top of page
347550.jpg

การดีดตัวช่วงสั้นยังวัดอะไรมากไม่ได้...ไวรัสยังคงกดดันตลาดหุ้น!



แม้ว่าในระยะสั้นทิศทางของตลาดหุ้นโลก และตลาดหุ้นไทยยังคงมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นต่อได้ แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบางมาก โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ “นายหมูบิน” มองว่า SET ยังคงมีกรอบแนวต้านที่สำคัญอยู่ที่บริเวณ 1,180-1,240 จุด ซึ่งเป็น Gap ที่ SET เคยเปิดไว้ในวันที่ 12 มี.ค. 2563 เนื่องจากยังคงมีปัจจัยหลักที่กดดันตลาดหุ้นโลกอยู่ คือความกังวลกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในสหรัฐ ที่ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันก็ทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ New High เกือบทุกวัน ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump ออกมากล่าวเตือนว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในสหรัฐจะระบาดหนักใน 2-3 สัปดาห์หน้า คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตในสหรัฐราว 100,000 -240,000 ราย

ดังนั้นถ้าพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ในภาพรวม พบว่ายังคงไม่มีอะไรที่ดีขึ้น มีเพียง 2 ประเด็นที่เป็นปัจจัยสนับสนุน คือการที่ประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่า ซาอุดีอาระเบียและรัสเซียจะบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามราคาน้ำมัน และคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะปรับลดกำลังการผลิตราว 10 ล้านบาร์เรล หรืออาจมากถึง 15 ล้านบาร์เรล เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกดีดขึ้นอย่างรุนแรงในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมากมายเพื่อลดผลกระทบของการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 โดยเฉพาะในส่วนของประเทศสำคัญๆ ของโลก ชัดเจนมากที่สุดคือในส่วนของสหรัฐที่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลังออกมา หลังจากที่ธนาคารกลาสหรัฐ หรือเฟดประกาศมาตรการ “QE Ultimate” หรือการใช้มาตรการ QE แบบไม่จำกัดวงเงิน โดยอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดพันธบัตร และ Commercial Paper

นอกจากนี้จะเพิ่มวงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์สำหรับโครงการปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจ และโครงการสินเชื่อที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันที่มีการใช้ในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเงิน


ทั้งนี้การดำเนินการของเฟดในครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการแทรกแซงตลาดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เฟดเคยดำเนินการ ขณะที่ในส่วนของของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการคลัง ล่าสุดวุฒิสมาชิกสหรัฐลงมติเห็นชอบกับมาตรการบรรเทาทุกข์ทางเศรษฐกิจมูลค่าเบื้องต้นกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ รายละเอียดหลักๆ ประกอบไปด้วยเงินทุน 5 แสนล้านดอลลาร์สำหรับช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น อุตสาหกรรมการบิน และการจ่ายเงินโดยตรงให้กับอีกหลายล้านครัวเรือนในสหรัฐ โดยเฉลี่ยประมาณ 3,000 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน นอกจากนี้จะมีการจัดหาเงินให้สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กกว่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ รวมถึงการช่วยเหลือคนว่างงานอีก 2.5 แสนล้านดอลลาร์ และอย่างน้อยอีก 1 แสนล้านดอลลาร์สำหรับโรงพยาบาลและระบบสุขภาพที่เกี่ยวข้อง และการจ่ายเงินสำหรับคนว่างงานอาจสูงถึง 600 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์เป็นระยะเวลา 4-6 เดือน

ภาพรวมยังคงมองแค่ Technical Rebound ! ทั้งนี้แม้ว่าในมุมมองของนักลงทุนในตลาดหุ้นโลก จะมองว่าในสิ่งที่ธนาคารกลางและรัฐบาลสหรัฐทำก็ถือว่าเป็นมาตรการรองรับที่ค่อนข้างรวดเร็วและมีน้ำหนักกับตลาดการเงินมาก สะท้อนออกมาจากการที่แม้ว่าตัวเลข Initial Jobless Claims ล่าสุดของสหรัฐจะออกมากแย่กว่าที่คาดการณ์ถึง 2 เท่า และมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ตลาดหุ้นสหรัฐกลับให้น้ำหนักกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด และรัฐบาลสหรัฐมากกว่า

นอกจากนี้การที่ล่าสุดกลุ่มผู้นำ G20 ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่าจะอัดฉีดเงิน 5 ล้านล้านเหรียญเข้าไปในเศรษฐกิจโลก เพื่อรับมือผลกระทบของไวรัส COVID-19 ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจลดผลกระทบของการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 ของประเทศสำคัญๆ ของโลกที่ชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี “นายหมูบิน” ยังคงมองว่าการดีดตัวขึ้นช่วงสั้นของตลาดหุ้นโลกยังคงเป็นเพียงแค่การ Technical Rebound เท่านั้น เพราะแม้ทั้งเฟดและรัฐบาลสหรัฐจะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไปมากมาย แต่จนถึงปัจจุบันสหรัฐยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เลย และความคืบหน้าล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสในสหรัฐ มากที่สุดในโลก ทะลุ 1 แสนราย ซึ่งแซงหน้าจีนและอิตาลีไปแล้ว ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมียอดผู้เสียชีวิตแล้วสูงถึงกว่า 1.6 พันราย ส่งผลให้สหรัฐกลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโรคต่อจากจีน ซึ่งคาดว่าสาเหตุที่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วนั้น เป็นเพราะทางสหรัฐยังไม่มีการสั่งปิดเมืองหรือ Lock Down อย่างจริงจังเหมือนในหลายๆ ประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ความกังวลดังกล่าวสะท้อนออกมาจากผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ที่ระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish ที่แม้ว่าจะเพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 34.2% แต่ยังคงต่ำกว่าสัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ากำลังกลับเป็นขาลง หรือ Bearish ลดลง 2.3% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 49.7%

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) กรณีที่ SET ยังคงไม่สามารถกลับไปปิดในกรอบ 1,150 จุด (+/-) ได้ เน้น “ดีดขึ้นขาย” ในลักษณะ “Short Against” เพื่อรอกลับมาทยอยสะสมหุ้น PTTGC, PTTEP, BCP, EGCO, TISCO, SCC, HMPRO, AOT และ ADVANC อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% ของพอร์ต”


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น.เช่นเดิมครับ



19 views

Comentarios


bottom of page