หนีเทรดเงินดิจิทัลต่างแดน...ไทยล้าหลัง! ทำเสียโอกาส


ผู้บริหาร TDAX ดีใจที่รัฐจะออก พ.ร.ก.เงินดิจิทัล แต่ติงเล็กๆ ว่าจะทำให้ไทยเสียโอกาสในโลกการเงินยุคใหม่ นักลงทุนจะทิ้งกระดานเทรดในไทยไปเทรดกับคู่แข่ง ตปท.แทน ส่วนการเก็บภาษีระดมทุน ICO 15% จะทำให้คนไทยไปตั้งบริษัทและระดมทุนในประเทศอื่น เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ที่ปลอดภาษี และสุดท้ายก็จะประกาศขาย ICO ไปทั่วโลก รวมทั้งไทยอยู่ดี พร้อมเรียกร้องภาครัฐให้มองว่าเงินดิจิทัลเป็นเพียงอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงยุคสมัยของโลกการเงิน ควรมีวิสัยทัศน์ว่าจะบริหารจัดการอย่างไร...ท้ายสุดเก็งทิศทางบิทคอยน์ หลังปรับฐานไปแล้วจะเด้งกลับอีกครั้งกลางปีนี้หรือต้นปีหน้า

นายปรมินทร์ อินโสม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TDAX.com กล่าวในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ที่จัดขึ้นโดยกองบรรณาธิการ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงกรณีที่ภาครัฐจะออกพระราชกำหนดการควบคุมการซื้อขายเงินดิจิทัล ว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีการออกกฎระเบียบดังกล่าว แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งมองว่าอาจจะเป็นเหตุให้ผู้ที่ซื้อขายเงินดิจิทัลอยู่แล้วจะหันไปเทรดกับต่างประเทศมากขึ้น โดยเมื่อกฎหมายนี้ออกมาจะทำให้ผู้ลงทุนเงินดิจิทัลหันไปเทรดกับต่างประเทศทั้งหมด 100% อย่างแน่นอน

“ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เป็นพื้นฐานของเงินดิจิทัลทำให้ไม่มีเส้นกั้นระหว่างประเทศ ทำให้ซื้อขายเงินดิจิทัลขายตรงไหนก็ได้ ซึ่งกฎหมายที่ออกมาแม้ว่าในมุมหนึ่งมองว่าดี แต่ในเชิงเนื้อหาทำให้คนส่วนหนึ่งที่มีความสามารถหันไปเทรดในต่างประเทศแทนที่จะมาเทรดเงินดิจิทัลกับคนไทย ซึ่งประเด็นนี้เป็นการทำลายโอกาสหรือสูญเสียการค้าขายในเมืองไทย มองว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ยังไม่มีกฎนี้ออกมาเป็นแหล่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนเงินดิจิทัลที่ไปลงทุนนอกประเทศ แต่ก็จะยังมีนักลงทุนส่วนหนึ่งที่ยังคงเทรดในไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย”

ทั้งนี้ นายปรมินทร์กล่าวด้วยว่าในช่วงปลายปี 2560 และช่วงต้นปี 2561 ที่ผ่านมา ตลาดการซื้อขายเงินคริปโตเคอเรนซี่มีความคึกคักค่อนข้างมาก เนื่องจากราคาของบิทคอยน์พุ่งขึ้นไปสูง แต่หลังจากที่ราคาของบิทคอยน์ตกลงมาในช่วงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 8,000 – 9,000 เหรียญฯ ทำให้จำนวนการเทรดและจำนวนคนสมัครในส่วนของเว็บไซต์น้อยลงไป ส่วนปริมาณเงินการซื้อขายถือว่าคงที่ ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยปริมาณการซื้อขายเมื่อช่วงต้นปีลดลงเมื่อเทียบกับปลายปีที่ผ่านมา แต่ถ้าเทียบกับต้นปีของปีที่แล้วยังถือว่าเพิ่มขึ้น

ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยขอความร่วมมือกับสถาบันการเงินร่วมกันบล็อคไม่ให้โอนเงินเพื่อการซื้อขายเงินดิจิทัลนั้น นายปรมินทร์กล่าวว่า ในเนื้อหาของการขอความร่วมมือ ไม่ได้บล็อกการโอนจากลูกค้าทั่วไปมายังตลาดซื้อขาย แต่การประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวทำให้ธนาคารพาณิชย์มีมาตรการที่เข้มงวดมากกว่าเดิม และเข้มงวดมากกว่าคำขอความร่วมมือที่อยู่ในคำประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย

