top of page
327304.jpg

กูรูแนะ ถือเงินสด 70% อีก 30% ลงทุน



Interview: คุณณัฏฐะ มหัทธนา

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์

บลจ.กรุงไทย


โควิด-19 ฉุดโลกสู่ความเสี่ยงที่ยากจะคาดเดา แนะ...ยึดหลักปลอดภัยอุ่นใจไว้ก่อน ถือเงินสดประมาณ 70% ของพอร์ตการลงทุน อาจจะเป็นเงินสดเลยก็ได้ หรือเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นอะไรก็ได้ในสัดส่วน 70% ของพอร์ตการลงทุน


ส่วนของหุ้นถ้ายังมีอยู่ ก็อาจจะลดลงให้เหลือน้อยที่สุด เราได้ให้รายการไปแล้วว่ากองทุนไหนบ้าง กองทุนหุ้นไหนบ้างจะมีความเสี่ยง มีปัจจัยแตกต่างกันไป ซึ่งได้ไล่เรียงมาในช่องทาง KTAM เอง ไปดูกันได้ แต่โดยภาพรวม ถ้าในพอร์ตลงทุนตอนนี้ไม่มีหุ้นเลยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ายังมีอยู่ ทำใจไม่ได้ ควรจะลดลงให้น้อยที่สุดเลย ส่วนทองคำกับอสังหาริมทรัพย์ก็ควรจะมีในสัดส่วน 3% ไม่ให้เกินตรงนี้ ตัวสำคัญที่สุดคือเงินสดไม่ว่าจะในพอร์ตนอกพอร์ตที่พร้อมจะลงทุน ต้องมีเงินสด 70% ของพอร์ต ณ ปัจจุบัน ถือเงินสด 70% อีก 30% ลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศ หุ้น อสังหาฯ ทองคำ เป็นหลัก ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน ต้องตัดใจเทขายก่อนขาดทุนเกิน 20% เพราะในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่จังหวะเอาคืน แต่เป็นจังหวะเอาตัวรอด



พอขายเงินมันน้อยลง ทำใจไม่ได้


เรื่องทำใจเป็นเรื่องที่ส่วนตัวเองก็ได้รับโทรศัพท์จากลูกค้า ก็ค่อยๆเคลียร์ไปทีละรายๆ ต้องถามกลับไปว่าติดหุ้นตัวไหนอยู่ เขาก็บอกติดตัวนี้ตัวนั้น ซึ่งเราก็ถามภาพรวมเสมอเลย คีย์สำคัญอย่าเพิ่งไปโฟกัสว่าจะขายอะไรออกมา ขอให้โฟกัสไว้ก่อน ตั้งเป้าไว้ก่อน อาจจะทำยากสักหน่อย อาจจะดูเกินเอื้อม ณ ตอนนี้ ตั้งเป้าแล้วค่อยๆหาทาง ตั้งเป้าจะถือเงินสดสัก 70% ท่านควรจะทำอย่างไร มีอะไรอยู่บ้าง ไล่เรียงไป เวลาที่ไล่เรียงในเวลาอยากจะถือเงินสด ไม่ได้ไล่ว่าต้องขายตัวกำไรก่อน ซึ่งนักลงทุนจะทำแบบนี้กันเพราะขายง่ายกว่า แต่ส่วนตัวมองว่าลองดูสิ่งที่ท่านมีอยู่ แล้วท่านไม่รู้ต้นทุนของมัน ไม่รู้ว่ากำไรขาดทุนเท่าไหร่ แล้วเอามาเรียงตามลำดับความเสี่ยงว่าสถานการณ์ที่มันเลวร้ายลง อะไรที่มันเสี่ยงที่สุด โอกาสที่มันจะลงต่อ ที่มันมีโอกาสที่จะลงเยอะ อันนั้นควรจะขายออกไปก่อน ไม่ว่าท่านจะกำไรหรือท่านจะขาดทุนเท่าไหร่ ไม่ควรจะไปสนใจตรงนั้น แล้วค่อยๆไล่เรียง ตัวเสี่ยงขายก่อน ตัวที่มีโอกาสลงต่อขายก่อน ที่ค่อนข้างปลอดภัยอย่างทอง อย่างพร็อพเพอร์ตี้อาจจะไว้ลำดับหลังๆ


