Search

KTC แตกพาร์ตามคาด


ไต่บันไดต่อไปยิ่งเหนื่อย ...บอร์ด KTC อนุมัติเร็วแตกพาร์หุ้นเหลือ 1 บาท จาก 10 บาท หลังราคาปรับขึ้นทำนิวไฮมาตลอดๆ ต่อเนื่องจนราคาขึ้นสูงสุดที่ 380 บาท

นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย หรือ KTC แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อค่ำวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมาว่า ได้มีมติเห็นชอบให้มีการเปลี่ยนแปลงราคามูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) จากเดิม 10 บาท เป็น 1 บาท ส่งผลให้จำนวนหุ้นสามัญของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 257,833,407 หุ้น เป็น 2,578,334,070 หุ้น

“ทั้งนี้ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ จำนวนหุ้นสามัญที่ผู้ถือหุ้นแต่ละรายถืออยู่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอัตราส่วน 1 หุ้นสามัญเดิมต่อ 10 หุ้นสามัญใหม่ โดยที่สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมทุกรายจะไม่เปลี่ยนแปลง และในส่วนของทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทฯ จะยังคงเดิมอยู่ที่ 2,578,334,070 บาท

การแตกพาร์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้นักลงทุนรายบุคคลสามารถเป็นเจ้าของหุ้นเคทีซี ได้มากขึ้น จากราคาหุ้นต่อหน่วยที่ลดลง”

ทั้งนี้จะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 เพื่อขอมติรายงาน จากตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุ หลังประกาศปรับพาร์ หุ้น KTC ได้ย่อตัวลงมาจาก 380 บาท ลงมาที่ 366 บาท ในวันที่ 15 พฤษภาคม และยังถูกขายต่ออีกระยะหนึ่ง ขณะที่นักวิเคราะห์ ยังไม่ได้ทำรายงานประเมินสถานการณ์ของหุ้นหลังปรับพาร์

ขณะเดียวกัน KTC ได้ส่งรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2561 ให้เห็นว่ายังคงมีกำไรดีต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 65% ทะลุ 1,209 ล้านบาท แม้จะได้รับผลกระทบจากกฎข้อบังคับของหน่วยงานที่กำกับดูแล และการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่รุนแรง

“เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยับตัวดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป จากปัจจัยสนับสนุนของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ประกอบกับในประเทศยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐที่เริ่มทยอยออกมา รวมถึงการผลักดันมาตรการขับเคลื่อนประเทศเพื่อสร้างงานและรายได้ในระดับท้องถิ่น และการเร่งรัดโครงสร้างระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ชัดเจนมากขึ้น ตลอดจนภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย จะเป็นผลให้การใช้จ่ายภาคเอกชนทั้งการบริโภคและการลงทุนมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น

ตลอดจนผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อบัตรเครดิตจาก 20% เป็น 18% ซึ่งทำให้พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตเติบโตช้าลง ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรชะลอตัว แต่ด้วยประสิทธิภาพในการติดตามหนี้และการบริหารลูกหนี้ให้มีคุณภาพตั้งแต่กระบวนการคัดกรองต้นทาง จึงทำให้ NPL รวมของบริษัทฯ ยังลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 1.3% จาก 1.7% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าอุตสาหกรรม และส่งผลให้รายได้หนี้สูญได้รับคืนเพิ่มขึ้นในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง”

นายระเฑียรย้ำว่า ในไตรมาส 1/2561 KTC มีอัตราเติบโตของรายได้รวมสูงกว่าค่าใช้จ่าย รายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นๆ ซึ่งมีสัดส่วน 86% มาจากหนี้สูญได้รับคืน การตั้งสำรองและค่าใช้จ่ายการเงินที่เป็นต้นทุนเงินก็ลดลง เนื่องจากบริษัทออกหุ้นกู้ใหม่ในระยะเวลาที่ยาวขึ้นด้วยต้นทุนเงินที่ต่ำลงกว่าหุ้นกู้เดิม ซึ่งแสดงว่าบริษัทยังคงรักษาประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานได้ดี


For advertising please call: 02-2534691