หุ้นน่าลุ้น

ไออาร์พีซี (IRPC)

ธุรกิจปิโตรเคมีก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จะมีผลให้ธุรกิจนี้มีกำไรมากขึ้นไปด้วย ดูอย่าง IRPC ในปี 2557 เมื่อราคาน้ำมันดิ่งลงแรง มีผลให้ IRPC มีผลประกอบการขาดทุนกว่า 5 พันล้านบาท แต่หลังจากราคาน้ำมันเริ่มปรับสูงขึ้น ประกอบกับ IRPC มีการปรับโครงสร้างธุรกิจด้วย ทำให้ปีต่อๆ มา ก็พลิกกลับมาทำกำไรได้ดีขึ้น โดยปี 2558 ก็มีกำไรกว่า 9,400 ล้านบาท และปี 2559 กำไรเพิ่มเป็น 9,720 ล้านบาท และปี 2560 กำไรก็ยังเพิ่มเป็น 11,354.48 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ต้นปีช่วงไตรมาส 2 ราคาน้ำมันปรับลดลงมากจนทำให้กำไรของ IRPC ลดลงต่ำสุดในรอบปี คือมีกำไรไตรมาส 2 แค่ 1,228 ล้านบาทเท่านั้น แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในครึ่งหลังของปี IRPC ก็กลับมามีกำไรสูงถึง 4,513.17 ล้านบาทในไตรมาสที่ 4 ของปี มาปัจจุบันราคาน้ำมันยังคงเพิ่มมาสูงกว่า 60 ดอลลาร์ ทำให้มองว่า ปี 2561 นี้ IRPC คงจะมีกำไรดีกว่าปี 2560 มากเช่นกัน คาดว่าจะมีกำไรในระดับ 1.4 หมื่นล้านบาทได้ กำไรต่อหุ้นจะได้ที่ 0.69 บาท ดังนั้นเมื่อมาประเมินราคาที่เหมาะสมด้วยค่าพีอีแค่ 12 เท่า ยังได้ราคาที่ 8.28 บาท แต่ราคาในตลาดปัจจุบันอยู่แค่ 7.70 บาท จึงมี upside ได้อีกอย่างน้อย 7.58% ที่น่าสนใจคือจะมีการจ่ายเงินปันผลของปี 2560 อีกหุ้นละ 0.29 บาท คิดแล้วจะได้เงินปันผลอีก 3.77% น่าลงทุนมาก แต่ต้องซื้อก่อน XD ณ วันที่ 26 ก.พ. 2561 นี้ จึงจะได้เงินปันผล

ธนาคารกรุงไทย (KTB)

การที่ KTB มี NPL จากลูกหนี้รายใหญ่เมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้ต้องมีการตั้งสำรองหนี้จำนวนมาก มีผลให้กำไรของธนาคารลดลงจากเดิมมาก จากเดิมที่เคยมีกำไรในระดับกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท กำไรลดลงเหลือแค่ 22,445.40 ล้านบาท เมื่อปี 2560 อาจทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวลกันมาก กลัวธนาคารจะมี NPL จำนวนมากอีก และต้องตั้งสำรองหนี้เสียจำนวนมากเหมือนเดิม ก็บอกได้เลยว่าโอกาสที่จะเกิดเหมือนเดิมเป็นได้น้อยมาก เพราะเมื่อเศรษฐกิจประเทศโตมากขึ้น ลูกค้าของธนาคารก็จะมีปัญหาลดลง เพราะธุรกิจต่างๆ จะมีการเติบโตดีตามภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้น พิจารณาแล้วเท่ากับ KTB ได้ผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายไปหมดแล้ว และการที่ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้เต็มจำนวน ทำให้ไม่มีภาวะที่จะต้องตั้งสำรองเพิ่มมากอีก มีแต่การตั้งสำรองตามปกติก็จะไม่มีผลทำให้กำไรของธนาคารลดต่ำลง แต่กลับจะมีกำไรสูงในระดับปกติ โดยเฉพาะไม่ว่าธนาคารจะมีการกลับรายการหนี้หรือไม่ ก็ทำให้มองผลประกอบการในปี 2561 นี้ KTB จะกลับไปมีกำไรในระดับกว่า 3 หมื่นล้านบาทได้ ก็จะมีกำไรต่อหุ้นสูงกว่า 2.2 บาทได้ เมื่อมาประเมินราคาหุ้นด้วยพีอีแค่ 10 เท่า ยังได้ราคาที่ 22 บาท แต่ราคาในตลาดอยู่แค่ 20 บาท จึงมี upside ได้อีก 10% ที่น่าสนใจคือยังจะได้เงินปันผลของปี 2560 อีกประมาณ 3% ด้วย จึงยังน่าลงทุน

ศุภาลัย (SPALI)

นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้น SPALI อาจมีมุมมองที่ต่างกัน เพราะในปี 2560 ที่ผ่านมา SPALI ไม่ได้จ่ายเงินปันผลตามปกติ จะเรียกว่างดจ่ายเงินปันผลได้ แต่สิ่งที่นักลงทุนกลับได้มากกว่าคือได้วอร์แรนต์ในสัดส่วน 4 หุ้นเดิม ได้ 1 วอร์แรนต์ฟรีๆ และเมื่อวอร์แรนต์เข้าตลาด ก็พบว่าราคาวอร์แรนต์สูงกว่า 20 บาท จึงเสมือนนักลงทุนได้เงินปันผลเฉลี่ย 5 บาทต่อหุ้น แม้ว่าจะคิดราคาต้นทุนก่อนได้วอร์แรนต์ที่ระดับ 25 บาท ก็จะได้ผลตอบแทนจากวอร์แรนต์สูงถึง 20% จึงดีกว่าเงินปันผลที่เคยจ่ายหุ้นละ 1.05 บาทมาก มาปี 2561 นี้ ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติก็จะมีการจ่ายเงินปันผลเหมือนเดิม จึงต้องกลับมาพิจารณาดูว่าจะจ่ายได้เท่าใด ดูจากผลประกอบการในปี 2560 ที่ผ่านมา คาดว่าคงจะทำกำไรได้ถึง 5,200 ล้านบาท มาปี 2561 นี้มีการรุกเปิดโครงการใหม่มาก รายได้ก็จะเพิ่มมากขึ้น และที่ควรพิจารณาคือธุรกิจจะได้เงินแปลงวอร์แรนต์ทั้งหมดในปีนี้อีกประมาณ 1,716 ล้านบาท จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของ SPALI ได้มาก จะเรียกว่ามีเงินที่ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยมาทำโครงการก็ได้ ทำให้ธุรกิจจะมีรายได้เพิ่มมากแน่นอน ดังนั้น คาดว่าปี 2561 SPALI น่าจะมีกำไรในระดับ 5,800 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นก็จะอยู่ที่ 2.70 บาท เมื่อมาประเมินราคาด้วยพีอี 10 เท่า จะได้ราคาที่ 27 บาท แต่ราคาในตลาดอยู่แค่ 22.70 บาท จึงมี upside ได้อีกมากถึง 18.94% โดยไม่คิดรวมเงินปันผลที่จะได้ในปี 2561 อีกประมาณ 4.4% รวมอยู่ด้วย จึงยังน่าลงทุน

12 views0 comments