หุ้นกับกองทุนขายอะไรก่อน


ถ้าเป็นหุ้นอาจจะเก็บไว้เป็นลำดับท้ายๆ ถ้ามันไม่เกินสัดส่วน ก็จะเป็นหุ้นที่มีการกระจายตัวสูง อย่างเช่นถ้ามีการกระจายการลงทุนในหุ้นไปในหลายประเทศ ไปในหลายภูมิภาค ก็จะเก็บไว้เป็นอันดับท้ายๆ ยังไม่รีบขาย มองว่าหุ้นในตลาดพัฒนาแล้วความเสี่ยงต่ำกว่าตลาดเกิดใหม่หรือ Emerging Markets


แต่เมื่อมีปัญหาโควิด-19 ซึ่งเริ่มขึ้นมาที่จีน แพร่กระจายในเอเชีย แล้วค่อยๆ คืบคลานไปที่ยุโรปไป ที่อิตาลีเป็นหลัก ค่อยๆขึ้นฝั่งไปที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งตอนแรกไม่เจอ เพราะเขาตรวจน้อย พอตรวจเยอะขึ้นก็เจอเยอะขึ้น เริ่ม Panic ที่สหรัฐอเมริกาแล้ว ปรากฏว่าหุ้นทางฝั่งเอเชียคือตลาดเกิดใหม่ จีนหรืออาเซียนบ้านเราลงไปก่อน แต่ตอนหลังเราจะเห็นว่าหุ้นจีนค่อนข้างจะแข็งด้วยซ้ำเพราะเขากลับไปทำงานกันแล้ว ซึ่งตรงนี้อย่าเพิ่งวางใจ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญบางกระแสจับตาว่าการกลับไปทำงานของคนจีนจะทำให้มีการระบาดรอบสองหรือไม่ ซึ่งโอกาสก็จะน้อยลงเพราะอากาศมันร้อนขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่บ้าง

ส่วนที่เพิ่งรับข่าวไปเต็มๆ และเริ่มปรับตัวลงมา อย่างหุ้นที่สหรัฐอเมริกาแม้จะลงมาแค่ 10% แต่เป็นความเสี่ยงที่มันเยอะ คนมองว่าดูที่จำนวนผู้เสียชีวิตหรือไม่ ดูจำนวนผู้ติดเชื้อหรือเปล่า อันนี้อาจจะเป็นประเด็นที่ไม่ตรงนักสำหรับตลาดหุ้น ตลาดหุ้นจะสนใจที่กำไรของบริษัทจดทะเบียน กำไรปัจจุบัน และกำไรอนาคต สมมุติว่าการชะงักงันของอุปทานที่ผลิตไม่ค่อยได้ ซึ่งมันก็เป็นอยู่ การชะงักงันของอุปสงค์ก็ดี โดยคนที่ไม่อยากไปมาหาสู่กัน อีเวนต์เลื่อนไป ก็ทำให้ความต้องการสินค้า ความต้องการบริการมันหยุดลง การท่องเที่ยวก็ชะลอลง


ถ้าสมมุติการชะงักงันของทั้งสองฝั่ง คืออุปสงค์ อุปทานเกิดขึ้นในระยะเวลาที่ค่อนข้างจะคาดการณ์ได้ และเป็นระยะเวลาที่ไม่นานจนเกินไป อันนี้ตลาดพร้อมที่จะก้าวข้ามความเสี่ยงตรงนี้ไป แล้วก็ไม่ปรับตัวลงมากมายนัก แต่ขณะนี้เรื่องโควิด-19 มีความพิเศษอย่างนึง ตัวเลขมันค่อนข้างเยอะ ผู้ติดเชื้อเป็นแสนรายแล้ว ผู้เสียชีวิตก็หลายพันราย แต่ประเด็นสำคัญคือว่ามันค่อนข้างจะแพร่กระจายง่าย แล้วเป็นวงกว้าง ทำให้คนวิตกกังวล เพราะที่ผ่านมาความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจกิจกรรมของคนในปัจจุบันทั่วโลกก็มีเยอะขึ้น การเดินทางไปมาหาสู่กันมีมากขึ้น ในขณะที่การพึ่งพาซัพพลายเชนจากจีนก็มีเยอะขึ้น ตรงนี้นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกบางคนเขาใช้คำว่า sudden stop ซึ่ง sudden คือปัจจุบันทันด่วน stop คือ หยุด คือหยุดแบบปัจจุบันทันด่วน ลองดูอย่างที่ใกล้ตัว อย่างทำงานออฟฟิศต้องมีการแบ่งทีมกัน มีการสลับทีมกัน ถ้ามีการระบาดตรงไหน อีกทีมสามารถทดแทนกันได้ หรือมีการกระตุ้นให้คนอยู่บ้านกันมากขึ้น พอคนอยู่บ้านไม่ออกจากบ้าน ลองดูสิว่า เราลดบริการอะไรไปบ้าง เราลดการใช้อะไรไปบ้าง ฉะนั้นเรื่อง sudden stop กิจกรรมเศรษฐกิจที่มันหยุดชะงักนี่แหละที่เราไม่รู้ ตอนแรกคิดว่าเป็นแป๊บเดียว แต่ตอนนี้ไม่รู้แล้ว เรื่องวัคซีนอาจจะเป็นปีหน้า ต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นตรงนี้จะทำอย่างไรเมื่อธุรกิจเริ่มขาดรายได้ ธุรกิจบางธุรกิจมีหนี้สินเยอะ แล้วมีสายป่านไม่ค่อยเยอะ มันก็อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน พักการจ้างงานหรือไม่ ต้องลดเงินเดือนหรือไม่ มันจะลามไปที่การบริโภคด้วย


