Search

ฟื้นตัวแบบไหนดี V-shaped, W-shaped หรือ L-shaped ?



COVID-19 ทำให้โลกไม่มีทางเลือกในการรักษาฐานะทางเศรษฐกิจ เพราะมีทางเดินเดียว คือ "ขาลง" แต่มีทางเลือกสำหรับ "ขาขึ้น" ว่าจะ "ขึ้น" แบบ V-shaped, U-shaped, W-shaped หรือนอนยาวแบบ L-shaped

อันที่จริงก็ไม่ใช่ทางที่จะเลือกได้อิสระนัก เพราะการจะฟื้นตัวได้แบบไหน ย่อมขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย

รูปแบบของการฟื้นตัวนั้น มีด้วยกันหลายรูปแบบ คือ V-shaped ก็ฟื้นแบบตัว V คือลงที่ขาหน้าไปก้นแหลมๆ แล้วฟื้นขึ้นไปตามแนวขาหลังตัวอักษร

ส่วนแบบ U-shaped ลงไปถึงก้น แล้วลากไประดับก้นชั่วระยะหนึ่งถึงมีกำลังผงกขึ้น

U-shaped นั้น บางทีขาขึ้นยาวมาก คือขาข้างหลังขึ้นไปสูงเสียจนขาหน้ากลายเป็นสั้นไป ก็จะกลายเป็น J-shaped

แบบ W-shaped นั้น ลงแล้วขึ้น ขึ้นแล้วลง ลงแล้วขึ้น เป็นขยักๆ

สำหรับ L-shaped จะเป็นพวกที่ลงไปแล้วไม่ฟื้นคืน นอนราบระนาบก้นบ่อไปจนขนาดเศรษฐกิจลดลงเป็น New Normal และกลายเป็น Normal ถาวร


แต่โดยปกติแล้ว ช่วงเวลาเฉลี่ยที่เศรษฐกิจบางประเทศอยู่ในสภาพไม่ฟื้นเป็น L-shaped มักจะกินเวลาราว 10 ปี


ประเทศไทย โดยพื้นฐานแล้ว น่าจะเลือกฟื้นตัวแบบ V-shaped แต่เพราะรัฐบาลรัฐประหาร คสช. ครองอำนาจนานเกินไป เศรษฐกิจขาขึ้นหลังจากสหรัฐฟื้นตัวจาก Great Recession 2008 กลับกลายเป็นซึมยาวจนเข้าช่วงขาลง

มาเจอโควิด-19 เข้าเช่นนี้ น่าจะเป็น L-shaped หรืออย่างเก่งก็ W-shaped

V-shaped นั้นเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากได้การฟื้นในรูปนี้ คือเมื่อเศรษฐกิจตกลงไปถึงก้นตัว Vแหลมๆแล้วสามารถพลิกฟื้นคืนกลับไปสู่ด้านบนคือส่วนพุ่งขึ้นของขาหลังของตัว V

รูปแบบการฟื้นตัวที่น่าจับตาคือ V-shaped ของญี่ปุ่นที่เยียวยาผู้รับผลกระทบไวรัสโควิด-19 ทุกระดับ ทั้งมหภาคและจุลภาค ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง

แม้ว่าโควิด-19 จะทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นยับเยินจนแทบจะเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ด้วยฐานรากอันแข็งแกร่ง กับแผนการช่วยเหลือเยียวยาที่ทั่วถึงและความมีวินัยของสังคม ทำให้ญี่ปุ่นมีความเป็นไปได้ในอันที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้รวดเร็วในรูปตัว V ขาขึ้น

ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้บริษัทญี่ปุ่นที่ไปลงทุนในจีน ถอนตัวกลับมาลงทุนในประเทศแทน โดยรัฐจะให้สิทธิประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าที่บริษัทเหล่านั้นได้รับจากรัฐบาลจีน

ขณะที่จีนก็คงจะฟื้นตัวแบบ V-shaped เช่นกัน เหตุจีนมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสูง และพ้นภาวะวิกฤต โควิด-19 ก่อนเพื่อน จึงคงจะฟื้นก่อนคนอื่น

ทางฝั่งยุโรป ชาติที่จะฟื้นคืนสภาพก่อนเพื่อนคือเยอรมนี เหตุจากรัฐบาลช่วยเหลือด้านการเงินวิสาหกิจทุกระดับไม่ให้เลิกจ้างหรือปิดกิจการ ทำให้เมื่อสถานการณ์ไวรัสระบาดคลี่คลายลง ภาคเอกชนจะกลับมาเดินเครื่องจักรใหม่ทันทีถึง 80%

นอกจากนี้ ธนาคารกลางประชาคมยุโรป (ECB) ที่มีสมาชิก 19 ประเทศ ได้เตรียมกองทุนมูลค่า 750,000 ล้านยูโร เพื่อซื้อพันธบัตรและหลักทรัพย์เพื่อให้เกิดสภาพคล่อง

ขณะที่หลายประเทศเริ่มคลายมาตรการคุมเข้มการระบาดของไวรัส ทั้งยุโรป เอเชีย รวมทั้งไทย และแม้แต่สหรัฐที่อัตราการติดเชื้อและตายยังอยู่ระดับสูงแต่เพราะเศรษฐกิจที่กำลังตกอยู่ในสภาพที่ยิ่งกว่า recession รัฐบาลสหรัฐจำต้องคลายมาตรการห้ามออกนอกบ้านและให้เปิดกิจการแทบทุกด้านได้ พร้อมกับ Fed เตรียมเงินอัดฉีดลงไปในระบบ (QE) จำนวนมากสุดในประวัติศาสตร์

ประธานาธิบดีทรัมป์ถึงกับยอมแลกชีวิตคนอเมริกัน 1 แสนคนที่จะตายเพราะติดเชื้อโควิด-19 กับการกลับมามีชีวิตชีวาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ...เขาเชื่อว่า กว่าคนอเมริกันจะตายจนถึงระดับแสนคน บริษัทผลิตยาต้านไวรัสและวัคซีนก็จะสามารถนำยาและวัคซีนมาหยุดยั้งตัวเลขติดเชื้อและตายจากไวรัสนี้ได้

ล่าสุดมีข่าวดีว่า GLEAD Sciences ประสบความสำเร็จในการใช้ยา Remdesivir รักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้แล้ว เช่นเดียวกับยารักษาไขข้ออักเสบ ยารักษากรดไหลย้อน ยารักษาวัณโรค ที่นำมาใช้ต้านไวรัสมรณะนี้ได้ ราคาหุ้นของบริษัทยาเหล่านี้พุ่งทะยาน เสริมกับบรรยากาศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในยุโรป ทำให้ดาวโจนส์พุ่งทะยานนำหน้าดัชนีหลักทั่วโลก

หุ้นขึ้น น้ำมันขึ้น อะไรจะดีขนาดนั้น

ทองคำจึงเป็นแค่ที่พักพิงหลบภัยชั่วคราว เมื่อความเชื่อมั่นกลับมา ทุนก็กลับมาเข้าตลาดสินทรัพย์กันใหม่


เหตุจากประธานเฟด เจอโรม พาวเวล ประกาศอัดฉีดเม็ดเงินเข้าตลาดพันธบัตรและหลักทรัพย์อื่นๆไม่จำกัดจำนวน โดยตั้งเป้าหมายเบื้องต้นไว้ที่ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0%...ซ้ำมีงบสำรองไว้อีก รวมแล้วอาจถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์

พาวเวล ก็เลยได้ฉายาว่า “ The $6 Trillion Dollar Man” ไปโดยพลัน

For advertising please call: 02-2534691