จะเกิดอะไรขึ้น หากบิทคอยน์กลายเป็นฟองสบู่แตกครั้งใหญ่ที่สุดในโลก


บิทคอยน์กำลังอยู่ในสภาวะขาลง มีขึ้นสลับบางครั้ง กูรูการเงินชี้ปีหน้าฟองสบู่แตก จะทำลายสถิติฟองสบู่แตกที่ผ่านมาทั้งหมด เตือนทั่วโลกเตรียมรับมือ เมืองไทยจะโดนแค่หางเลข แต่เพราะพวกอ้างอิงเทรดบิทคอยน์มีมาก สแกมกับแชร์ลูกโซ่ถึงคราวล้มระเนนระนาด

แม้ขณะนี้ราคาบิทคอยน์จะเริ่มไต่ระดับไปหา 10,000 ดอลลาร์ อันเป็นเส้นเป้าหมาย ทว่ากูรูการเงินมองว่า คงแค่ถูกดันขึ้นเพื่อบรรดาชาวดอยที่ซื้อไว้ช่วงขาขึ้น 19,0000 ดอลลาร์สหรัฐ จะขาย cut-loss หรือนำส่วนที่ซื้อไว้ตอนขาลงสุดๆมาเฉลี่ยขายเอาตัวรอด

แต่นักวิเคราะห์แนวโน้ม มองว่าบิทคอยน์กำลังปรับตัวลงสู่ราคาหรือมูลค่าที่เป็นจริง โดย range ของการปรับตัวอยู่ระหว่าง $20-$800,000

การที่ Chief Investment Strategist Michael Hartnett แห่ง Bank of America Corp. ออกมาวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของราคาบิทคอยน์โดยนำราคาเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ร่วงถึง 65% จากธันวาคมที่แล้ว มาเปรียบเทียบ

ถือเป็นสัญญาณของฟองสบู่แตกของบิทคอยน์ที่จะทอดยาวจากปัจจุบันนี้ไปจนถึงปีหน้า

จากราคาที่เคยขึ้นไป peak ที่ 19,511 ดอลลาร์เมื่อเดือนธันวาคม ลงมาเหลือ 6,750 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ก่อนในเวลาแค่ 5 เดือน ส่งสัญญาณเตือนว่า บิทคอยน์อยู่ในสภาพ “ขาลง” ที่ไม่อาจจะเงยหัวกลับขึ้นมาได้อีกแล้ว

แม้ฮาร์ตเน็ตต์ จะไม่ชี้ว่า ราคาที่บิทคอยน์จะเป็นฟองสบู่แตกเป็นเท่าใด แต่มี แนวโน้มว่า เมื่อตกลงไปถึง 4,000 ดอลลาร์เมื่อใด มันจะไม่กลับขึ้นอีก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของภาวะฟองสบู่แตก

ฟองสบู่บิทคอยน์แตกจะเป็นฟองสบู่แตกครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่เหตุการณ์ 1929 Crash มา เพราะจะทำความเสียหายให้มากกว่าครั้งที่เกิดฟองสบู่ South Sea Company , Mississippi Company และ Tulips แตก

ฟองสบู่บิทคอยน์แตกเมื่อใด ฟองสบู่แชร์บิทคอยน์ในเมืองไทยก็แตกตามเมื่อนั้น

คนไทยที่ลงทุนด้วยความโลภในราคาหวือหวาของบิทคอยน์นั้น คาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่าแสนคน

ข้อมูลนี้อิงตามวงแชร์ที่เชียงใหม่ที่ล้มไปเมื่อปลายปีที่แล้วที่มีผู้เสียหายถึงกว่า 1,000 คน

รวมกับวงอื่นๆทั่วประเทศมีถึง 40,000 คน

วงแชร์ล้ม วงแล้ววงเล่า แต่คนไทยก็ยังไม่เข็ด แม้กรณี BitConnect จะเป็นอนุสติให้บรรดาแมงเม่าหวาดระแวงวงค้าบิทคอยน์ ทว่าวงใหม่ๆก็ผุดขึ้นมาแทบทุกเดือนในรูปแบบ online trading ใหม่ๆ

ใช่แต่เมืองไทย ที่พนมเปญก็มีข่าวว่า ตำรวจจับกุมชาวจีนที่เข้าเมืองด้วยพาสปอร์ตนักท่องเที่ยวในรอบครึ่งปี ได้ 119 คนข้อหาฉ้อโกง (scam) ด้วยระบบออนไลน์

