เตือนไทยรับมือ "คลื่นลมเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน"...รีบวางแผนก่อนเศรษฐกิจติดหล่ม ยากจะฟื้นตัว


ชี้...การเมือง การบริหารประเทศแบบเดิมๆ ในห้วง 7-8 ปี และเสถียรภาพของรัฐบาลที่ย่ำแย่ คืออันตรายอันใหญ่หลวงต่อประเทศและคนไทย โดยเฉพาะในท่ามกลางคลื่นลมเศรษฐกิจของต่างชาติที่ผันผวน กำลังซื้อสินค้าและบริการเริ่มลดลง ส่อปัญหากระเพื่อมไปทั่วโลก แต่องคาพยพการบริหารประเทศของไทยยังถอยหลังเข้าคลอง ไม่พร้อมที่จะรับมือโจทย์ทางเศรษฐกิจปลายปีนี้และปีหน้าที่จะกระหน่ำถาโถมรุนแรงแบบคลื่นสึนามิ ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร จะยังอาการหนักต่อเนื่อง ธุรกิจอสังหาฯ เผชิญภาวะสินค้าล้นตลาด ภาคส่งออกที่ทำท่าว่ากำลังดีขึ้นจะเริ่มชะลอตัวเหตุอเมริกา-ยุโรปขาดกำลังซื้อหลังเลิกมาตรการ QE ส่วนธุรกิจรายเล็กรายน้อยขาดสภาพคล่องหมุนเวียนจนเข้าสู่ Red Zone ขณะที่รัฐบาลยังทำงานแบบระบบราชการรอจนเกิดปัญหาแล้วค่อยตามไปแก้ ไม่มีปัญญาวางแผนคิดแก้ปัญหาล่วงหน้า ทำให้เศรษฐกิจติดหล่ม ยากจะฟื้นตัวได้โดยเร็ว


Interview : คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง


ถึงตรงนี้ทางออกควรเป็นอย่างไร นายกฯ ลาออก ปรับครม. หรือตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ผมเองไม่ชำนาญด้านการเมืองที่จะเสนอหรือบอกว่าทางออกควรจะเป็นอย่างไร แต่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าถ้าเราจะช่วยกันวิเคราะห์ว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจะดีกว่าไหม เพราะถ้ายังเป็นไปตามเดิมก็จะมีปัญหาต่อเศรษฐกิจ ผมคิดว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ในแง่เศรษฐกิจค่อนข้างมีอันตรายทั้งต่อประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชน


ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง ธุรกิจที่เผชิญวิกฤตโควิด-19 รวมทั้งการเมืองที่ไม่มีครีเอทีฟใหม่ๆ ออกมา จะพังใช่ไหม

คิดว่าอย่างนั้น คือเราต้องเริ่มต้นก่อนว่าเวลานี้คลื่นลมเศรษฐกิจในตลาดต่างประเทศกำลังจะเปลี่ยน ทำให้กระเพื่อมไปทั่วโลก พอเราดูแล้วจะเห็นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมาจากต่างประเทศได้มาก ขณะเดียวกันองคาพยพการบริหารประเทศของเรามันพร้อมรับหรือไม่

ต้องเริ่มต้นก่อนว่าอนาคตการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจมีปัจจัยอะไรที่สำคัญ ถ้าเรามองกิจกรรมเศรษฐกิจก่อนที่จะเกิดโควิดสมมุติว่าเป็นกิจกรรมเศรษฐกิจระดับ 100 ถามว่าถ้าไม่มีมาตรการของรัฐบาลเลย กิจกรรมเศรษฐกิจหลังโควิดจะเป็นอย่างไร คำตอบน่าจะประมาณ 90 เพราะมีหลายธุรกิจต้องใช้เวลากว่าจะฟื้นกลับมา ทั้งธุรกิจการบิน ท่องเที่ยว โรงแรม เวลานี้ขยายไปถึงค้าปลีกซึ่งเกิดจากการล็อกดาวน์ และร้านเล็กๆ น้อยๆ ที่เวลานี้ปิดไปแล้วและกลับมาเปิดใหม่ไม่ได้ รวมถึงกรณีของ work from home ทำให้ธุรกิจให้เช่าสำนักงานมีปัญหา รวมถึงพวกร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่รอบออฟฟิศซึ่งเดิมหากินจากการขายของขายอาหารก็มีปัญหาไปด้วย