“เข้าใจว่าปัจจุบันอำนาจอยู่ที่กระทรวงการคลังเป็นหลัก ซึ่งต้องบอกว่ายังไม่มีการได้รับเชิญให้เข้าไปแสดงความคิดเห็นตรงนี้ คิดว่าหลังจากที่ประกาศออกมาน่าจะมีการเชิญให้เข้าไปพูดคุยตรงนี้ ส่วนเรื่องกฎเกณฑ์การลงทุน ICO เท่าที่เห็นการร่างกฎเกณฑ์ ICO มีความเห็นด้วย แต่ขณะเดียวกันส่วนตัวคิดว่าการจะเก็บภาษีจากการออก ICO 15% นั้น จะทำให้คนที่จะทำ ICO ไปออก ICO ที่ต่างประเทศแทน ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกงหรือสิงคโปร์ โดยจะไปตั้งตั้งบริษัทตรงนั้น แต่เวลาไปทำ ICO จะประกาศขายทั่วโลกอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงไทยด้วย”

สำหรับการจะออกพระราชกำหนดการควบคุมการซื้อขายเงินดิจิทัล นายปรมินทร์กล่าวว่า ด้วยสถานะการซื้อขายเงินดิจิทัลของ TDAX ทำให้ต้องมีการเพิ่มเงินทุนจดทะเบียนจากจำนวน 5 ล้านเป็น 60 - 70 ล้าน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในกรณีที่ตลาดซื้อขายอาจเกิดความเสียหายว่าจะมีเงินบางส่วนมาชดเชยให้กับผู้ที่มาใช้บริการ โดยการเพิ่มเงินทุนจดทะเบียนของ TDAX จำนวนดังกล่าวถือว่าไม่เป็นปัญหา เนื่องจากปริมาณซื้อขายบิทคอยท์ในตลาดโลกเพิ่มสูงมาก ทำให้ผลประกอบการที่ผ่านมาของ TDAX ดีตามไปด้วย อีกทั้งเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีผู้ให้บริการกระดานเทรด ICO เช่นเดียวกับ TDAX เพิ่มขึ้นในไทยเป็นจำนวนมาก โดยคาดว่าภายในปี 2561 นี้น่าจะมีคู่แข่งขั้นต่ำประมาณ 20 แห่ง

นอกจากนี้ นายปรมินทร์ยังคงยืนยันด้วยว่า คริปโตเคอเรนซี่ หรือ ICO เป็นเพียงเครื่องมือชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องมือชนิดใหม่ เปรียบเหมือนสมัยก่อนที่มีรถยนต์และในสมัยต่อมามีเครื่องบิน ซึ่งทั้งรถยนต์และเครื่องบินทำให้คนถึงจุดปลายทางได้สะดวกและเร็วขึ้น ส่วนคริปโตเคอเรนซี่ หรือ ICO ก็มีจุดหมายเช่นกันคือการระดมทุน แต่เครื่องมือการระดมเงินทุนเป็นเงินสกุลดิจิทัล โดยสกุลเงินดิจิทัลถ้าเปรียบเทียบแล้วเป็นเงินที่มีทั้งผู้ควบคุมและไม่มีทั้งผู้ควบคุม มองว่าทั้งหมดเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น ขึ้นอยู่กับผู้ควบคุมกฎหรือผู้มีวิสัยทัศน์ในไทยว่าจะเลือกใช้เครื่องมือตรงนี้อย่างไร

“ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา บิทคอยน์เคยขึ้นไปแตะถึงประมาณ 1,300 เหรียญ ซึ่งมองว่าในช่วงปลายปีที่ผ่านและเมื่อช่วงต้นปีนี้เป็นคลื่นลูกที่สองที่เพิ่งเกิดขึ้นไป โดยการลดลงมาเพื่อเป็นการปรับฐานเพื่อให้ขึ้นไปอีกรอบในช่วงกลางปีนี้หรือปีหน้า”

838 views0 comments