ยงสูง และเป็นสิ่งที่เราต้องติดตาม ถ้าเกิดว่าเราตามไม่ดีแล้วขายทิ้งไป โดยที่ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นก็จะเสียดายว่าสถานการณ์มันเกิดอะไรขึ้น

ส่วนของไทยจะมีหุ้นบางส่วน จะมีน้ำหนักที่หุ้นพลังงาน ตรงนี้จะแปรผันตามราคาน้ำมันค่อนข้างจะมาก ขณะที่ราคาน้ำมันก็สวิงมาก ก่อนหน้านี้ก็ลงมาก ทำให้หุ้นจำนวนหนึ่งลงไปมากๆ แต่ช่วงวันสองวันนี้ก็กลับขึ้นมาใหม่ กลับขึ้นมาสูงแล้ว ก็ต้องติดตามดูพอสมควร

ประเมินสงครามการค้าว่าจะรุนแรงขนาดไหน เพราะจีนก็มีการตอบโต้เล็กๆ ทันที

ขณะนี้จีนก็พยายามติดตามดูว่าใครจะคิดอย่างไร การตอบโต้ทางการค้า จีนก็มีความระมัดระวัง เพราะถ้าตอบโต้มากไป ประเทศอื่นๆอาจไม่พอใจจีนก็ได้ ว่าสร้างปัญหาขึ้นมา หรือว่าถ้าไม่ตอบโต้ จะทำให้เขาเสียหายมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าตอบโต้ ภาพลักษณ์ของจีนจะเป็นแบบสหรัฐอเมริกาหรือไม่ จีนก็พยายามดูอยู่เหมือนกัน แต่ว่าในเรื่องนี้ถ้ามองจริงๆในเชิงนโยบาย สหรัฐอเมริกากำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบใหม่ แตกต่างจากสมัยโอบามาหรือสมัยผู้นำคนอื่นๆ ..คล้ายๆยุคเรแกน แต่ว่าปรับปรุงให้มีประสิทธิผลมากกว่าของเรแกนเยอะมาก และหากมองจากจุดนี้ก็ประมาณการได้ว่า นี่คือการเริ่มต้นที่พูดถึงแล้วก็คงจะขยายตัวต่อไป ไม่ว่าจีนจะตอบโต้หรือไม่ตอบโต้ สหรัฐอเมริกาก็ต้องตั้งเป้าหมายในการที่จะทวงถามผลประโยชน์ที่เสียไปให้จีน และตรงนี้ก็จะนำไปสู่มาตรการต่างๆที่มีต่อจีนและหลายประเทศ แต่หลายประเทศก็คงทำอาฟตาไม่ได้ เพราะว่าศัตรูจะเยอะ เขาก็พยายามตั้งเป้าหมายให้แคบลงก็จะไปอยู่ที่ต่างประเทศจำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้จีนเป็นประเทศหลักในกลุ่มนั้น

ฉะนั้นคิดว่าแนวทางในการเก็บภาษีนำเข้าหรือมาตรการต่างๆจะบานปลายมากขึ้น คือจะไม่หยุดแค่ตรงนี้

แบบนี้ จีน ไม่มีทางเลือกแล้วที่จะไม่ทำอะไรเลย จีนจะต้องทำแน่นอน และสิ่งที่จีนดูอยู่ คือว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้ประสิทธิผล ที่ผ่านมาก็มีผู้สื่อข่าวจีนโทรมาหาผมขอความเห็นว่า ภาพลักษณ์จีนเป็นอย่างไร และการตอบโต้จะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าจีนไม่มีทางออกอื่น นอกจากการตอบโต้ในระดับที่พอสมควร

ดังนั้น เราจะเห็นมาตรการทั้ง 2 ประเทศ จะเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ และตรงนี้จะทำให้เกิดการตกใจในตลาดหุ้นหลายๆประเทศ และก็จะตกใจมากขึ้นเรื่อยๆ และขณะเดียวกันจะมีข่าวนั่นนี่ในเรื่องใหม่ๆ เข้ามาตลอด 3-4 สัปดาห์ต่อจากนี้ จะเป็นข่าวดีข่าวร้ายสลับกัน ข่าวดีเช่น สหรัฐอเมริกาอาจจะทำการค้าเสรีกับทางไต้หวัน กับเกาหลีใต้ หรือกับเวียดนาม ซึ่งจะทำให้ต่างประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกไม่ไปในทิศทางเดียวกัน แต่ว่าตรงนี้ก็เป็นความเสี่ยงในตลาดหุ้นซึ่งอ่อนไหว