การปรับตัวเวลานี้มีกลุ่มเดียวที่ปรับตัวได้ชัดเจนที่สุด คือกลุ่มเทคโนโลยีที่ใช้เทคโนโลยีสูงต่างๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือต่อให้กลุ่มเทคโนโลยีลงทุนมาก ขยายตัวมาก แต่การจ้างงานน้อย ถ้าถามว่าเดิม 100 หลังโควิดกว่าจะกลับไประดับ 100 จะใช้เวลาอยู่พอควร ถ้าเรามองเทรนด์เดิมถ้าอยู่ที่ 100 จะยังไม่กลับไปสู่ที่เดิมเท่าที่ควร

แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปมีสภาพเหมือนคนไข้แล้วได้น้ำเกลือและได้ยาชาชั่วคราว เนื่องจากรัฐบาลมีการอัดฉีดทั้งแจกให้ประชาชนโดยตรง แจกช่วยธุรกิจต่างๆ เป็นเงินจำนวนมาก อย่างในสหรัฐแจกเงิน 3-4 ล้านล้าน คิดเป็นสัดส่วนเกินกว่า 10% ของ GDP ค่อนไปทาง 15-18% ด้วยซ้ำ เวลานี้การทำแบบนั้นเป็นไปไม่ได้ การแจกเงินที่ทำมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีทรัมป์ต่อเนื่องมาที่ไบเดนจะเริ่มยาก จะออกกฎหมายแจกเงินเพิ่มมันยาก เวลานี้ไบเดนพยายามจะออกโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 3.5 ล้านล้าน แต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เวลาเฉลี่ยเป็น 10 ปี แม้จะมีบางส่วนเอามาใช้ในเรื่องสังคมก็ตาม มันไม่ใช่แจกเงินแบบเดิม แบบเดิมรัฐบาลต้องการคะแนนเสียง ทรัมป์ก็แจกเงินออกไปเป็นเช็คแล้วเซ็นด้วยลายเซ็นตัวเองเพื่อให้ประชาชนประทับใจ แต่เวลานี้กำลังซื้อของคนในชาติกำลังลดเพราะเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลจะลดลง

ปัจจัยอื่นในสหรัฐซึ่งกำลังจะเกิดเป็นปัญหาใหญ่ประกอบด้วย 3-4 ปัจจัย

อันแรกเงินช่วยเหลือคนตกงานที่ทั้งทรัมป์และไบเดนแจกให้คนตกงานซึ่งแจกมากไป แจกจนเวลานี้โควิดเริ่มคลายแต่คนไม่อยากกลับไปทำงานเพราะยังกลัวโควิดอยู่ พ่อแม่บางคนไปทำงานไม่ได้เพราะลูกยังไปโรงเรียนไม่ได้ ต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก เวลานี้เงินช่วยเหลือคนตกงาน ยุติหมดแล้วสำหรับคนงานประมาณ 9 ล้านคน

อันที่ 2 เดิมคนที่เช่าบ้านแล้วไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า เขาออกกฎระเบียบว่าห้ามไล่คนค้างค่าเช่าออก แต่แทนที่จะออกกฎหมายมารองรับเขาก็ออกไม่ได้ ถ้าออกกฎหมายจะกลายเป็นว่าจะต้องหาเงินไปช่วยเจ้าของบ้าน พอออกกฎหมายไม่ได้ ศาลสูงสหรัฐก็บอกว่าข้อกำหนดตรงนี้จะต่ออายุไม่ได้แล้ว

ปัญหาที่ 3 เดิมคนที่ติดค้างเงินผ่อนบ้านรายเดือน รัฐบาลก็ยอมให้ค้างหนี้ไว้ก่อน เวลานี้ก็หยุดแล้ว

