top of page
336940.jpg

น้ำมันกดดันตลาดหุ้น


“ปัจจัยน้ำมัน ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ ต้องเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องจับตาการปรับประมาณการเป้าสมมติฐานราคาน้ำมันดิบปีหน้า 2562 (ตลาดประเมินเฉลี่ย Dubai บริเวณ 70-75 เหรียญ+/-) ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อ EPS ตลาด” ทีมวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็งระบุ

น้ำมันดิบ Brent ดิ่ง 7% (เมื่อคืนวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา) หลัง OPEC ปรับเป้า ดีมานด์ปีหน้าลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันเหลือ 1.29 ล้านบาร์เรล ในขณะที่รายงานยอดผลิตน้ำมันเดือนตุลาคม 2561 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ 32.9 ล้านบาร์เรล โดยซาอุฯ เพิ่ม 1.27 แสนบาร์เรล เป็น 10.6 ล้านบาร์เรล

การปรับตัวดังกล่าวเป็นการดิ่งลงต่อเนื่อง หลังจากที่ราคาน้ำมันได้ปรับลดลงตลอดโดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นต้นมา

หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ปตท. รายงานว่า ราคาน้ำมันสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน 2561 ลดลง เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลต่อดีมานด์น้ำมันโลกที่มีแนวโน้มเติบโตในระดับต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ขณะที่ซัพพลายเพิ่มขึ้นสูงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากผู้ผลิตรายใหญ่ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และสหรัฐฯ ซึ่งปริมาณการผลิตแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านรายใหญ่ 8 ประเทศ ได้รับการผ่อนผันให้สามารถลดการนำเข้าน้ำมันดิบอิหร่านได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใน 180 วัน นับจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 ขจัดความวิตกต่อการเกิดภาวะอุปทานขาดตลาด

ทั้งนี้ นักลงทุนปรับลดสถานะถือครองสุทธิสัญญาน้ำมันดิบ WTI และ Brent ลงมาแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่ช่วงปลายปี 2560

นอกจากนี้ ตลาดได้รับสัญญาณการลดปริมาณการผลิตน้ำมันโดยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย Khalid al-Falih ที่ว่ามีแผนลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในเดือน ธันวาคม 2561 ลงปริมาณ 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับระดับการผลิตในเดือน พฤศจิกายน 2561 ทั้งนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ ในเดือน ตุลาคม 2561 อยู่ที่ 10.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ขณะที่ Goldman Sachs เห็นว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงต่ำกว่าราคาพื้นฐาน และดัชนีราคาสินค้าโภคกัณฑ์ (S&P GSCI Enhanced Commodity) จะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 6.5 % ในระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้า และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงปลายปี 2561 อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2562 จะลดลงสู่ระดับ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ระบุว่า ปัจจัยน้ำมัน ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ ต้องเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องจับตาการปรับประมาณการเป้าสมมติฐานราคาน้ำมันดิบปีหน้า 2562 (ตลาดประเมินเฉลี่ย Dubai บริเวณ 70-75 เหรียญ+/-) ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อ EPS ตลาดจากปัจจุบันอยู่ที่ 118+/-

เช่นเดียวกันกับ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี หรือ AECS ที่ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยจะได้รับปัจจัยกดดันจาก หุ้นกลุ่มพลังงาน ที่คาดว่าร่วงตามราคาน้ำมันดิบ

“ราคาน้ำมันดิบยังมีทิศทางอ่อนตัว โดยแม้มีโอกาสฟื้นตัวในช่วงสั้น หลังซาอุฯ ประกาศเตรียมลดกำลังการผลิตเพิ่มอีก 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่คาดไม่เพียงพอต่อที่จะหักล้างแรงกดดันจากความต้องการใช้พลังงานที่มีแนวโน้มชะลอลง จากกำลังซื้อในหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า นอกจากนี้ในส่วนของอุปทานน้ำมันดิบโลกยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลิต Shale oil จากสหรัฐฯ ที่ทำให้ล่าสุดสหรัฐฯ มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบสูงขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก ทำให้เราแนะนำให้รอติดตามการประชุม OPEC ครั้งถัดไป ในวันที่ 6 ธันวาคม เพื่อดูมติของกลุ่มต่อความร่วมมือปรับลดกำลังการผลิต”

ทั้งนี้ปัจจัยที่ยังกวนใจนักลงทุนในช่วงท้ายปลายปีนี้ ยังคงมีเรื่องของสงครามการค้า หลังการเลือกตั้งอเมริกาออกมาที่ ทรัมป์ไม่ชนะแต่ก็ไม่แพ้ รวมทั้งกรณีการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ที่บ่งชี้โอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม เนื่องจากเงินเฟ้อเข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% ซึ่งส่งผลให้ดอลลาร์พุ่งขึ้นกดดันทองคำอ่อนตัวลง และตลาดหุ้นโลกยังเปราะบาง ทำให้ตลาดทุนไทยพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย นี่ยังไม่รวมกับปัจจัยที่ต้องตาม จากเรื่องผลการประชุม G20 และความน่าวิตกจากฝั่งยุโรป ทั้งกรณี Brexit และความเสี่ยงด้านการคลังของอิตาลี หลังคณะกรรมาธิการยุโรประบุถึงแนวโน้มการโตของเศรษฐกิจกลุ่มที่มีโอกาสจะชะลอตัวลง พร้อมทั้งเตือนถึงสถานการณ์ด้านการคลังของอิตาลี ที่หากยังเดินหน้าใช้งบประมาณตามร่างงบประมาณที่นำเสนอครั้งล่าสุด จะทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณของอิตาลีสูงเกินระดับที่กลุ่มกำหนดไว้ที่ 3% ในปี 2563

อย่างไรก็ตาม บล.เออีซี มีความเห็นว่า แม้ดัชนีหุ้นไทย จะมีการผันผวนอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ แต่ทางฝ่ายวิเคราะห์ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในช่วงปลายปี เนื่องจากยังคงมีปัจจัยหนุน อาทิ ช่วงปลายปี เป็นช่วง High Season ของธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอุปโภคบริโภค ดังนั้นจึงเชื่อว่าหุ้นในกลุ่มนี้ จะสามารถเข้ามาช่วยหนุนตลาดในช่วงจังหวะเวลาดังกล่าวได้ นอกจากนี้ กรณีการเลือกตั้งในปีหน้า จะเข้ามาเป็นตัวหนุนอีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการลงทุน ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

ขณะที่ บล.โกลเบล็ก มองว่าจะมีเม็ดเงิน LTF มาพยุงตลาดหุ้นไทยไม่ให้ไหลลงลึก รวมทั้งผลการประชุม กนง. ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจ ก็จะช่วยประกอบหุ้นไทยไว้ได้

8 views
bottom of page