top of page
312345.jpg

วิเคราะห์เจาะลึกประเด็นการลงทุนประจำสัปดาห์ (21 - 24 พ.ค. 62)


ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (13 - 17 พฤษภาคม) ตลาดหุ้นทั่วโลกปิดปรับตัวผสมผสาน โดยตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น หลังประธานาธิบดี ทรัมป์ จะชะลอการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากยุโรป และญี่ปุ่นออกไปอีก 6 เดือน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจาก GDP ในไตรมาส 1/2562 ของญี่ปุ่นที่ขยายตัวมากกว่าคาด ด้านตลาดหุ้นโซนเอเชียปรับลดลง นำโดยตลาดหุ้นจีน เนื่องจาก ความกังวลเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่รุนแรงขึ้น หลังจีนประกาศปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ทยอยประกาศระงับการทำธุรกิจกับบริษัทหัวเว่ย ด้านราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น จากการคาดการณ์ที่ว่า อุปทานน้ำมันตลาดโลกอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และกลุ่มโอเปกได้แสดงความต้องการขยายเวลาปรับลดการผลิตไปจนถึงปลายปีนี้ ในขณะที่ ราคาทองคำปรับลดลง เนื่องจาก สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: ปิดบวกจากสัปดาห์ก่อน แต่ยังได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ได้นำบริษัท หัวเว่ย และบริษัทในเครือ เข้าร่วมในบัญชีรายชื่อของบริษัทด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้บริษัทสหรัฐฯ เข้าซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นยุโรป ปิดบวก หลังรัฐบาลของ ประธานาธิบดี ทรัมป์ จะชะลอการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากยุโรปออกไปอีก 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯ ลดช่วงบวกลง จากความกังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และจากประเด็นการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit)

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดบวกเล็กน้อย เนื่องจาก ตัวเลข GDP ในไตรมาส 1/2562 ของญี่ปุ่นขยายตัว 2.1%YoY มากกว่าคาด และ นักลงทุนบางส่วนคาดการณ์ว่า นายกฯ อาเบะ อาจเลื่อนการปรับขึ้นภาษีการบริโภคในเดือน ต.ค.ออกไป

ตลาดหุ้นจีน ปรับลดลง จากการที่จีนประกาศปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ อยู่ที่ 25% จาก 10% และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ทยอยประกาศระงับการทำธุรกิจกับบริษัทหัวเว่ย ซึ่งถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นไทย ปิดลบตามตลาดหุ้นหลัก ๆ ของโลก จากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และ จากความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น

ตลาดน้ำมัน ปิดบวก จากการคาดการณ์ที่ว่า อุปทานน้ำมันตลาดโลกอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และกลุ่มโอเปกได้แสดงความต้องการขยายเวลาปรับลดการผลิตไปจนถึงปลายปีนี้

ตลาดทองคำ ปิดลดลง เนื่องจาก สกุลเงินดอลลาร์ สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น แม้ว่าความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน จะส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยก็ตาม

เหตุการณ์สำคัญ (KEY EVENTS)

• ติดตามความไม่แน่นอนจากประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก1) จีนประกาศตอบโต้สหรัฐฯ โดยเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ วงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ มีผล 1 มิ.ย.นี้ 2) สหรัฐฯ เตรียมทำประชาพิจารณ์ สำหรับการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนส่วนที่เหลือ 3 แสนล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ (17 มิ.ย.) 3) สหรัฐฯ บังคับใช้ข้อห้าม ที่เรียกร้องประเทศอื่น ๆ ไม่ให้ใช้เทคโนโลยีของบริษัท หัวเว่ย ในเครือข่าย 5G เนื่องจาก เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ แม้ ประธานาธิบดี ทรัมป์ ระบุว่า มีแผนที่จะหารือกับ ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ในการประชุม G20 ที่ญี่ปุ่นก็ตาม

• การเลือกตั้งสภายุโรป ในวันที่ 23-26 พ.ค.นี้ คาดว่า พรรคการเมืองที่เน้นประชานิยม และไม่สนับสนุนการรวมตัวของสหภาพยุโรป อาจได้รับที่นั่งในสภามากขึ้น ทำให้ความผันผวนในยุโรปสูงขึ้น และอาจกดดันเงินยูโรอ่อนค่า

• การเลือกตั้งทั่วไปขั้นสุดท้ายของอินเดียได้เสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 19 พ.ค. และจะเริ่มนับคะแนนในวันที่ 23 พ.ค.นี้ คาดว่า พรรคภารติยะ ชนะตะ (BJP) ของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดิ จะได้รับชัยชนะอีกสมัย

• นักลงทุนรอติดตามประเด็นการเมืองในประเทศ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรายชื่อ และรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาในวันที่ 22 พ.ค.นี้ หลังจากนั้น จึงมีการเลือกประธานสภา และประธานวุฒิสภา แล้วจึงสรรหานายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศต่อไป

ในสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวน ได้รับปัจจัยกดดันจากประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน โดยตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงที่จะปรับลดลง หากการเจรจาการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศไม่สามารถตกลงกันได้ และจีนออกมาตรการตอบโต้สหรัฐฯเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อประเด็น Brexit หลังการเจรจาระหว่างพรรคอนุรักษ์นิยมของ นางเทเรซา เมย์ และพรรคแรงงานของนายเจเรมี คอร์บิน (พรรคฝ่ายค้าน) ประสบความล้มเหลว และ ติดตามผลการเลือกตั้งของสภายุโรป อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมัน และหุ้นกลุ่มพลังงานมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น จาก ความกังวลอุปทานน้ำมันตึงตัว หลังความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียสูงขึ้น

ปัจจัยจับตาสัปดาห์นี้

  • ตัวเลขเศรษฐกิจ ได้แก่ GDP ในไตรมาส 1/2562 ของญี่ปุ่น และไทย / ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของยูโรโซน / รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ / ยอดส่งออก-นำเข้าของไทย และญี่ปุ่น / ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของสหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น / ดัชนีราคาผู้บริโภคของญี่ปุ่น

  • เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ ความคืบหน้าประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน / การเลือกตั้งสภายุโรป / การเลือกประธานสภา และประธานวุฒิสภาของไทย

10 views
bottom of page