ปัญหาที่ 4 คือ หนี้การศึกษาเดิมที่ค้างกันอยู่ พอต้นปีหน้าก็ต้องผ่อนตามปกติ

ทั้งหมดนี้ทำให้กำลังซื้อในสหรัฐและในยุโรปกำลังชะลอตัว ปัญหาที่กระทบต่อประเทศเอเชียคือที่ผ่านมาสหรัฐและยุโรปไปกระตุ้นกำลังซื้อโดยการแจกเงิน แต่เนื่องจากถูกล็อกดาวน์ การใช้เงินในด้านซื้อบริการก็ทำไม่ได้ ก็เลยไปซื้อสินค้ากันมาก ทำให้การสั่งเข้าสินค้าในอเมริกาและยุโรปบูม การผลิตสินค้าในจีนและเอเชียบูม จนค่าส่ง ค่าตู้คอนเทนเนอร์สูงขึ้นตาม กลายเป็นเวลานี้เกิดคอขวดห่วงโซ่การผลิตสินค้า จึงเกิดปัญหาคือพอกำลังซื้อลด ตัวเลขการส่งออกของไทยก็จะชะลอ ถามว่าท่องเที่ยวของไทยจะเป็นอย่างไร ท่องเที่ยวไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็นเงิน 10% ของ GDP มันไม่ฟื้นง่าย เพราะการบริหารโควิดที่ผิดพลาด ทำให้การสั่งวัคซีนต่างๆ ยุ่งไปหมด ถามว่าประเทศอื่นจะยอมให้คนของเขามาเที่ยวเมืองไทยแล้วกลับไปโดยไม่ต้องมีการกักตัวก็จะยาก

เวลานี้สภาพธุรกิจไทยคิดว่าส่งออกกำลังเผชิญปัญหา ท่องเที่ยวมีปัญหาอยู่แล้ว มองไปข้างหน้ายังมีเรื่องของสินค้าและบริการที่ล้นตลาด ทั้งในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ตอนนี้ยังแก้ไม่ได้ ถ้ามองสภาพแบบนี้พายุกำลังมาจากข้างนอก แล้วทำท่าจะเป็นพายุใหญ่ แต่ขบวนการในการบริหารจัดการประเทศ ความพร้อมในเชิงการเมือง เวลานี้ทำท่าจะไม่พร้อม มองตรงนี้ก็น่าเป็นห่วง


เวลานี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามช่วยเหลือทั้งระบบโดยรวม เพื่อรองรับ NPL คิดว่าแก้ปัญหาถูกที่ถูกทางไหม

ผมคิดว่ายังไม่พอ ที่ผ่านมาแบงก์ชาติก็พยายามเหมือนเป็นตัวกลางกระตุ้นโดยใช้วิธีการเชียร์ให้เจ้าหนี้แบงก์มีการลดราวาศอกให้กับลูกหนี้ ส่วนรัฐบาลเวลานี้ที่ช่วยคือให้เงินกู้เพิ่ม กลายเป็นว่าหนี้เดิมยังหัวโต แบกภาระไม่ได้อยู่แล้ว ก็กลายเป็นหนี้เพิ่ม ตรงนี้คิดว่าแก้ไม่ตรงจุด ถ้าจะแก้ให้ถูกจุดมันต้องลดดอกเบี้ย แต่ถ้าจะลดดอกเบี้ยต้องหาทางลดทั้งดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก ถือเป็นโอกาสขอให้ผู้ฝากเงินและรวมถึงผู้ถือหุ้นแบงก์เข้ามาช่วยภาระในการอุ้มลูกหนี้ เพราะผมคิดว่าลูกหนี้หลายรายมีปัญหาแต่ไม่โชว์ ถ้าระบบไม่เข้าไปช่วยดูแลแก้ปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่นานปัญหาก็จะโผล่


เหมือนขี่จักรยาน 2 มือ ปล่อยมือเมื่อไหร่ความจริงปรากฏ น้ำลดตอผุด คงเหนื่อยทั้งระบบทั้งประเทศใช่ไหม

ถูกต้อง ผมคิดว่าขณะนี้กระแสเงินหมุนเวียนของหลายบริษัทคือเงินเข้าน้อย และเป็นแบบนี้มาพักนึงแล้ว เลือดยังไหลอยู่ บางรายก็พักดอกเบี้ยแบงก์ไว้ ไม่จ่าย ถ้าเราไม่ยอมรับว่ามีปัญหาแล้วไม่ช่วยหาทางแก้ตั้งแต่เนิ่นๆ มันจะไปต่อยาก


ตอนนี้ทั้งพักต้นพักดอก ดีไม่ดีก็เอาเงินไปเพิ่ม ก็จะกลายเป็นดินพอกหางหมู แบงก์ชาติก็พยายามหาทางช่วยเพื่อไม่ต้องการถูกครหาว่าไม่ได้มีส่วนมาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนี้