ถ้าสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ของโลก มีนักลงทุนเกือบครึ่งโลกที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา ตรงนี้เขาก็ไม่อยากจะลงทุนเพราะประเมินไม่ได้ว่าต่อจากนี้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ออฟฟิศในอนาคตข้างหน้าจะมีรูปแบบอย่างไร หรืออะไรจะเปลี่ยนไป ดีมานด์ความต้องการสินค้าจะเป็นแบบไหน หรือจะหายไปเลยไหม ความต้องการแบบไหนที่จะเกิดขึ้นมา ตรงนี้มันประเมินกันยาก ถึงตอนนี้อาจจะลำบากแล้ว การแพร่ระบาดอาจจะลากยาวกว่านั้น อาจกินวงกว้างกว่านั้น เหตุการณ์แบบนี้เอาไปเทียบเคียงกับเหตุการณ์ในอดีตได้ยากลำบาก แล้วมันค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ ผลกระทบใหม่ คือเกิดขึ้นมาแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร เวลาประเมินไม่ถูก ความไม่แน่นอนสูงมากๆ แล้วคุณจะทำอย่างไรเวลาจะซื้ออะไรสักอย่าง ขอต่อราคาอย่างเยอะจนพอใจ แล้วที่ราคาลงไปเยอะๆ และคนไม่รู้ว่าราคาควรจะเป็นเท่าไหร่ ก็อาจคิดว่าหยุดลงทุนไปก่อนดีไหม เขาต้องการรักษาเงินตัวเองไว้ก่อน อันนี้ยังไม่รู้ หยุดก่อน Bid หรือ Offer หรือเหลือแต่ Offer ไม่มี Bid เพราะฉะนั้นมีโอกาสที่จะเกิดแบบนี้ในอนาคตหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนข้างหน้า ก็เลยบอกว่าเราไม่คิดว่าราคาของหุ้น หรือราคาของสินทรัพย์ต่างๆจะผิดเพี้ยนไปจากปัจจัยพื้นฐาน แล้วลงไปเรื่อยๆได้ ไม่เป็นอย่างนั้น แล้วไวรัสก็จะผ่านพ้นไป เมื่อรู้แล้วว่าค่อนข้างลากยาว แล้วมีส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายๆอย่าง แล้วที่น่าจะเป็นคลื่นระลอกถัดไปเป็นตลาดเครดิตด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าคนที่เขาให้เครดิตเริ่มที่จะชะงัก ไม่แน่ใจความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทที่มาขอรีไฟแนนซ์ ว่าจะมีรายได้มาชำระเท่าไหร่ ถ้าเส้นเลือดหล่อเลี้ยงตลาดเครดิตมันเริ่มชะงักจะเป็นปัญหาใหญ่ เพราะตอนนี้โลกนี้รันไปด้วยหนี้ระดับมหาศาล มันเป็นอะไรที่เลวร้ายมากๆ


