2561 ตามล่ากระทิง บนทางวิบาก


ตลาดหุ้นไทยในปี 2560 ที่ผ่านมาเป็นสภาพตลาดที่ครึ่งปีแรกดูไม่ค่อยดี เพราะตลาดเหมือนจะนิ่งอยู่กับที่ แต่มาครึ่งหลังของปีกลับฟื้นตัวดีขึ้นมาก จนดัชนีตลาดสามารถขึ้นมาทดสอบระดับ 1,750 จุดได้ จึงทำให้ภาพตลาดโดยรวมในปี 2560 ก็ไม่ได้แย่อย่างที่รู้สึกกันในช่วงต้นปี เมื่อผ่านปีก่อนมาสู่ปีใหม่ 2561 ซึ่งเป็นปีจอ ก็มีคำถามทันทีว่าตลาดหุ้นปีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่รู้ว่าบรรดาโหรและเซียนต่างๆ จะคิดอย่างไร แต่ในที่นี้เมื่อพิจารณาด้วยเหตุผลทางด้านพื้นฐานโดยรวมแล้ว บอกได้ว่าตลาดน่าจะยังดีต่อได้อีกปี และค่อนข้างมั่นใจได้ว่า ปี 2561 นี้จะเป็นปีที่ดัชนีตลาดจะทำสถิติสูงสุดใหม่ได้แน่นอน จากตัวเลขดัชนีสูงสุดเก่าที่ 20 ปีก่อนเคยทำไว้ที่ระดับ 1,789 จุด มาปีนี้มีหลายสถาบันก็มองดัชนีไปไกลกว่า 1,900 จุดแล้ว จึงไม่ต้องไปมองดัชนีที่ 1,800 จุด เท่ากับจะเป็นการทำลายสถิติสูงสุดใหม่แน่นอน เพียงแต่ยังไม่มั่นใจได้ว่าจะเป็นเดือนไหนที่ดัชนีจะทำลายสถิติสูงสุดเก่า

หากเปิดช่องกว้างให้ประเมินระยะเวลา ก็เชื่อได้มากว่าแค่ไตรมาสแรกของปีจอนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็คงจะทำลายสถิติสูงสุดเก่าได้แล้ว ส่วนสภาพตลาดในปี 2561 ก็เป็นธรรมชาติของตลาดที่จะต้องผันผวนไปเรื่อยๆ เนื่องจากจะมีหลากหลายปัจจัยที่กดดันตลาด ทำให้จะมีทั้งปัจจัยจบวกและลบคละกันไปตลอดปี จึงเป็นไปไม่ได้ที่ตลาดจะพุ่งขึ้นเหมือนกับการปล่อยจรวดสู่อากาศ แต่มองตลาดจะมีแนวโน้มค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นได้ ความผันผวนจะเป็นเพียงลักษณะการเคลื่อนตัวของดัชนี ที่จะมีขึ้นมีลงเท่านั้น แต่โดยรวมดัชนีจะขึ้นมากกว่าลง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเป็นจำนวนวัน หรือจำนวนครั้ง เป็นการประเมินจากตัวเลขดัชนีที่จะบวกมากกว่าลบเท่านั้น เมื่อรู้ว่าแนวโน้มตลาดอยู่ในทิศทางบวก กลยุทธ์การลงทุนก็เท่ากับบอกให้รู้ว่าสามารถเลือกลงทุนได้ดีในระยะยาว แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเก็งกำไรระยะสั้น ก็สามารถทำได้ อยู่ที่จะรู้จักใช้จังหวะในการซื้อขายได้ดีเพียงใดเท่านั้น จึงยังเป็นอีกปีที่นักลงทุนสามารถลุ้นและลงทุนได้ดี

การเติบโตของเศรษฐกิจและการลงทุนของรัฐ ยังขับเคลื่อนตลาดได้ดี

มองระบบการเงินไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจกำลังโตได้ดีอย่างต่อเนื่องนั่นเอง จึงจะหนุนให้ฐานะทางการเงินของไทยในภาคธุรกิจดีขึ้นไปด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยผ่านการจัดทำงบประมาณขาดดุลในปี 2561 นี้อีกกว่า 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2561 นี้โตได้อย่างต่อเนื่อง บวกกับการลงทุนจากภาคเอกชนมาเสริม ก็จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยปี 2561 นี้ มีการเติบโตได้มากกว่า 4%

ขณะเดียวกันการส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับชุมชน ก็จะเป็นอีกแรงที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกระดับหนึ่งด้วย ทางรัฐบาลคาดหวังมากว่าหากภาคเอกชนลงทุนมากขึ้นในปีนี้ ก็จะสามารถช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโตสูงกว่า 4% ได้อย่างแน่นอน ในปี 2560 ที่ผ่านมา เอกชนมีการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะมองในประเทศยังมีความล่าช้าในการลงทุนของภาครัฐ จึงเกิดความไม่มั่นใจ แต่เมื่อรัฐออกมาเร่งลงทุนตามโครงการและมาตรการต่างๆ มากขึ้นในปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ในประเทศดูมีความชัดเจนมากขึ้น ความชะงักการลงทุนของทางเอกชนก็จะหมดไป พบว่ามีหลายบริษัทมีการขยับการลงทุนมาตั้งแต่ปลายปีก่อนแล้ว นับเป็นสัญญาณที่ดีเกิดขึ้น และจะดีมากขึ้นในปี 2561 นี้

สิ่งที่มองได้ชัดและเป็นรูปธรรมมากขึ้นของการดำเนินการลงทุนจากภาครัฐ คือการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายแรกของไทย คือสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งมีการเริ่มก่อสร้างในวันที่ 21 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา โครงการนี้เป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงระหว่างกรุงเทพฯ-หนองคาย แต่จะเริ่มดำเนินการเฟสแรก เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมาก่อน ส่วนระยะที่ 2 จะเป็นการก่อสร้างช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทางอีกราว 650 กิโลเมตร ซึ่งโครงการนี้จะมีเป้าหมายเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงของประเทศลาวด้วย สำหรับโครงการระยะแรกเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมาจะใช้วงเงินลงทุน 179,413 ล้านบาท ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 4 ปี จะเห็นได้ว่าเป็นการลงทุนที่ใช้เงินจำนวนมาก ซึ่งเงินในส่วนนี้จะทยอยไหลหมุนเวียนในระบบนับจากปี 2561 เป็นต้นไป ทำให้มองว่าระบบภายในประเทศจะมีสภาพทางการเงินเพิ่มมาก จะเกิดผลดีกับธุรกิจต่อเนื่องไปด้วย นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะหนุนให้ตลาดหุ้นพลอยเคลื่อนไหวไปในทางบวก

การที่ไทยมีมาตรการและโครงการขนาดใหญ่ลงทุนจำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจไทยจะมีแรงขับเคลื่อนทั้งจากภายนอกและภายในไปพร้อมๆ กัน จึงมองเศรษฐกิจไทยจะโตได้ดีกว่าประเทศที่หวังพึ่ง แต่ปัจจัยจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แม้ว่าปัจจัยภายนอกจะเกิดการสะดุดไปบ้าง แต่เศรษฐกิจไทยจะไม่สะดุดตามแน่นอน อาจเป็นได้แค่การเคลื่อนตัวเร็วลดลงเท่านั้น จึงมองตลาดหุ้นจะเคลื่อนตัวดีตามการเติบโตของเศรษฐกิจได้ดีต่อไป

61 views0 comments