Bitcoin :จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ โกลด์แมน แซคส์ เล่นด้วย


ตื่นเต้นกันไปทั่วโลกเมื่อ Goldman Sachs ประกาศจะเปิดบริการ การซื้อขายเงินตราดิจิทัลบิทคอยน์ ราคาบิทคอยน์ซื้อขายกันวันจันทร์ (เวลาอเมริกา) ต้นเดือน ต.ค. พุ่งพรวด 4,500 ดอลลาร์ต่อหน่วย ขึ้น 0.17%

ขณะเดียวกันธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China-PBOC) ที่เคยสั่งห้ามการจ่ายโอนเงินบิทคอยน์เมื่อกลางเดือนที่แล้ว ได้เปิดทางให้มีการซื้อขายบิทคอยน์และเงินตราดิจิทัลสกุลอื่นๆ ได้เสรี (แต่ยังห้ามโอน) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากพบว่าเงินหยวนเคลื่อนย้ายออกจากจีนไปลงทุนในบิทคอยน์กับบรรดาบล็อคเชนในฮ่องกงกันล้นหลาม

ทำให้ฮ่องกงกลายเป็นแหล่งรวมบล็อคเชน แพลตฟอร์มของเงินดิจิทัลใหญ่ที่สุดในโลกไปทันที

อีกประเทศที่แบนบิทคอยน์ก็คือเกาหลีใต้ ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากจีน คือไม่ได้กระทบต่อการเทรดและราคามากนัก

สำหรับเมืองไทย ความเคลื่อนไหวนี้ ถูกจับตามองอย่างใจจดใจจ่อ เพราะเรากำลังเข้าสู่ “สังคมไร้เงินสด” พกสมาร์ทโฟนตัวเดียวทำธุรกรรมการเงินได้ทั่วโลกหลัง พ.ร.บ.ชำระเงินประกาศใช้

แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังไม่รับรองเงินสกุลดิจิทัลใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่ในอนาคตคงจะหลีกเลี่ยงมิได้

เพราะขณะนี้ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มออกเงินตราดิจิทัลของตนกันมาแล้วเช่น สวีเดน จีน เคอร์กิสถาน ฯลฯ โดยใช้ผ่านการทำธุรกรรมอินเตอร์แบงก์ ขณะที่เอกชนใช้ในลักษณะการลงทุนเก็งกำไรอัตราเปลี่ยนแปลงมูลค่าผ่านเงินรหัส (cryptocurrency)

ขณะนี้คนไทยใช้สมาร์ทโฟนกันกว่า 70% ของจำนวนประชากร หรือประมาณ 26.4 ล้านคน

จำนวนสมาร์ทโฟนที่ถือครองประมาณ 44 ล้านเครื่อง โดยใช้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 234 นาที หรือ 3.9 ชั่วโมงต่อคน

นอกจากใช้เพื่อเข้าแชททางโซเชียลมีเดียหรือสื่อสังคมออนไลน์และเล่นเกมเป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังมีการใช้ทำธุรกรรมการเงินด้วย ตั้งแต่การเช็คยอดเงินฝาก จ่ายโอน ชำระราคาสินค้า สั่งซื้อ-ขายหุ้น แล้ว ยังมีกิจกรรมด้านการลงทุนอื่นๆ เช่น ทองคำ เงินตรา โภคภัณฑ์ เงินดิจิทัล ฯลฯ

โดยเฉพาะเงินดิจิทัล ซึ่งมักจะใช้บิทคอยน์เรียกแทนเงินตราคริปโตเคอเรนซีทุกสกุลนั้น ขณะนี้ระดับปริมาณการใช้เติบโตเร่งรวดขึ้นทุกวัน แต่ละวัน มีการลงทุนหมุนเวียนในการซื้อขายเงินตราเสมือนจริง (virtual currencies) ในไทยมูลค่ากว่า 150 ล้านบาท

แม้เทียบกับจีนและฮ่องกงแล้ว เรายังน้อยมาก แต่ก็มีอัตราเติบโตสูงจนน่าจับตา

อัตราเติบโตของการลงทุนในบิทคอยน์และเงินตรารหัสสกุลอื่นๆสูงนี่เอง ที่ทำให้ธนาคารเพื่อการลงทุนยักษ์ใหญ่ของโลกคือ Goldman Sachs อดไม่ได้ที่จะโดดเข้ามาร่วมวง

แม้ผู้บริหารระดับสูงของโกลด์แมน แซคส์ จะไม่ออกมายืนยัน แต่ในแวดวงนักลงทุนย่านวอลสตรีท ต่างพากันรับรู้ว่า ขณะนี้โกลด์แมน แซคส์ กำลังเตรียมการเปิดให้บริการซื้อขายเงินตราดิจิทัลอยู่ โดยจะเปิดบริการหลายสาขาสำนักงาน ไม่ต่างไปจากบริการลงทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้

เหตุผลที่โกลด์แมน แซคส์ หันมาเปิดบริการซื้อ-ขายบิทคอยน์ก็เพราะมองอนาคตแล้ว

คริปโตเคอเรนซีจะมิใช่ตัวกลางแหล่งมูลค่าเหมือนทองคำอีกต่อไป หากแต่จะเป็นตัวกลางใช้ชำระราคาไม่ต่างไปจากเงินกระดาษ