ณ ตรงนั้นมันอาจจะเกิดเหตุว่าราคาหุ้นหรือสินทรัพย์ต่างๆ จะลงไปกองอยู่ข้างล่าง เพราะไม่มีคนซื้อ แต่ว่าถ้าเราเตรียมการไว้ก่อนตอนนี้ หุ้นลงมาเท่าไหร่ 10% กว่า หุ้นไทยลงมา 20% กว่านิดหน่อย แต่ว่าคนส่วนใหญ่ติดหุ้นกัน ส่วนตัวมองๆดู ถ้าดูกันทั้งพอร์ตก็มีหลายอย่าง อาจจะติดกันทั้งพอร์ตรวมๆเฉลี่ยไม่เกิน 20% ส่วนตัวให้แนวคิดอย่างนี้คือ เวลาท่านขาดทุน 20% ท่านลงทุนไป 100 บาท ขาดทุนไป 20% ท่านจะเหลือ 80 บาท ซึ่ง 80 บาทจะกลับไปที่ 100 บาทได้ ท่านจะต้องหากำไรมา 20 บาท แต่กำไร 20 บาท จากต้นทุนใหม่ 80 บาท มันคือกำไรเท่ากับ 25% สูตรง่ายๆแบบนี้ก็คือ เงิน 20 ขึ้น 25 กลับไปที่เดิม แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ท่านไม่คัต แล้วปล่อยให้มันลงไปขาดทุนถึง 50% อย่างนี้ จาก 100 บาท เหลือ 50 จาก 50 บาทจะกลับไป 100 ท่านต้องหากำไร 50 บาท ซึ่ง 50 บาทจากต้นทุนใหม่ 50 คือเท่าไหร่คือต้องออกแรงหารีเทิร์น 100% เหนื่อยไหม


ณ ตอนนี้ส่วนใหญ่เท่าที่ส่วนตัวช่วยดู ช่วยเคลียร์ ช่วยให้คำปรึกษา มีขาดทุนอยู่ประมาณ 20% ขอให้หยุดมันตรงนี้ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเอาคืน เป็นเวลาเอาตัวรอด แต่ส่วนตัวไม่ได้บอกว่าให้ล้างพอร์ต เพียงแต่ว่าให้มีเงินสด 70% ก็โอเค ที่เหลือมันจะมีอัพไซด์ หรือดาวน์ไซด์ เราพอรับได้ ตอนนี้ก็เน้นตรงนี้ก่อน


ถ้าเป็นตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้


ตัวตราสารหนี้แยกเป็นในประเทศและต่างประเทศ ตราสารหนี้ในประเทศถ้าในฝั่งของส่วนตัวที่เป็นกองทุนรวมไม่ได้ไปซื้อหุ้นกู้เป็นตัวๆ กองทุนรวมมีการกระจายความเสี่ยงด้านเครดิตที่ดีอยู่แล้ว แล้วก็ตราสารหนี้ในประเทศดูเวอร์ชั่นหรือความยาวของอายุเฉลี่ยของตราสารก็ไม่ได้ยาวมาก 2-3 ปีเป็นส่วนใหญ่ ก็สามารถจะถือได้แล้ว ส่วนตัวคือถ้าถือตราสารหนี้ระยะกลางของไทยอาจจะนับเข้าไปอยู่รวมกับเงินสด 70% ก็ได้ ท่านอาจจะไม่ต้องถือเงินสดทั้งหมด แต่ถือพวกตราสารหนี้ระยะกลางของไทยอะไรแบบนี้ก็ได้ จะนับรวมให้


ทีนี้ถ้าเป็นตราสารหนี้ ถ้าที่ไทย ส่วนตัวไม่มีประเด็น แต่ตราสารหนี้ต่างประเทศจะต่างออกไป จะมีตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงไล่จากต่ำไปสูง ความเสี่ยงต่ำๆก็จะเป็นพวกพันธบัตรรัฐบาล เน้นลงทุนพันธบัตรสหรัฐอเมริกาอะไรแบบนี้ หรือตราสารหนี้เอกชนที่มีเครดิตสูงมากๆ ความน่าเชื่อถือสูงมากแบบ A ขึ้นไปนั้น ส่วนตัวค่อนข้างสบายใจ แต่ถ้าเป็น B ลงไป ส่วนตัวค่อนข้างระวัง จะไม่ค่อยเน้น อาจจะได้ Yield เพิ่มขึ้นมานิดหน่อย แต่ไม่คุ้มกับความเสี่ยง ดังนั้น ถ้าเป็นตราสารหนี้ต่างประเทศลงทุนได้ แต่ให้เน้นเกรดเฉลี่ยสูงน่าจะเป็น A เกรดเฉลี่ยของพอร์ต ถ้า A ขึ้นไปโอเค แล้วเน้นพันธบัตรรัฐบาล ส่วนตัวมองว่าอาจจะมีกำไรจากที่ Yield ที่ลงต่ำมากแล้ว อาจจะมีให้ลงต่อได้อีกนิดหน่อย