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จึงได้เปิด แอปพลิเคชัน ประมวลผลแชร์ลูกโซ่ชื่อ DSI Map Extrend ที่แสดง icon ของแชร์ลูกโซ่ในรูปแบบต่างๆโดยเชื่อมโยงกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และองค์การอาหารและยา (อย.) ที่ในฟิลด์ทั้งสองนี้ มีการทำธุรกิจขายตรงกันมาก ซึ่งหากเป็นการกระทำโดยสุจริตก็ถือเป็นธุรกิจที่ไม่ผิดกฎหมายและช่วยให้ประชาชนทำเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมได้

แต่ส่วนใหญ่แล้ว มีลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่โดยใช้สินค้าที่มีลักษณะเป็นอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็นสื่อกลางระดมทุน มีการอบรมสัมมนากันเพื่อเพิ่มความเชื่อถือ

ดีเอสไอได้ทำเอกสารเผยแพร่ทางเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียล เป็นการเตือนให้ระวังการหลอกลวงที่มาใน 7 รูปแบบ คือ

1. ผู้ชักชวน (น่าจะเป็นผู้ชักจูง) เป็นคนใกล้ชิด 2. อ้างบุคคลผู้มีชื่อเสียงในสังคมเข้าร่วมกิจกรรม 3. อ้างหลักฐานและผลประโยชน์มหาศาลที่จะได้รับ 4. ใช้โฆษณาชวนเชื่อ 5. แสดงผลการลงทุนน้อย แต่ได้ประโยชน์ตอบแทนสูงในระยะเวลาอันรวดเร็ว 6. จัดฉากการอบรมสัมมนาอย่างยิ่งใหญ่ 7. พูดจาหว่านล้อมกดดันให้เหยื่อรีบตัดสินใจ

รูปแบบของแชร์ลูกโซ่มักจะอิงกระแสนิยม โดยเฉพาะในขณะนี้ มีการตั้งบริษัทลงทุนหรือกองทุนเถื่อนนำเอาบิทคอยน์มาเป็นตัวล่อ

บริษัทเหล่านี้ จะบอกบุคคลเป้าหมายหรือเหยื่อว่า เงินที่ระดมจากลูกค้าหรือนักลงทุนนั้น บริษัทจะนำไปลงทุนซื้อ-ขายบิทคอยน์ที่ให้ผลตอบแทนสูง

เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนที่บริษัทจะจ่ายให้แก่ลูกค้ามากๆ บางแห่งถึงกว่าเท่าตัวนั้น มีความเป็นไปได้สูง โดยนำเอาสถิติการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนจากราคาขาขึ้นของบิทคอยน์ที่กำไรหลายหมื่นเท่าตัวมาเปรียบเทียบ

ระบบสื่อสารออนไลน์โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย เช่นเฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ ฯลฯ กลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้วงแชร์เหล่านี้ถึงกลุ่มประชาชนได้แทบทุกระดับ

ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ แต่มีภาพลวงตาว่าดีด้วยตัวเลขส่งออกดี จีดีพีโต เช่นนี้ ชนชั้นกลางและรากหญ้าหากินฝืดเคือง จนต้องยายามหาทางหารายได้ในธุรกิจสีเทา สีดำ เล่นแชร์ เล่นบิทคอยน์ จนถึงค้ายาบ้า

ความพยายามสร้างรายได้แบบรวยทางลัด ทำให้ตกเป็นเหยื่อพวกล่อลวง ต้มตุ๋น ลงทุนออนไลน์ ด้วยหวังรวยจากเงินในอากาศกันทั้งประเทศ

ขณะนี้มี พ.ร.บ.คุมเงินดิจิทัลออกมาบังคับใช้แล้ว “เงินในอากาศ” จากการเทรด cryptocurrencies ที่ใช้บิทคอยน์เป็นคำเรียกแทนตัว จะถูกควบคุมด้วยระบบภาษี จะต้องรู้แหล่ง รู้ที่เป็น ที่มา

เพราะฉะนั้น เว็บไซต์หรือ platform ที่มีสถานที่ตั้งในต่างประเทศ ไม่ว่าจะในอเมริกา ยุโรป จีน อินเดีย มาเลเซีย ฯลฯ จะถูกติดตาม ตรวจสอบ

ของจริง-ไม่จริง จะปรากฏ ถึงเวลานั้น ราว 90% ของกองทุนหรือเทรดดิ้งเอเยนต์เหล่านี้จะต้องทำให้ถูกกฎหมาย หรือไม่ก็หลบลี้หนีหาย

เตรียมตัว เตรียมใจ ไว้รับสถานการณ์ฟองสบู่บิทคอยน์แตกให้ดีก็แล้วกัน

36 views0 comments