วอลสตรีทเจอร์นัล ผู้นำข่าวซุบซิบมาเปิดเผยได้สัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งของโกลด์แมน แซคส์ ถึงเรื่องนี้ ซึ่งก็ได้รับคำตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า เป็นการทำตามคำเรียกร้องของลูกค้าที่ต้องการลงทุนในคริปโตเคอเรนซี

หากโกลด์แมน แซคส์ เปิดบริการการลงทุนในบิทคอยน์ให้แก่ลูกค้า คาดว่าระยะเวลาที่จะเริ่มดำเนินการน่าจะเป็นต้นปีหน้า

สิ่งที่แสดงออกถึงการเข้าร่วมวงเทรดบิทคอยน์ของโกลด์แมน แซคส์ ก็คือ การที่ชีบา จาฟารี หัวหน้าฝายเทคนิค ของโกดล์แมน แซคส์ ออกมาพยากรณ์ว่า มูลค่าบิทคอยน์จะขึ้นไปเหนือ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมิได้ระบุวันเวลาแน่นอน

ตลาดดิจิทัลมันนี่ตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวของโกลด์แมน แซคส์ ด้วยราคาบิทคอยน์พุ่งพรวดขึ้นมาเป็น 4,500 ดอลลาร์

ต่างจากช่วงที่ธนาคารกลางของจีน (PBOC) ประกาศห้ามธนาคารทุกประเภทของจีนจ่ายโอนเงินดิจิทัลทุกสกุล ที่บิทคอยน์ตกรูดไป 35% อยู่เหนือ 3,000 ดอลลาร์แค่ไม่ถึง 100 ดอลลาร์

ทั้งนี้เพราะการลงทุนในบิทคอยน์ในจีนนั้นมีสัดส่วนถึง 90% ของการลงทุนขุดเหมืองบิทคอยน์ทั่วโลก แต่เมื่อเจอคำสั่งห้ามของ PBOC สัดส่วนนี้ลดลงเหลือแค่ 10% เท่านั้น

สำหรับเหตุผลที่ธนาคารกลางของจีนสั่งห้ามธนาคารจีนทุกประเภทโอนเงินสกุลดิจิทัลก็คือ

ได้พบว่า มีการยักย้ายเงินทุนไหลเข้า-ออก (capital flows) แบบผิดกฎหมายกันจำนวนมหาศาล

แต่กระนั้นบิทคอยน์ก็ค่อยๆ กระเตื้องขึ้น จนราคาพุ่งไปถึงจุดสูงสุด 4,880.85 เมื่อ 1 กันยายน จนต้องทำ fork หรือ split เป็น Bitcoin Cash อีกสายหนึ่งเพื่อลดความร้อนแรงที่เกรงว่าจะนำไปสู่ฟองสบู่แตก นั่นเองราคาบิทคอยน์จึงเริ่มถอยลงไปกว่า 6%

แต่จากการที่โกลด์แมน แซคส์ แสดงท่าทีว่าจะเปิดบริการสื่อกลางลงทุนในบิทคอยน์ตามที่ลูกค้าเรียกร้องเช่นนั้น ราคาบิทคอยน์กลับพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง

ทำให้คาดเดากันว่า บิทคอยน์จะทำสปลิตอีกครั้งในเดือนหน้า (พฤศจิกายน 60)

การสปลิตหรือแตกตัวในเดือนหน้า จะทำให้บิทคอยน์แตกเป็น 3 รูปแบบ จาก Bitcoin เดิม Bitcoin Cash ที่แตกไปแล้ว และตัวใหม่ Bit Core กับ Bitcoin Segwit x2

แม้จะเป็นการแตกหน่อเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะฟองสบู่ แต่การทำสปลิตบ่อยๆ ก็ทำให้นักลงทุนกังวลในความผันผวน

มองกันว่า นักลงทุนจะหันไปหา Ethereum ที่มีผู้ลงทุนมากเป็นอันดับสองรองจากบิทคอยน์กันมากขึ้น

ทั้งนี้เพราะ เอทธีเรียม กำลังออกเครดิตการ์ดของตนเอง ผู้ลงทุนหรือลูกค้าสามารถทำธุรกรรมการเงินผ่านเครดิตการ์ดเอทธีเรียมได้เหมือนเงินกระดาษจริงๆ

เมื่อเงินดิจิทัลทำท่าจะเป็นเงินจริงจากเดิมเป็นเงินเสมือนจริง (virtual currency) ระบบการเงินก็คงจะต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่

บ้านเราขณะนี้เดินหน้าเข้าสู่ระบบ e-Payment แล้ว นำร่องโดย PromtPay ที่เป็นระบบโอนเงินผ่านสมาร์ทโฟนโดยใช้เลขบัตรประชาชนผูกกับเลขบัญชีธนาคาร

เมื่อใดที่ พ.ร.บ.ชำระเงินผ่านออกมาบังคับใช้ ระบบการเงินของไทยจะพลิกโฉมหน้ากันขนานใหญ่ด้วยซอฟท์แวร์ในการบริการทางการเงินแบบใหม่

เมื่อนั้น เราคงจะหนีไม่พ้นเงินตราดิจิทัลไปได้

33 views0 comments