top of page
556550.jpg
561837.jpg

หุ้นแบงก์ดีดยกแผง...แบงก์ชาติคลายกฎ/ปันผลก็มา

  • Aug 26, 2021
  • 1 min read

หุ้นแบงก์ดีดดึ๋งยกแผง กองทุน/สถาบันเข้าลุยซื้อจากปัจจัยบวกที่แบงก์ชาติแก้เกณฑ์คลายกฎช่วยลดต้นทุนแบงก์พาณิชย์ในยุคโควิด โดยขยายระยะเวลาปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF เหลือ 0.23% จาก 0.46% ต่อปีออกไปจนถึงสิ้นปี 2565 และผ่อนผันการจัดชั้นหนี้ ตลอดจนการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม ขณะที่มีการทยอยจ่ายเงินปันผลกลุ่มแบงก์งวดครึ่งปีแรกแล้ว

นับจากวันที่ 19 สิงหาคม 2564 เป็นต้นมาที่ได้เกิดข่าวดีสำหรับหุ้นกลุ่มแบงก์ ทำให้มีการเข้าไล่ซื้อหุ้นกลุ่มแบงก์จากนักลงทุนสถาบัน/กองทุน ทำให้ ดัชนี SETBANK ปรับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากระดับ 325 ขึ้นมาที่ 351 หรือปรับเพิ่มขึ้นถึง 8% หลังจากที่หุ้นแบงก์ปรับตัวลดลงมามากในช่วงที่ผ่านมา

ข่าวดีสำหรับหุ้นแบงก์ที่ตอบรับปรับขึ้นกันยกแผงนี้ เบื้องต้นระบุว่า แบงก์เริ่มได้รับการคลายกฎจากการล็อกดาวน์ โดยให้เปิดสาขาในห้างได้ แต่นั่นเป็นเพียงข่าวจิ๊บจ้อย เพราะแท้จริงคือ ข่าวที่ว่าแบงก์พาณิชย์กำลังจะได้รับการผ่อนปรนจนมีผลดีมากต่อเรื่องของต้นทุนของแบงก์พาณิชย์ นั้นคือปัจจัยหลักที่หนุนให้หุ้นแบงก์มีราคาขึ้นตอบสนองข่าว

ทั้งนี้แบงก์ชาติได้ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF เหลือ 0.23% จาก 0.46% ต่อปี จากที่เคยผ่อนผันเดิมสิ้นสุดในสิ้นปี 2564 ออกไปเป็นจนถึงสิ้นปี 2565

นอกจากนี้ยังผ่อนผันเกณฑ์การจัดชั้นหนี้และการกันเงินสำรองสำหรับลูกหนี้สินเชื่อที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จในระยะยาวไปจนถึงสิ้นปี 2566 โดยก่อนหน้านี้แบงก์ชาติได้อนุญาตให้ผ่อนผันการจัดชั้นหนี้และการกันเงินสำรองสำหรับลูกหนี้สินเชื่อภายใต้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะสั้นไปจนถึงสิ้นปี 2564

สำหรับการผ่อนผันการจัดชั้นหนี้ อนุญาตให้แบงก์พาณิชย์สามารถคงการจัดชั้นสำหรับลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่เข้าสู่กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วได้จนถึง 31 มีนาคม 2565 เพื่อเอื้อให้สถาบันการเงินและลูกหนี้มีเวลาเพียงพอในการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิผลในระยะยาว ส่วนสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับลูกหนี้ SMEs จะขยายเพดานวงเงินสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ซอฟต์โลนที่มีคุณสมบัติตามกำหนดและปรับลดค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขโครงการค้ำประกันสินเชื่อ มาตรการสำหรับบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลให้คงอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำไว้ที่ 5% และขยายเพดานวงเงินบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท เป็นไม่เกิน 2 เท่าของรายได้ ไปจนถึงสิ้นปี 2565

บล.ไทยพาณิชย์ ประเมิน กรณีการผ่อนคลายของแบงก์ชาติดังกล่าวว่า การขยายเวลาลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF จนถึงสิ้นปี 2565 จะทำให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ของกลุ่มธนาคารในปี 2565 เพิ่มขึ้นราว 12 BPS ซึ่งหนุนให้ประมาณการกำไรปี 2565 ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นอีก 7% อย่างไรก็ตามผลกระทบเชิงบวกของการขยายเวลาลดอัตรานำส่งเงินกองทุน จะถูกลดทอนลงบางส่วนจากการให้สินเชื่อจากการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จ

“สำหรับมาตรการผ่อนผันการจัดชั้นหนี้และการกันเงินสำรองสำหรับลูกหนี้สินเชื่อที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จในระยะยาวจะช่วยลดแรงกดดันต่อภาระการตั้งสำรองของธนาคาร และสร้างความมั่นใจว่า Credit Cost จะลดลงในปี 2565 โดยคาดว่า Credit Cost โดยเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารจะลดลง 26 BPS ในปี 2564 และ 21 BPS ในปี 2565”

นอกจากนี้ ข่าวดีที่ตามมาที่หนุนให้ราคาหุ้นแบงก์ปรับเป็นบวกคือ การทยอยจ่ายเงินปันผลระหว่างกลางปีของกลุ่มแบงก์พาณิชย์ ซึ่งจะสร้างความน่าสนใจและมีผลบวกต่อราคาหุ้นได้ในระยะหนึ่ง จะเห็นว่าในปี 2563 นั้นแบงก์ชาติมีความห่วงใยสถานะของแบงก์พาณิชย์ไทยอยู่พอสมควร จึงมีคำสั่งแบบขอความร่วมมือให้แบงก์พาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น ไม่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล แต่ปีนี้เริ่มกลับมาจ่ายปันผลระหว่างกาลกันแล้วโดยไทยพาณิชย์ประกาศจ่ายก่อนใครและเชื่อว่าแบงก์อื่นๆจะตามมา ขณะที่นักวิเคราะห์กลุ่มแบงก์ให้ความเห็นว่าในครึ่งปีหลังจะมีการประกาศปันผลในอัตราที่ดีกว่าปันผลระหว่างกาลด้วย

 
 
 

Comments


bottom of page