เงินไหลออก-ฟอกเงินผ่านบัญชีผีคริปโต?

เมื่อเร็วๆ นี้ตำรวจเชิญผู้ประกอบการค้าเงินคริปโต ไปปรึกษาหาทางป้องกันการลักลอบนำเงินออกนอกประเทศและการฟอกเงินผ่านการค้าคริปโต หลังมีข่าวบริษัทตัวกลางซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลสิงคโปร์ถูกโจมตี คอยน์ที่ญี่ปุ่นถูกขโมยไปมูลค่ากว่า 532 ล้านดอลลาร์ ก้อนใหญ่ที่สุดที่มีการแฮกในประวัติศาสตร์เงินตราดิจิทัล

การที่มูลค่าการซื้อขายเงินคริปโตในไทยนับวันแต่จะขยาย ทำให้อาชญากรทางการเงินแฝงตัวเข้ามาหากินกันเงียบๆ หลายรูปแบบ ทั้งแฮกข้อมูล ยักย้ายถ่ายเงินจากบัญชีนักลงทุน ทั้งฟอกเงิน ทั้งหลอกลวงด้วยขบวนการคอลเซ็นเตอร์

ปีที่แล้วเป็นช่วงฟักตัวของการลงทุนในคริปโต อันมีอาชญากรการเงินติดตามเป็นเงาตามตัว จนคาดว่า ปีนี้จะเป็นปีที่การก่ออาชญากรรมทางการเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ตบูมที่สุด

แต่ด้วยปริมาณการลงทุนยังไม่สูง มาร์เก็ตแคปยังต่ำ โดยเฉพาะเงินคริปโตหมุนเวียนในตลาดประมาณที่มีบริษัทลงทุนถูกต้องตามกฎหมาย 400-500 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้อาชญากรรมทางการเงินไม่มุ่งเน้นโจมตีในไทยมากนัก

แต่ในตลาดสีเทา ไม่ว่าจะกระดานซื้อขายคริปโตหรือกองทุนเถื่อนที่อิงการค้าคริปโต มันนี่เกมรูปแบบต่างๆ สแกม แชร์ลูกโซ่ ฯลฯ คาดว่ามีมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

แม้ ตลท.จะชี้ว่า การซื้อขายเงินตราดิจิทัลไม่ผิดกฎหมาย แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สืบพบว่า มีการใช้บัญชีคริปโตหรือ wallet ส่งเงินออกนอกประเทศในลักษณะฟอกเงินกว่า 20 ล้านบาทแล้ว

ที่ยังหาไม่พบจะมีอีกหรือไม่ ยังต้องใช้เวลา เพราะกลไกสลับซับซ้อนมาก ไม่ต่างจากกรณี ของ Coincheck Inc. ของบริษัทซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินสกุลดิจิทัลของญี่ปุ่น ที่ถูกแฮกเกอร์โจมตีเมื่อเที่ยงคืนวันพฤหัสฯ ปลายเดือนมกราคม (ประมาณ 07.00 น.บ้านเรา)

โจรดิจิทัลใช้เวลาแค่ 20 นาทีถ่าย XEM Coins ไปจากบัญชีนักลงทุนที่เป็นลูกค้าของบริษัท 260,000 ราย ไปยังบัญชีผีของพวกตน 6 แหล่ง(หรือมากกว่า)

มูลค่าคอยน์ที่ถูกขโมยตามอัตราซื้อขายแลกเปลี่ยนขณะนั้น 58,000 ล้านเยนหรือประมาณ 532 ล้านดอลลาร์ อันนับเป็นมูลค่าที่ถูกถ่ายเทจากบัญชีสูงที่สุดนับแต่มีการซื้อขายเงินคริปโตกันมา

XEM Coin เป็นเงินคริปโตของ NEM Fondation ของนักธุรกิจการเงินชาวอังกฤษที่มาตั้งฐานอยู่ที่สิงคโปร์ ฐานะขณะนี้เป็นเงินคริปโตมาร์เก็ตแคปใหญ่อันดับ 10ของโลก มาร์เก็ตแคป 7.5 พันล้านดอลลาร์ ราคาเมื่อวันจันทร์ 0.83 ดอลลาร์สหรัฐ

คอยน์เช็คประกาศจะชดใช้คอยน์ให้แก่ลูกค้าที่ถูกขโมยไปทุกคนในราคา ณ ช่วงที่ถูกขโมยคือ คอยน์ละ 88.549 เยน (0.81 ดอลลาร์)

คอยน์ที่ถูกแฮกเอาไปนั้น สืบทราบได้แค่ว่า ไปอยู่ในบัญชี 8 บัญชี ที่โจรพยายามจะถ่ายเทไปแลกเป็นเงินสด (traditional money) หรือเงินกระดาษ

ยังไม่อาจทราบได้ว่าแฮกเกอร์รายนี้หรือกลุ่มนี้เป็นใคร จนกว่าจะรู้ปลายทางของเหรียญว่าไปแลกกับใคร แลกแล้วเงินจำนวนมหาศาลนั้น ไหลไปทางไหน