แต่การตั้งพักชำระหนี้ไม่เหมือนการยกเลิก อย่างดอกเบี้ยที่มีอยู่ 100 ลดลงเหลือ 10 อย่างนี้ลูกหนี้รอด แต่ถ้าบอกว่าดอกเบี้ย 100 ค้างไว้ก่อน ไม่ต้องผ่อน แต่ค้างไว้ไม่นานกลายเป็น 110 ค้างอีก 2 เดือนกลายเป็น 120 ทำนองนี้ จะไปรอดยาก ครั้งก่อนบอกไม่ต้องชำระเงินต้น แต่เวลานี้รายได้เขาไม่มีและการฟื้นตัวในแง่การส่งออกกำลังจะเกิดปัญหา การท่องเที่ยวไม่ได้ฟื้นเท่าไหร่ การล้นตลาดบางจุดอย่างอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ก็แก้ไม่ได้ ตรงนี้ผมดูแล้วถ้าไม่รีบแก้ปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ลำบาก


เวลานี้เหมือนรัฐบาลไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลยปล่อยให้การบริหารจัดการบ้านเมืองเป็นแบบเดิมๆ มา 7-8 ปี หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกตัวว่าถึงตรงนี้ต้องปรับเปลี่ยนการจัดการของอำนาจรัฐได้แล้ว

อันนี้เป็นสไตล์ของพลเอก ประยุทธ์ ท่านบอกจะรอดูเหตุการณ์ก่อน แล้วเกิดอะไรขึ้นถึงจะเดิน นี่แหละกลายเป็นท่านเดินตามโควิด 3 ก้าวตลอดเวลา แทนที่จะคิดแก้ปัญหาล่วงหน้าแล้วดักทางปัญหาไว้อย่างที่เขาทำธุรกิจแบบชำนาญ ท่านบริหารแบบระบบราชการ ปล่อยเกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เสียงกระจายออกไปสู่คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียแล้วมีอำนาจพอไปให้สติเขาให้เข้าใจ


ที่เป็นกลไกทำอยู่ขณะนี้คือเสียงเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง ให้นายกฯ ลาออก แต่รู้สึกว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เพราะรัฐบาลอยู่ได้ด้วยเสียงโหวตในสภาที่มีมากกว่าไม่ว่าจะเป็น ส.ว. ส.ส.พรรครัฐบาล แต่ตอนนี้เริ่มเห็นบางอย่างหลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ตรงนี้เหมือนเป็นลางบอกเหตุ ถ้าคนที่มีความเข้าใจการเมืองและผ่านศึกมาเยอะเขาก็จะมองออกแล้วว่ารายการนี้ไปไม่รอด และผมว่าคนที่อยู่ในภาคการเมืองเป็น ส.ส.อย่างแท้จริง หลายคนมองว่าถ้าออกตามแนวนี้ แล้วรัฐบาลไม่หาทางปรับปรุง พอเลือกตั้งครั้งใหม่ก็ไปไม่รอด กลายเป็นว่าเกิดการปฏิวัติข้างในง่าย ปกติมันเกิดไม่ได้ลักษณะการปฏิวัติแบบนี้ ถ้าเกิดแปลว่ามีเชื้อ เพียงแต่ว่าเกิดการเกทับบลัฟกัน เลยอยู่รอด ตรงนี้มันสะท้อนว่าส.ส.เขาก็มองว่าเกิดความเปราะบางในทางภาพพจน์และโอกาสในการแข่งขันในอนาคต


คิดว่าควรจะบอกอะไรกับสังคมไทยว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร

ในความเห็นผม โจทย์เศรษฐกิจในปลายปีนี้และปีหน้าจะเป็นโจทย์ที่ยาก เวลานี้หลายคนอาจจะยังมองไม่ออกและยังย่ามใจ ไม่ตระหนักถึงปัญหาที่กำลังจะมา มันจะมาระดับแบบสึนามิ แล้วทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าการที่ไบเดนจะผ่านกฎหมายได้ขนาดไหน ก็ต้องติดตามดู อย่างไรก็ตามต่อให้เขาผ่านได้เต็มที่ แต่ความเปราะบางของเศรษฐกิจต่างประเทศข้างนอกเวลานี้ ถึงจุดที่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในไทย

213 views0 comments