ให้มั่นใจ บจ.ในตลาด "สุขภาพดี"...ย้ำมอนิเตอร์ EARTH ใกล้ชิด


สยองหนี้ EARTH ลุกลาม ยอมรับเจ้าหนี้อาจเรียกคืน 5,500 ล้านทันที สั่นคลอนทั้งระบบ ขณะที่ แบงก์กรุงไทยเจ้าหนี้รายแรกที่ถูกเบี้ยวหนี้ แจงแบงก์ยังประคองตัวได้แม้ถูกเบี้ยว ด้านผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เกศรา มัญชุศรี ให้ความมั่นใจนักลงทุน ยืนยันบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนใหญ่สุขภาพแข็งแรง แต่ยอมรับมีบางบริษัทที่มีปัญหาหนี้จนไม่สามารถชำระได้อย่าง EARTH โดยได้มีการตรวจสอบมอนิเตอร์บริษัทที่ปัญหาอย่างใกล้ชิดว่าเกิดจากสาเหตุใด

กรณีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ หรือ EARTH ที่ ประสบปัญหา จนกระทั่ง ไม่สามารถชำระหนี้ได้ และผิดนัดชำระ ตั๋วบีอีงวดแรก วันที่ 6 มิถุนายน 2560 จำนวน 40 ล้านบาท และ 8 มิถุนายนอีก 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่มาก แต่ก็ทำให้บริษัทไม่มีเงินพอที่จะชำระหนี้ได้ และกังวลว่า หนี้ที่ครบกำหนดชำระในงวดถัดไป คือ 15 มิถุนายน และงวดอื่นๆ ต่อไป ก็จะไม่สามารถชำระได้เช่นกัน เป็นไปตามที่ เคยมีข่าวก่อนหน้านี้ ว่า EARTH คือหนึ่งในจำนวนหลายบริษัทที่เริ่มมีปัญหาออกอาการว่าจะไม่สามารถชำระคืนหนี้ตั๋วบีอีได้ ซึ่งในที่สุด EARTH ก็ไม่สามารถชำระหนี้ตั๋วบีอีได้จริงตามที่เคยรายานปรากฏเป็นข่าวมาก่อนหน้านี้

มิหนำซ้ำ รายงานล่าสุดที่ นายธนาวรรธน์ ประทุมสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการ EARTH แจ้งตลาดหลักทรัพย์ เมื่อ 9 มิถุนายน 2560 ยังระบุด้วยว่า ณ วันที่ 9 เท่ากับบริษัทผิดนัดชำระหนี้ไปแล้ว 90 ล้านบาท ดอกเบี้ยตั๋วบีอี จึงปรับเพิ่มเป็นดอกเบี้ยผิดนัดชำระจาก 3.75-4% เพิ่มเป็น 7.5% และหนี้ตั๋วบีอีที่จะครบกำหนดชำระในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ล็อตนี้ยังเหลืออีก 500 ล้าน

บาท ก็มีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้เช่นกัน

“ผลกระทบในการผิดนัดชำระหนี้ อาจทำให้สถาบันการเงินพิจารณาทบทวนวงเงินสินเชื่อ ของบริษัทใหม่อีกครั้ง และทำให้บริษัทไม่สามารถออกตราสารหนี้ประเภทตั๋วแลกเงินฉบับใหม่ทดแทนตั๋วแลกเงินเดิมที่ถึงกำหนดได้ นอกจากนี้ บริษัทจะมีความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจลดลง และทำให้ต้องดำเนินธุรกรรมเป็นเงินสดมากขึ้น”

ในรายงานยังระบุอย่างน่ากังวลอีกด้วยว่า “หากการผิดนัดชำระหนี้ครบ 500 ล้านบาท (ยกเว้นเจ้าหนี้การค้า) อาจเป็นเหตุให้เข้าข่ายเป็นเหตุผิดนัดของหุ้นกู้ที่บริษัทได้ออกเสนอขายครั้งที่ 1/2558 ที่ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ.2560 และครั้งที่ 1/2559 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ.2562 มีมูลค่ารวม 5,500 ล้านบาท และอาจเป็นเหตุให้มีการเรียกชำระหุ้นกู้คืนโดยทันที”

นั่นหมายความว่า สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้รายอื่นๆนอกจากที่ปรากฏชื่อว่าเป็นสถาบันการเงินเจ้าหนี้รายแรกที่ถกเบี้ยวหนี้คือ แบงก์กรุงไทย อาจไม่มีความไว้วางใจ และเรียกหนี้คืนก่อน ซึ่งจะยิ่งทำให้บริษัทมีปัญหา รวมทั้งยังทำให้ เกิดข้อกังวลขึ้นกับ บริษัทอื่นๆอีกหลายแห่ง ที่ระดมเงินโดยการออกตั๋วเงินบีอีมาก่อนหน้านี้ ว่าจะมีลักษณะปัญหา “เบี้ยวหนี้” เช่นเดียวกันกับ EARTH ได้ รวมทั้งเกรงว่าจะกระทบบานปลายใหญ่โตไปถึงตัวสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้แม้ว่า ด้านของแบงก์ กรุงไทย จะออกมายืนยันว่ากรณี EARTH ผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลกระทบต่อแบงก์น้อย