ถ้าพูดในแง่ของเศรษฐกิจจริงว่าการค้าจะกระทบมากหรือไม่ จีดีพีจะถูกกระทบมากหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าการค้าจะไม่กระทบมาก คือจะถูกคอนโทรลควบคุมให้อยู่ในระดับไม่บานปลาย และทั้ง 2 ฝ่ายก็พยายามไม่ให้มันบานปลาย คือจะเน้นในแง่ของภาคเศรษฐกิจที่เป็นมูลค่าการค้าจริงๆไม่มากนัก แล้วก็กระทบตัวภาคการผลิตหรือจีดีพี ก็คงเป็นการกระทบในลักษณะระยะยาว ไม่ใช่จะแปรปรวนเหมือนในตลาดหุ้น ซึ่งตลาดหุ้นจะอ่อนไหวมากๆ และส่วนหนึ่งก็เพราะว่าราคาหุ้นขณะนี้พีอีมันก็เพิ่มสูง เพราะฉะนั้นโอกาสที่มันจะถูกปรับลงมีสูงในช่วงนี้ ซึ่งคนคิดว่าได้กำไรแล้วขายเก็บไปก่อน

สำหรับไทย อาจจะไกลพอสมควร อาจสบายใจได้บ้าง แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์ในต่างประเทศว่าเป็นอย่างไรอย่างใกล้ชิด ...กล่าวได้ว่าผลกระทบสำหรับไทย ในภาคเศรษฐกิจจริงหรือเรียลเซ็คเตอร์ ไม่น่ากระทบ แต่ในภาคตลาดทุนจะแกว่งตัวแรงมาก

ในภาคตลาดทุนจะแกว่งแรงได้รับผลกระทบหนักๆ ที่นี้ในด้านตลาดเงิน จะมีผลต่อค่าเงิน เรื่องดอกเบี้ยอย่างไร

ต้องดูว่าประเทศไหน...ถ้าเป็นสหรัฐอเมริกาเขาจะแปรปรวนแน่ถ้าจีนตอบโต้โดยการเอาพันธบัตรสหรัฐอเมริกาขายออกมา แต่มาตรการนี้จีนก็ต้องคิดหนัก เพราะขายออกมาก็กลัวขาดทุน ในภาคตลาดพันธบัตรก็จะมีการปรับตัวระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นผลกระทบจริงๆจะไม่มากเช่นว่าออกมาขายเพื่อว่าจะให้ดอลลาร์มันลง แต่ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐอเมริกามันจะสูงขึ้น ในท้ายสุดคนจะรู้สึกว่าพันธบัตรสหรัฐอเมริกาค่อนข้างจะดีก็จะวิ่งเข้าไป ซึ่งตรงนี้จะชดเชยกัน เพียงแต่ว่าไม่ได้ชดเชยกันพอดีในเวลาเดียวกัน ถ้าเกิดว่าพันธบัตรมันเริ่มสูงมากๆ เงินทุนก็จะเข้าพันธบัตรสหรัฐอเมริกาแทน ซึ่งก็จะมีผลกับค่าเงินดอลลาร์ในช่วงสั้นและกลาง ช่วงสั้นก็คือค่าเงินดอลลาร์ก็จะลง คือคนก็กลัวๆ กลัวว่าจีนจะเทพันธบัตรออกมาอีก แต่พอระยะต่อไป พันธบัตรเริ่มมีความคุ้มค่าในเชิงอัตราตอบแทน ก็อาจจะมีคนเข้ามา

