ตลาดหุ้นไทยยังไม่เด่นในการฟื้นตัว


ดีขึ้นเยอะ! ต้องยอมรับว่าทิศทางของตลาดหุ้นโลก และภูมิภาคในสัปดาห์ที่ผ่านมาดูดีขึ้นเยอะ โดยที่ปัจจัยจากสหรัฐที่แต่เดิมเป็นปัจจัยกดดันมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มพลิกกลับมามีสัญญาณหลายอย่างที่ตลาดตีความว่าเป็นปัจจัยบวกเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่ง ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือน ก.พ.2561 เป็นตัวเลขสมบูรณ์แบบที่ดีที่สุดสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือน ก.พ.2561 โดยพุ่งขึ้น 313,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 1 ปีครึ่ง ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปี แต่สถานการณ์ดังกล่าวไม่ส่งสัญญาณเงินเฟ้อ เนื่องจากค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยที่ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้นเพียง 4 เซนต์/ชั่วโมง หรือ 0.1% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 0.2% สู่ระดับ 26.75 ดอลลาร์ และเพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบรายปี โดยต่ำกว่าระดับ 2.9% ในเดือน ม.ค.2561

นอกจากนี้ตลาดหุ้นโลก และภูมิภาคยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนคลายวิตกเกี่ยวกับความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีลง หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ตกลงที่จะพบปะกับ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ภายในเดือน พ.ค.2561 ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี โดยที่หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ส่งผลให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ได้ออกมาชื่นชมต่อความปรารถนาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐในการแก้ไขปัญหาคาบสมุทรเกาหลีด้วยแนวทางทางการเมือง

ทั้งนี้จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้ล่าสุดดัชนี S&P500 ของสหรัฐ, ดัชนี Stoxx50 ของยุโรป และดัชนี NIKKEI ของญี่ปุ่นกลับมาแกว่งตัวอยู่เหนือกว่าเส้นค่าเฉลี่ย EMA 25 วันอีกครั้ง ขณะที่ในเชิงของ Momentum เมื่อพิจารณาจากการวิเคราะห์ในเชิงเปรียบเทียบ หรือ Comparison Analysis กับสินทรัพย์เสี่ยงกลุ่มอื่นๆเช่น Soft Commodity, Gold, Oil และ Copper พบว่าตลาดหุ้นโลก และภูมิภาคในระยะ 1 เดือนข้างหน้ามีโอกาสที่จะกลับมามีแนวโน้มที่ดีกว่า หรือ Outperform สินทรัพย์เสี่ยงกลุ่มดังกล่าวข้างต้นชัดเจนอย่างชัดเจน

ตลาดหุ้นไทยยังไม่เด่น : แน่นอนว่าถ้าพิจารณาจากปัจจัยในภูมิภาค ชัดเจนว่ายังคงสามารถที่สนับสนุนทิศทางของตลาดหุ้นเอเชียในภาพใหญ่ต่อไปได้ โดยเฉพาะปัจจัยหนุนจากโอกาสที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในอนาคตของค่าเงินหยวนของจีน หลังจากที่ธนาคารกลางจีนได้ออกมาระบุว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและเงินหยวนที่มีเสถียรภาพนั้น จะช่วยให้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนที่ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเวลา 12 เดือนให้มีเสถียรภาพด้วยเช่นกัน โดยที่ล่าสุดดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินดอลลาร์ ปรับตัวขึ้น 1.7% ในเดือน ก.พ.2561

ขณะที่ในด้านของความเสี่ยงธนาคารกลางจีน ระบุว่าความเสี่ยงด้านการเงินในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่นักลงทุนกังวลกันยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากจีนได้ใช้นโยบายด้านกฎระเบียบที่รอบคอบรัดกุมไปแล้ว

ในส่วนของทิศทางของตลาดหุ้นไทย หรือ SET ในเชิง Tactical เองนั้น แนวโน้มการดีดตัวขึ้นยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะเมื่อล่าสุดสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลง 8.70% มาอยู่ที่ 143.09 จากการสำรวจในเดือนก่อนอยู่ที่ 156.62 หลังนักลงทุนกังวลการเลือกตั้งยังไม่ชัดเจน และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับดอกเบี้ยขึ้น 3-4 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ในส่วนของตัวเลขในทางเศรษฐกิจพบว่าศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ก.พ.2561 อยู่ที่ 79.3 ลดลงจาก 80.0 ในเดือน ม.ค.2561 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยมีปัจจัยลบจากความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองที่กังวลการเลือกตั้งเลื่อนออกไปเป็น ก.พ.62, ราคาพืชผลทางการเกษตรบางรายการยังทรงตัวในระดับต่ำ และค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ทิศทางของตลาดหุ้นไทย หรือ SET ในเชิงเปรียบเทียบ หรือ Comparison Analysis กับดัชนี S&P500 ก็พบว่าทิศทางของ SET ในระยะ 1 เดือนข้างหน้ามีโอกาสที่จะมีแนวโน้มที่แย่กว่า หรือ Underperform ตลาดหุ้นสหรัฐในฐานะของตัวแทน หรือ Proxy ของตลาดหุ้นโลกชัดเจน ขณะที่การเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นแรงกดดันหลัก เนื่องจากในระยะสั้นยังคงมีแนวโน้มที่นักลงทุนต่างชาติจะยังคงอยู่ในฝั่งขายต่อไป หลังจากที่ล่าสุด Indicator อย่าง MACD ของดัชนี Accumulated Foreign Fund Flow ยังคงมีสัญญาณ “Negative Convergence” ต่ำกว่า Zero-Line สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะยังคงอยู่ฝั่งขายอย่างต่อเนื่องในระยะ 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) : ใช้โอกาสที่ SET ยังคงไม่กลับไปปิดเหนือ 1,850 (+/-5) จุดอีกครั้ง เป็นโอกาสในการ “เข้าซื้อสะสม” ในหุ้น PTTGC, PTTEP, BCP, EGCO,TISCO, SCC, SAWAD, HMPRO, AOT และ ADVANC อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” เวลา 10.00-12.00 น. ทาง FM 101 ทุกวันอาทิตย์ เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

43 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691