ไทยเบฟ ปิดดีลการเข้าซื้อธุรกิจ 4 รายการ


บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ “ไทยเบฟ” ได้ปิดดีลในการซื้อธุรกิจ 4 รายการ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึง 31ธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2561 ของไทยเบฟ (ต.ค.- ธ.ค. 2560) โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วย

  • การเข้าซื้อหุ้น 76% ของกิจการร้านอาหารประเภท Hot Pot และร้านอาหารไทยภายใต้การดำเนินงานของบริษัท Spice of Asia ซึ่งมีจำนวน 10 ร้านค้า ในประเทศไทย

  • การเข้าซื้อหุ้น 75% ของ Grand Royal Group ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตสุรารายใหญ่ที่สุดของประเทศเมียนมา

  • การเข้าซื้อกิจการร้าน KFC กว่า 252 สาขาในประเทศไทย

  • การเข้าซื้อหุ้น 53.6% ของธุรกิจเบียร์อันดับ 1 ของเวียดนาม “ไซ่ง่อน เบียร์ แอลกอฮอล์ คอร์ปอเรชั่น”หรือ ซาเบโก้ (Sabeco) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

โดยหลังจากปิดดีลธุรกิจ 4 รายการ ไทยเบฟได้นำเอางบการเงินของธุรกิจทั้ง 4 รายการเข้ามารวมอยในงบการเงินรวมของไทยเบฟ

ในส่วนของสินทรัพย์ และหนี้สินของธุรกิจทั้ง 4 รายการ จะถูกนำมารวมอยู่ในงบการเงินไตรมาสแรกของปีงบประมาณ2561 ของไทยเบฟ (ต.ค.- ธ.ค. 2560) แต่รายได้จากบริษัท ซาเบโก้ ยังไม่ถูกรวมเข้าไปในงบการเงินของไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค.- ธ.ค. 2560) นี้ เนื่องจากได้ดำเนินการซื้อธุรกิจดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2560 ซึ่งใกล้วันสิ้นสุดรอบปีงบบัญชีของไทยเบฟ (วันสุดท้ายของรอบปีบัญชี 2560 ของซาเบโก้ คือ 31 ธ.ค.2560)

ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. - ธ.ค. 2560) ไทยเบฟสามารถทำรายได้ ได้ 45.6 พันล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 3 พันล้านบาท ในขณะที่ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค. - ธ.ค. 2559) ไทยเบฟทำรายได้ ได้ 46.8 พันล้านบาท และกำไรสุทธิ 7.7 พันล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณสินค้าคงคลังของเอเย่นต์ที่ต้องปรับตัวตามสถานการณ์ตลาด และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นที่เป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการ ซื้อธุรกิจเป็นจำนวนเงิน 2.35 พันล้านบาท ถ้าไม่รวมค่าใช้จ่ายจำนวนดังกล่าว และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เป็นต้นทุนทางการเงินในการเข้าซื้อซาเบโก้ ไทยเบฟจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท

ทั้งนี้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2561 (ม.ค. - มี.ค. 2561) ของไทยเบฟ ผลการดำเนินงานของซาเบโก้ (Sabeco) ทั้งหมดจะถูกนำมารวมเข้าในงบการเงินของไทยเบฟ

ในส่วนของผลประกอบการของธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย ยอดขายเติบโตขึ้น 5.8 % และผลขาดทุนสุทธิลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในส่วนธุรกิจอาหารก็มีการเติบโตมากขึ้นเช่นเดียวกัน ยอดขายเพิ่มขึ้น 42.3 % และผลกำไรสุทธิสูงขึ้นขึ้นถึง 2,080 % เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเกิดจากการซื้อกิจการร้าน KFC และกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจ่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นจาก 8.5 % มาเป็น 14.1% ของยอดขาย และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 0.3 % เป็น 4.7 % ของยอดขาย สำหรับในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. - ธ.ค. 2560)

การเข้าซื้อธุรกิจ 4 รายการในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำศักยภาพ และความแข็งแกร่งด้านตราสินค้าซึ่งเป็นหัวใจหลักของความสำเร็จทางธุรกิจ และยังเป็นการเพิ่มเครือข่ายการกระจายสินค้าของกลุ่มบริษัทเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามแผน Vision 2020 ที่ไทยเบฟตั้งเป้าการเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มครบวงจรในระดับภูมิภาคอาเซียน

163 views0 comments