“ในฐานะเจ้าหนี้รายหนึ่งของ EARTH เปิดเผยว่า EARTH เป็นผู้ประกอบการธุรกิจถ่านหินรายใหญ่รายหนึ่งของประเทศ มีฐานลูกค้าในหลายประเทศ และที่ผ่านมาธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง EARTH ได้แสดงเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้น หาก EARTH มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ธนาคารก็พร้อมที่จะให้การดูแล และคาดว่าปัญหาน่าจะคลี่คลายได้ในที่สุด

ธนาคารมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง หากกรณีดังกล่าว ทำให้ธนาคารต้องมีการสำรองหนี้เพิ่ม จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคารไม่มาก ธนาคารยังคงสามารถรักษาอัตราส่วนเงินสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพในระดับที่เหมาะสมได้” นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์กรุงไทย ชี้แจงให้ความมั่นใจ

อย่างไรก็ตาม กรณีปัญหา หนี้ตั๋วเงินที่ผิดนัดชำระหลายบริษัทก่อนหน้านี้ รวมทั้ง EARTH ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ความเป็นห่วงกังวลจงไม่ได้มีเพียงแต่กับเจ้าหนี้ แต่นักลงทุนที่ลงทุนอยู่ก็มีความห่วงไปกับสภาพบริษัทที่มีปัญหาด้วย

ในเรื่องนี้ นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กล่าวชี้แจงกับทีมงาน “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ว่านักลงทุนยังคงสบายใจได้ เนื่องจาก โดยสภาพทั่วไป บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทที่ดี เรียกว่า มีสุขภาพที่ดี

“สิ่งที่เกิดขึ้น เรียกว่า ปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ คือ ตั๋วบีอี จะเป็นตั๋วระยะสั้น ที่มีปัญหา หรือแม้จะเป็นหุ้นกู้ก็ตามที่มีปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่บริษัทไม่สามารถชำระหนี้ครบกำหนดได้นี้คือ ปัญหาเฉพาะบริษัทเท่านั้น โดยเฉลี่ยทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงไม่มีปัญหา โดยเมื่อสิ้นไตรมาส 1/2560 บริษัทจดทะเบียนมีหนี้ต่อทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.2 เท่า คือมีหนี้ 1.2 เท่ามีทุน 1 เท่า หมายความว่า สุขภาพโดยรวมเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนมีสุขภาพที่ดี มีหนี้ไม่มากนัก

แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีบางบริษัทที่อาจจะมีหนี้มากแล้วความสามารถในการชำระหนี้ช่วงนี้อาจจะประสบปัญหาทางธุรกิจ ตอนนี้ก็มีที่เพิ่มมาใหม่อีกรายหนึ่งคือ EARTH ซึ่งแต่ละบริษัทที่เกิดปัญหาขึ้น ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง ทางสำนักงานกลต.เอง ก็เข้าไปมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้รับทราบว่าสาเหตุหลักๆ มาจากอะไร มาจากทางด้านธุรกิจที่อาจจะติดขัดหรือสะดุด แต่ยังเชื่อว่าในส่วนบริษัทอื่นๆยังพอไปได้ เพราะโดยเฉลี่ยแล้ว สุขภาพยังดีกันอยู่”

อนึ่ง ในส่วนกรณีของ IFEC ที่มีประเด็นปัญหามาอย่างยาวนาน จนล่าสุดมีการนำเรื่องร้องเรียนนายก และมีการฟ้อง ม.157 ก.ล.ต.ไปแล้วนั้น นางเกศรากล่าวว่า กรณี IFEC นี้ เป็นกรณีที่มีความท้าทาย ในเรื่องกฎ ระเบียบที่อยู่ในปัจจุบันนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร

“ในการแก้ปัญหาบางครั้งบางคราว ส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรง (ผู้บริหารสองฝ่าย) ไม่ตกลงกัน จะทำอย่างไรให้มีการตกลงกัน ก็จะเป็นความท้าทายของพวกเรา และจะต้องไปดูช่องทางหลายช่องทางว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ถือหุ้นได้รับความเป็นธรรม

ยอมรับว่าเราก็อยู่ในช่วงปรับปรุง และแก้ปัญหานั้นไป ซึ่งเป็นเรื่องพฤติกรรมของคนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง และแวดวงในอุตสาหกรรมนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนไปพอสมควร ทำให้บางเรื่องที่ดูไม่ซับซ้อน กลับกลายเป็นซับซ้อน”

Credit ภาพ: www.set.or.th

49 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691