เคยมีอยู่หลายครั้งที่แฮกเกอร์เกาหลีเหนือ ไปแฮกข้อมูลลูกค้าธนาคาร บริษัทแลกเปลี่ยนเงินตราญี่ปุ่น เพราะเกาหลีเหนือถูกบอยคอตทางเศรษฐกิจตามมติสหประชาชาติ ไม่มีรายได้เป็นชิ้นเป็นอัน

ขณะเดียวก็เป็นประเทศที่ดัชนีคอร์รัปชันต่ำที่สุดในโลก ซ้ำยังทุ่มเทงบประมาณไปสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ประชาชนอดอยากยากแค้น

ประเทศอาเซียนหลายประเทศ ตกเป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์ที่มิใช่แต่ชาวเกาหลีเหนือ ยังมีชาว จีน อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ยุโรปตะวันออก ชาติมุสลิมยากจนในตะวันออกลาง ฯลฯ ล้วนมาหากินย่านนี้ ที่รวมถึงไทย

เงิน 20 ล้านบาท แม้จะดูนิดเดียวเมื่อเทียบกับพวกที่ถูกแฮก แต่ในอนาคตมันจะขยายตัวโตตามมาร์เก็ตแคปของบริษัทซื้อขายคริปโตในย่านนี้

การขโมยคอยน์ไปจากวอลเลตลูกค้าง่ายๆ แบบนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า นำไปเข้าบัญชีผี เตรียมขายแก่บริษัทรับซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลในตลาดมืดที่เรียกว่า“tumbler” ที่แปลว่านักกายกรรมผาดโผน

ตามปกติ บริษัทรับแลกเปลี่ยนคอยน์ที่ถูกกฎหมายนั้น จะมีระบบความปลอดภัยที่กลั่นกรองหลายชั้น (multi-factor authentication) เพื่อปกป้องลูกค้านักลงทุนจากการถูกแฮกข้อมูล นำไปขโมยคอยน์จาก wallet ของแต่ละนักลงทุน

ความผิดพลาดครั้งนี้ ชาร์ลส์ โบแรด นักวิเคราะห์ของนิตยสารฟอร์บส์ ชี้ว่า เกิดจากการที่คอยน์เช็คใช้ระบบ “hot wallet” ที่เป็นระบบออนไลน์ที่ง่ายต่อการถูกโจมตีทำธุรกรรมแทนระบบ “cold wallet” ที่เป็นแบบออฟไลน์ที่ระบบปลอดภัยกว่า

การสูญเสียของคอยน์เช็คครั้งนี้ ยังความตื่นตัวในระบบความปลอดภัยของลูกค้ากันยิ่งยวด

นักซื้อขายบิทคอยน์ไทยเพิ่งจะขวัญเสียไปกับการปิดตัวลงของ Bitconnect ของอเมริกาหยกๆ โดยศาลสหรัฐในข้อหาให้ดอกเบี้ยเกินกว่าที่ทางการกำหนด

ดอกเบี้ย 1% ต่อวัน ต่อเดือนก็ 30% ต่อปี 365% อย่าว่าแต่อเมริกาเลย บ้านเราก็ถือว่าผิดกฎหมาย

แต่ถ้าจะถามว่า ทำไมดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบร้อยละ 20 ถึงทำกันได้ ก็ต้องบอกว่าทำไม่ได้ แต่ที่ทำกันอยู่นั้น เป็นการสมยอมกันระหว่างคนกู้กับคนให้กู้

พ่อค้าแม่ค้าตลาดสดกู้เงิน 1,000 บาท ซื้อผักมาขายได้ 2,000 บาท เสียดอก200 บาท ย่อมถือว่าคุ้ม

แต่ในวงการซื้อขายคริปโต 1% ต่อวันถือว่ามาก เพราะบางรายให้ “ขุด” เอง เสียค่าขุดและค่าไฟ ค่าเครื่องมือขุด ได้ผลตอบแทนแค่ 0.0000720 % เท่านั้น

ถ้าตอนนี้บิทคอยน์ราคา 9,800 ดอลลาร์สหรัฐ. ก็จะได้กำไร 0.227556 ดอลลาร์ต่อบิท ค่าไฟฟ้ากินหมด เพราะต้องเปิดเครื่องขุดที่ใช้พลังแรงสูงกว่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้กับเครื่องเล่นเกมเล็กน้อยตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับคริปโตพันธุ์ไทย HASHBX ที่ติดตั้งซอฟท์แวร์ขนาดใหญ่และแผงโซลาร์ฟาร์มป้อนกระแสไฟฟ้าให้ตัวเองโดยลงทุนไปกว่า 500 ล้านบาทนั้น

นักลงทุนบอกว่า ได้กำไรเดือนละ 12-18% หลังจากเล่นไปได้ 6 เดือน

ได้น้อยก็จริง แต่อยู่นาน ดีกว่าได้มาก แต่ต้องประสาทเกร็งเครียด ไม่รู้ว่าเดือนหน้ามันยังจะอยู่หรือเปล่า ?

32 views0 comments