เทรด ‘เงินดิจิทัล’ คึก!...ซื้อ/ขาย 50 - 60 ล้าน/วัน


ผู้บริหาร TDAX กระดานเทรดเงินดิจิทัลรายแรกของไทยแจงธุรกรรมเทรด Cryptocurrency ของ TDAX เฉลี่ย 50-60 ล้านบาทต่อวัน ด้วยมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ล่าสุดได้รับความไว้วางใจจาก “เจมาร์ท” ให้เป็นผู้ดำเนินการระดมทุน (ICO) และเป็นกระดานหลักในการเทรด เจฟิน คอยน์ พร้อมเผยเตรียมตัวเปิด ICO คอยน์สกุลใหม่ ที่มั่นใจว่าฮิตฮอตไม่แพ้เจฟิน คอยน์

นายปรมินทร์ อินโสม ประธาน บริษัทบริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ก่อตั้ง TDAX ผู้ให้บริการกระดานเทรดเงินดิจิทัลรายแรกของประเทศไทยกล่าวในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ที่จัดขึ้นโดยกองบรรณาธิการ น.ส.พ. “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ว่า TDAX ย่อมาจาก Thai Digital Asset Exchange เปิดบริการเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 ปัจจุบันมี Volume การเทรด Cryptocurrency อยู่ที่ประมาณ 50-60 ล้านบาทต่อวัน มีเหรียญที่เป็น Cryptocurrency 11 สกุล เพื่อให้เทรด โดยมีการเทรดที่อิงกับบิทคอยน์ บาท อิตาลี และสหรัฐอเมริกา

“ถ้าเป็นการเทรดคอยน์ นอกจาก TDAX แล้ว ยังมีอีกแห่งที่ให้บริการ แต่ถ้าเป็นการเทรด ICO หรือการระดมทุน ICO เช่น กรณี เจฟิน คอยน์ ของเจมาร์ท ถือว่า TDAX เป็นรายแรกและบริษัทแห่งเดียวในประเทศไทยที่ให้บริการ หากมองให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ปกติการทำ IPO จะต้องผ่านก.ล.ต.ก่อน เพื่อจะนำหุ้นที่ได้ไปเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่สิ่งที่จะทำในลักษณะ IPO ของ ICO คือ การที่ Start Up จะระดมทุน ซึ่งอาจจะเป็นเงินดิจิทัล เช่น บิทคอยน์, อิตาลีคอยน์ หรือรับเป็นเงินบาทหรือดอลลาร์สหรัฐ โดยการระดมทุนตรงนี้เป็นการระดมเงินทุนจากทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะจากประเทศไทย ไม่มีความจำเป็นต้องผ่านก.ล.ต.เพื่อเข้าไปเทรดในตลาดหลักทรัพย์ โดยนำโทเคน (Token) ที่สร้างขึ้นมาเพื่อนำไประดมเงินทุนเพื่อไปเทรดได้ทั่วโลก ไม่ใช่จำกัดเฉพาะประเทศไทย ซึ่ง ICO ตัวแรกที่เป็นของประเทศไทย คือ เจฟิน คอยน์ ก่อนหน้านี้อาจจะมี ICO เกิดขึ้น แต่ก็เป็นบริษัทที่คล้ายกับ Start Up เป็นผู้ดำเนินการ ไม่เหมือนกับบริษัทที่ทำเจฟิน คอยน์ โดยมีบริษัทแม่ที่เป็นบริษัทจดทะเบียน”