ส่วนตลาดเงินทั่วไป รวมของไทยด้วย ก็จะเป็นส่วนที่คนคิดว่า เป็น “เซฟเฮาส์” ที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุดก็คือว่าขณะนี้ ถ้าพอจะออกจากตลาดหุ้นได้ก็ออกมาแล้วมาเก็บไว้เป็นสภาพคล่อง เป็นตราสาร หรือเป็นอะไรต่างๆ หรือเป็นพันธบัตรระยะสั้น จะดีกว่า

ดังนั้น ตลาดเงินจะได้รับผลกระทบในแง่บวก ก็คือว่าคนจะเอาเงินมาพักไว้ที่ตลาดเงินมากกว่าที่จะไปพักไว้ในตลาดที่มันแปรปรวนมากกว่า และแน่นอนก็พยายามจะออกมาจากตลาดทุน แต่ว่าบางคนออกจากตลาดทุนก็ไม่ทันแล้ว เพราะคิดหนัก หากเป็นกรณีที่ลงทุนในต่างประเทศ คือขายก็ไม่คุ้มแล้ว เพราะขายไปก็จะขาดทุนมหาศาล สู้ถือไว้อีกปีกว่า แล้วรอให้สถานการณ์มันจางลงก็อาจจะฟื้นขึ้นมาได้ แต่หากขายก็จะทำให้เกิดการขาดทุนทันที

สำหรับคนที่คิดว่าจะเอาการลงทุนเข้าไปเพราะเห็นมันถูกลงมา 7-8% ก็มีสิทธิ์ที่จะทำได้เหมือนกัน แต่ว่าความเสี่ยงมันยังจะมากอยู่ ซึ่งนักลงทุนก็คงมีความคิดที่แตกต่างกันพอสมควร

การถือเงินสดเอาไว้ในมือ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในยามนี้…แบบนี้ถูกต้องหรือไม่

ครับขณะนี้ดีที่สุด...คือว่า ถ้าไม่ชัวร์ก็ถือไว้ก่อน...เม็ดเงินที่คิดว่าจะเอาไปลงทุนในตลาดทุนที่เคยเตรียมไว้ ก็อย่าเพิ่งเอาไปลง... รอให้สถานการณ์มันเลวร้ายกว่านี้ก่อน

รอให้ “เลวร้ายกว่านี้” ...คือจะเลวร้ายกว่านี้

ใช่ เพราะจีนเพิ่งตอบโต้ด้วยทิ้งพันธบัตรแค่ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยมาก แต่สหรัฐอเมริกาตั้งค่าเริ่มต้นที่ 5 หมื่นล้านเหรียญ ... ทีนี้ เชื่อว่าจีนถ้าทำที่ 3 พันล้านเหรียญ อย่าทำเลยดีกว่า ไม่มีประโยชน์ สู้ไม่ทำดีกว่าแล้วรอดู แต่ส่วนตัวผมมองว่าจีนเขาเอา 3 พันล้านเหรียญสหรัฐมาก่อน เพื่อเป็นการขู่ว่าจะทำมากกว่านี้ก็ได้นะ และคิดว่าจีนจะออกมาตัวเลขสูงกว่านี้เยอะ คิดว่าเป็นหลักหมื่นล้านเหรียญ

โดยส่วนตัวผม เคยให้สัมภาษณ์สำนักข่าวจีนที่มาสัมภาษณ์ว่า ทางออกคนจีนที่จะตอบโต้ดีที่สุดก็คือ 1. ตอบโต้พอเหมาะ คือแค่ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐตรงนี้ถือว่าต่ำไปไม่มีประโยชน์ 2. การตอบโต้จะตอบโต้เฉพาะบางสาขาแบบที่สหรัฐอเมริกาทำ คือให้ทำต่างกัน ก็คือตอบโต้ด้วยการตอบโต้แทบทุกสาขาการผลิตที่ทำได้ แต่ให้อัตราการเก็บภาษีนำเข้าไม่สูงมาก เพราะสูงมากจะกระทบตัวเอง เพราะเขาเป็นประเทศส่งออก เขาต้องพยายามทำให้ไม่สูงมาก ไม่ใช่เก็บ 50% แต่เก็บสัก 10-15% ให้มันอยู่ในระดับที่พอสมควรไม่สูงเกินไปและก็ไม่ต่ำจนไม่มีผล แต่ว่าให้มันครอบคลุมสินค้าหลายประเภท พวกเกษตรก็เป็นเป้าหมายหนึ่งของจีนที่จะต้องดู