แต่ถ้าให้เลือก ส่วนตัวว่าตราสารหนี้ไทยมีสภาพคล่องที่สูงมาก ก็น่าจะคล่องตัวกว่าเล็กน้อย


ส่วนอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมาค่อนข้างทำได้ดีกว่าหุ้น เพราะมีเรื่องของดอกเบี้ยและ Yield พันธบัตรระยะยาวที่มันลดลงมามาก ในเรื่องระดับราคาไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะตอนนี้ Dividend Yield State หรือสถานะผลตอบแทนเงินปันผล ส่วนต่างระหว่าง Yield ปันผลกับ Yield พันธบัตรกว้างมหาศาลเลย ซึ่งซึมซับความกังวลของนักลงทุนไปบ้างแล้วด้วยถ้าเกิดเศรษฐกิจถดถอยขึ้นมาแล้วเก็บค่าเช่าได้น้อยลงสัก 20-30% นั้น ทำให้ Dividend หรือปันผลลดลงสัก 20-30% มันอยู่ในราคาตอนนี้แล้ว เพราะฉะนั้นอสังหาริมทรัพย์คิดว่าระดับราคามันอยู่ตรงนี้ มันน่าซื้ออยู่แล้ว แต่วงเล็บไว้นิดนึงว่าเวลาที่ตลาดมันพัง ถ้าใครผ่านปี 2008 มาจะรู้ถึงตรงนั้นว่าอะไรก็หลบไม่ได้ นอกจากเงินสด เพราะที่ขาดทุนจากตลาดนึง เขาก็จะไปหาเงินอีกตลาดนึงมาโปะ แต่ถ้าท่านหนีไม่ทัน คือราคาตอนนี้มันน่าซื้อจริงๆ อย่าไปขายข้างล่าง แค่รอให้มันฟื้นขึ้นมา ถ้าตรงนั้นหากมีเงินท่านสามารถที่จะซื้อได้ Dividend Yield อาจจะเห็นแบบ 6-7% แบบที่ท่านเคยอยากได้ แต่ตรงนั้นถ้าจะซื้อได้ ท่านต้องมีเงินสด อยู่ที่ว่ามีพอหรือยัง


ขณะที่ทองคำ เป็นอะไรที่ดีมากตอนนี้ เพราะดอกเบี้ยก็ลง และความคาดหวังเงินเฟ้อก็ถูกดันขึ้นมา ทำให้ดอกเบี้ยแท้จริงมันติดลบ ซึ่งติดลบไปประมาณสักลบ 0.5-0.6% แต่ถึงแม้ทองจะดีมากๆ และถือไว้จนกระทั่งตลาดพัง ช่วงเวลาสั้นๆหรือเป็นเดือนทองก็โดนเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา แต่ว่าตรงนั้นแน่นอนเหมือนเดิม ท่านกลับไปซื้อ พอจังหวะที่มันถึงจุดต่ำสุดแล้วมันฟื้นขึ้นมาอย่างในอดีตปี 2008 ทองกับอสังหาริมทรัพย์เรียกว่าวิ่งขึ้นมาจากขีดต่ำสุดขึ้นมาเร็วมาก ถ้าอยากขายไปขายตอนนั้น แต่ว่าตอนนี้ถ้าในพอร์ตมีทองเยอะเกินไป ก็ค่อยๆ ทยอยขายทำกำไร เข้าใจว่าตอนนี้ทุกคนกำไร ก็ค่อยๆทยอยขายทำกำไร แล้วท่านถือทองไว้บางส่วนก็ได้ แต่อย่าไปไล่ตรงนี้ เพราะทองพอถึงเวลามันจะไม่ได้กระจายความเสี่ยงดีเท่าที่ควรเมื่อตลาดมันเละจริงๆอย่างเช่น ดัชนีความผันผวนขึ้นไปทะลุ 60 ตอนนี้ประมาณ 40 กว่า ถ้า Capital Crisis ไปสัก 80-90 ตอนนั้นอะไรก็เอาไม่อยู่ ยกเว้นอาจจะเป็นพันธบัตรหรือว่าเงินสด ดังนั้นเงินสดสำคัญที่สุด ย้ำว่าควรถือเงินสด 70% ลองหาทางขยับดู