สำหรับการเข้าไปเทรด ICO กับ TDAX นั้น นายปรมินทร์กล่าวว่า TDAX เป็นผู้ให้บริการตลาด ICO โดยตรงอยู่แล้ว ซึ่งมีความแตกต่างกับตลาดหุ้นคือสามารถเปิดบัญชีกับ TDAX ด้วยการใช้อีเมลสมัครผ่านเว็บไซต์ TDAX เพื่อยืนยันความเป็นตัวตนได้โดยตรง รวมทั้งอัพโหลดหน้าบุ๊คแบงก์ เพื่อให้ทีมงานตรวจสอบว่าบุ๊คแบงก์ที่ส่งเข้ามามีชื่อตรงกับคนที่สมัครเข้ามาหรือไม่ ส่วนการตรวจสอบทางบริษัทจะให้ถ่ายบัตรประชาชนและเขียนสลักว่าซื้อ TDAX.com แนบคู่กับบัญชี การตรวจสอบจะใช้เวลาประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นจะดำเนินการยืนยันบุคคลพร้อมโอนเงินเข้ามา เพื่อสามารถเทรดหรือซื้อเจฟิน คอยน์ได้โดยตรง โดยการเทรด ICO ไม่จำเป็นต้องผ่านโบรกเกอร์

“วิธีการซื้อขายคือผู้เทรดต้องโอนเงินเข้ามาก่อนเพื่อพักไว้ ไม่ใช่เป็นการรอเพื่อจับคู่กันแล้วส่งเงินเข้ามา แต่เป็นการโอนจากธนาคารเข้ามาที่บัญชีของ TDAX ก่อน และหลังจากนั้นเราจะเติมเครดิตไปให้ผู้เปิดบัญชีแล้วถึงจะเทรดกันได้”

ทั้งนี้ นายปรมินทร์ยังกล่าวด้วยว่า บนกระดานเทรดเงินดิจิทัลของ TDAX ในส่วนที่เป็น ICO นั้น คอยน์สกุลแรกคือ เจฟิน คอยน์ และขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนแนะนำเพื่อเปิดตัว ICO คอยน์สกุลใหม่ ซึ่งเป็นการระดมทุนของบริษัท Start Up ซึ่งคาดว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าเงินดิจิทัลทั้งรายเก่าและรายใหม่

“ก่อนเปิดตัว ICO ตัวใหม่นี้จะมีช่วงเวลาของการประกาศข่าวจะมีช่วงเวลาของการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนรู้จะมีการทำ ICO ตัวใหม่เกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนก่อนเปิดตัวเพื่อประกาศให้ประชาชนรับรู้ หลังจากนั้นก็จะเปิดให้ลงทุน ซึ่งการเปิดตัวภายในวันเดียวแล้วได้รับความนิยมประมาณ 80-90% ก็มีความเป็นไปได้ เพราะคนรู้จักก่อนแล้ว ทุกคนพร้อมที่จะเข้ามาลงทุน”

นอกจากนี้ นายปรมินทร์ยังได้กล่าวถึงกรณีที่แบงก์ชาติออกหนังสือเวียนแจ้งไม่ให้สถาบันการเงินเป็นตัวกลางในการซื้อขายเงินดิจิทัลว่า บริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากการที่แบงก์ชาติออกหนังสือเวียนออกมาเป็นการขอความร่วมมือจากสถาบันการเงิน ซึ่ง TDAX ไม่ใช่สถาบันการเงิน แต่ยืนยันว่ามีมาตรฐาน และยังคงให้บริการด้าน Cryptocurrency รวมถึงการลงทุนเกี่ยวกับ ICO โดยผู้ที่สนใจจะลงทุนเกี่ยวกับ ICO สามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ WWW.TDAX.COM ก็จะเห็นตัวเลข ICO ที่โชว์อยู่ รวมทั้งเจฟิน คอยน์ และเหรียญเงินสกุลอื่นๆ

“ตอนนี้ทางการมีความเป็นห่วงเรื่องของนักลงทุนที่นำช่องทางเงินดิจิทัลมาใช้เพื่อเป็นการฟอกเงิน ซึ่งเป็นเรื่องหลักที่ทางการเป็นห่วง แต่ทาง TDAX มีการให้ทาง Outsource ที่จับมือร่วมกันกับบริษัท อินฟอร์เมติกซ์ พลัส ที่เคยทำ Security ให้กสทช. และ AIS มาทำระบบ Security ให้ ถือว่าเป็นระบบความปลอดภัยดีที่สุดในประเทศไทยในตอนนี้”

35 views0 comments