ส่วนการตอบโต้ด้วยการท่องเที่ยว อันนั้นไม่ต้องคิดถึง เพราะไม่มีประโยชน์ เพราะถ้าจีนไม่ท่องเที่ยว สหรัฐอเมริกาจะดีใจด้วยซ้ำ ที่ไม่ต้องเสียค่าดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่เหมือนไทยที่อยากได้เงินจากคนจีน ซึ่งค่าขยะ ค่าอะไรต่อมิอะไรไม่ได้คิดถึง ไม่เคยมาคิดคำนวณต้นทุนในเรื่องค่าท่องเที่ยวเลย แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา และยุโรป เหล่านี้จะไม่ส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวมาทำให้เป็นภาระ ต้นทุนก็สูงในการบริหารจัดการ และไม่คุ้มในการที่นักท่องเที่ยวมาเพื่อซื้อของกิน ฉะนั้นเขาไม่สนับสนุนอยู่แล้ว แต่เขาจะได้ประโยชน์ถ้าเขาสกัดการท่องเที่ยวมาที่อื่นเช่นมาไต้หวัน เพราะว่าขณะนี้สหรัฐอเมริกาพยายามมองไต้หวันอยู่ว่าทำอย่างไรที่จะมีไต้หวันเพื่อกดดันจีน ส่วนจีนก็บอกว่าเรื่องไต้หวันเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ คือยอมไม่ได้ยิ่งกว่าเรื่องภาษีการค้าอีก... เลยคิดว่ามันน่าจะบานปลาย

แบบนี้ ไทยต้องทำอะไรบ้าง

คนที่เกี่ยวข้อง ต้องศึกษาหาความรู้ ... ต้องมีความรู้เรื่อง “การค้าระหว่างประเทศแบบใหม่” ที่มันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว คือจะคิดแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว เพราะสหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนนโยบายแล้ว เขาไม่ได้ใช้ “นโยบายการค้าเสรี” แล้ว...เขาใช้ “นโยบายการค้ายุทธศาสตร์” แล้วคนไทยไม่ได้เรียนการค้ากลยุทธ์กันมาเลย นักเศรษฐศาสตร์ไทยที่ไปเรียนเมืองนอกเขาก็ไม่ได้เรียนการค้ายุทธศาสตร์ เรียนแต่การค้าเสรี เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเข้าใจพื้นฐานความคิดของ โดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงที่ปรึกษาของเขา มันไม่ทันกัน ดังนั้น รัฐบาลสำคัญมาก ไม่ใช่แค่ระดับรัฐมนตรี แต่เป็นทั้งรัฐบาลองค์รวม ที่ต้องติดตามสถานการณ์ และศึกษาความรู้ ยุทธศาสตร์การค้ายุคใหม่ให้มากขึ้น ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในโลกใบนี้ และ พูดแต่ WTO มันล้าสมัย

ตอนนี้ที่ต้องเรียนคือ การค้ายุทธศาสตร์ ซึ่งเริ่มประมาณปี 1990 ความคิดแบบนี้ที่เริ่มเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา และคนไทยที่ศึกษาในต่างประเทศก็ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ เพราะคนไทยเรียนหนังสือแบบท่องจำ คือถ้าไม่สอนก็ไม่อ่าน ก็จะเป็นแบบอยู่ในระบบโรงเรียนในลักษณะจะออกข้อสอบอย่างไร แต่ปรากฏว่าอาจารย์ไม่ได้เอาที่สอนมาออกเลย ซึ่งฝรั่งเขาจะเป็นคนละโลกสังคมกับเรา

ตรงนี้เป็นโจทย์ที่รัฐบาลจะต้องศึกษาหาความรู้มากๆ และทุกวันนี้ที่เรามีปัญหาอยู่ คือติดตามสถานการณ์ไม่ทัน คือติดตามแค่ข่าวแต่ไม่ได้ลงลึก

44 views0 comments