ตอนนี้ทองเป็นเวลาขายไม่ใช่ซื้อ ถ้าจะมีจริงๆไม่เกิน 3% ใช่หรือไม่


ส่วนตัวไม่ค่อยมีเป้าสัดส่วนอย่างนั้น คือส่วนตัวเป็นสายที่ไม่ค่อยยึดติดว่าจะควรมีน้อย คือมีน้อยไม่ค่อยมีประโยชน์ อะไรที่มีน้อยเกินไป มุมมองส่วนตัวคือทองควรมีได้เยอะกว่าที่เขามี หลายคนมีทองน้อยเกินไป เลยไม่มีผล แต่ว่าคนที่กำไรอยู่สามารถมีสัดส่วน 10% ก็มีได้นะ แต่ถึงเวลาที่ส่วนตัวบอกว่าอันตรายแล้ว ก็จะบอกว่าขายทำกำไรออกไปได้แล้ว ซึ่งคนที่ลงทุนทองคำควรศึกษาตรงนี้ ส่วนตัวจะเริ่มส่งสัญญาณให้กับนักลงทุนว่า ทองถ้ากำไรอยู่จะให้ทยอยขายออกมา ไม่รู้ว่าจะขึ้นได้ถึงเมื่อไหร่ แต่ว่าเวลาขึ้นสูง แล้วสูงกว่านี้ มันไม่รู้ระดับเท่าไหร่ แต่มันเริ่มออกอาการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทองมันลงมาพร้อมหุ้น เพราะฉะนั้นเวลาตลาดพังทองก็เอาไม่อยู่ ถ้าท่านกำไรอยู่ตอนนี้ เลือกทองกับเงินสด อย่าเพิ่งไปหวังอัพไซส์มาก เพราะถึงเวลาสมมุติทองมันขึ้นต่อท่านเหวอเลยท่านขายทำกำไรไปแล้ว แต่ท่านมีเงินสด ไม่เป็นไร เวลาที่ตลาดมันลงมาเยอะๆ ท่านไปซื้อหุ้น ถ้าหุ้นลงมา 20-30% ท่านอยากซื้อไหม ถ้าท่านมีเงินสดพร้อม พอถึงตรงนั้น เงินสดจะเป็นอะไรที่ดีมากๆ และการลงทุนในจุดต่ำตรงนั้นจะทำให้ท่านสร้างความมั่งคั่งได้แบบยั่งยืน แล้วความเสี่ยงก็ต่ำด้วย


การแนะนำให้ถือเงิน 70% ก็แสดงว่ามองย้อนกลับไปที่คำถามแรก การที่สหรัฐอเมริกาลดดอกเบี้ยลงมา 0.5% แสดงว่ามันมีการส่งสัญญาณแล้วว่ามันไม่ค่อยจะดี ภาคเศรษฐกิจไม่ดีทั้งโลกทั้งไทย


ขอปรับคำสักนิด อาจจะไม่ค่อยจะดี ส่วนตัวบอกว่าแย่มาก คือปัญหามันมีตรงที่สหรัฐอเมริกาก่อนหน้านี้ไม่ได้ซึมซับอะไรที่มันแย่ไว้เลย คือขึ้นมาแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อน ตอนนี้ค่อยๆลดลงมา คนที่เขาเป็นนักวิเคราะห์ของสหรัฐอเมริกาทางฝั่งต่างประเทศ มีบางคนที่เก่งๆเขาบอกว่า ณ ตอนนี้มันแค่กลับมาที่ซึมซับความเสี่ยงแบบกลางๆเท่านั้นเอง เพราะมันมาจากความคาดหวังที่มันดูดีเวอร์อลังการมาก แล้วมันลงมาแค่กว่า 10% เท่านั้นเอง แต่สถานการณ์ตอนนี้มันแย่มาก ซึ่งตอนนี้หุ้นสหรัฐอเมริกาส่วนตัวมองว่า S&P จะซื้อหรือสนใจลงทุนในหุ้น คิดว่าน่าสนใจ ลดลงไปประมาณ 20% แล้ว น่าสนใจ

39 views

Comments


bottom of page