ขอแค่กลับไปปิดเหนือ 1,575 จุดก่อน


เปราะบางมาก ! การที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง สวนทางกับตลาดหุ้นสหรัฐ, ยุโรป และเอเชียในสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากจะสะท้อนภาพในมุมของ Tactical ที่ระบุว่าตลาดหุ้นไทยมีผลงานที่แย่ หรือ Underperform ตลาดหุ้นโลกในเชิงของ Relative Strength แล้ว ในมุมของปัจจัยขับเคลื่อนคงต้องสรุปว่าการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่ได้เกิดจากความกังวลทางการเมืองระหว่างประเทศที่มีสหรัฐเป็นแกนกลาง, สถานการณ์การเมืองในยุโรป โดยเฉพาะการเลือกตั้งในฝรั่งเศส และ Brexit ในอังกฤษ รวมทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีแน่นอน เพราะตลาดหุ้นที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งสหรัฐ, ยุโรป และเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นหมดในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในมุมมองของ “นายหมูบิน” ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคง Underperform ในระยะสั้น คงเกิดจากการขาดปัจจัยหนุนเฉพาะตัวใหม่ๆของตลาดหุ้นไทยมากกว่า โดยเฉพาะประเด็นของผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดเท่าไรนัก ตรงกันข้ามพบว่าหลังการประกาศงบของกลุ่มธนาคารออกมา Sentiment กลับดูแย่ลงด้วยซ้ำ ขณะที่ในส่วนของแนวโน้มในเชิง Tactical พบว่าการที่ล่าสุด SET ยังคงอยู่ในภาวะ Dead Cross ขั้นที่ 3 ประกอบกับ Indicator ระยะสั้นทุกตัวยังคงมีสัญญาณ “Bearish” และ Momentum ยังคงสนับสนุนการพักตัว

ดังนั้นตราบใดที่ SET ยังคงไม่สามารถกลับไปปิดเหนือ 1,575 จุด แนวโน้มในระยะไม่เกิน 1 สัปดาห์ อยากให้มองว่าเป็นแค่การ “Technical Rebound” ไว้ก่อน

อย่างไรก็ดี “นายหมูบิน” ยังคงอยากให้จับตาการเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลักด้วย โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่องค์ประกอบในเชิง Tactical ของ SET ในเรื่องของ Foreign Fund Flows ดูไม่ค่อยดีนัก โดยล่าสุดพบว่าค่าเงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง ขณะที่ดัชนี Accumulated Foreign Fund Flow แม้ว่าจะกลับมาเป็นบวกสั้นๆ จากการที่ต่างชาติซื้อสุทธิเข้าในวันศุกร์ที่ผ่านมาราว 3 พันกว่าล้านบาท แต่ Indicator ระยะสั้นอย่าง MACD ของตัวดัชนีฯเองยังคงมีสัญญาณ “Bearish”

ถ้าในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค.2560 นี้ นักลงทุนต่างชาติไม่กลับมาเข้าซื้อต่อเนื่อง โอกาสที่ SET จะปรับตัวลงในช่วงเดือน พ.ค.2560 ก็มีเช่นกัน แต่ในมุมมองของ “นายหมูบิน” อย่าเรียกว่า “Sell in May and Go Away” เลยครับ เพราะผมมองว่าถ้า SET ไม่ลงไปปิดต่ำกว่า 1,550 จุดอีกครั้ง จะเป็นการย่อเพื่อไปต่อได้ในระยะ 1-3 เดือนมากกว่า

นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐคือปัจจัยเสี่ยง ! : โดยส่วนตัว “นายหมูบิน” มองว่าตลาดหุ้นไทยจะได้รับประโยชน์จากความพยายามในการลดภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มาก หรืออาจจะออกมาในด้านลบไปเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากเป็นที่ชัดเจนว่านโยบายการลดภาษี และการประกาศการลงทุนภาครัฐมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก เพราะรายได้จากภาษีจะลดลง แต่กำลังจะใช้เงินเพิ่มขึ้นในการลงทุน ซึ่งประเด็นนี้มีสำนักวิจัยในต่างประเทศได้ออกมาระบุแล้วว่าจริงๆแล้วทั้งหมดเป็นความตั้งใจของสหรัฐที่จะทำให้นโยบายการคลัง หรือ Fiscal Policy เข้ามามีบทบาท หรือรับช่วงต่อจากการใช้นโยบายการเงิน หรือ Monetary Policy ในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีบทบาทมากในช่วงที่ผ่านมา... ซึ่งฟังดูไม่น่ามีปัญหากับตลาดหุ้นไทย ...แต่มีครับ ! เพราะล่าสุดเฟดเองได้ส่งสัญญาณออกมาชัดเจนแล้วว่าจะลดบทบาทในการเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกำลังจะเข้าสู่ “Exit Strategy” โดยการขึ้นดอกเบี้ย และการลดขนาดของงบดุล หรือ Balance Sheet ของเฟดในช่วงปลายปีนี้

ในทางเทคนิคการที่เฟดจะลดขนาด Balance Sheet ก็คือการค่อยถอนเม็ดเงินจากมาตราการ QE ออกมานั้นเอง พูดง่ายๆคือตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป ถ้าพันธบัตรที่เฟดเข้าซื้อไว้ตามมาตรการ QE หมดทยอยอายุลง เฟดจะไม่เข้าไป Rollover อีกแล้ว และเงินที่เฟดจะได้รับกลับมาจากพันธบัตรที่ครบอายุ จะถูกนำส่งกลับไปยังกระทรวงการคลังของสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะนำเงินเหล่านี้ไปใช้ในการลงทุนภาครัฐมูลค่ามหาศาลของสหรัฐ แม้ว่ารัฐบาลกำลังประกาศลดรายได้โดยที่ลดภาษีก็ตาม ผลที่ตามมาคือเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจะถูกดึงออกจากตลาดการเงินโลกอย่างต่อเนื่อง และตลาดหุ้นไทยที่เคยได้ประโยชน์จากมาตรการ QE มาอย่างต่อเนื่องจะได้รับผลกระทบจากประเด็นดังกล่าวแน่นอน

ฝรั่งกำหนด “Sell in May and Go Away” ! : โอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะเกิด “Sell in May and Go Away” เป็นปัจจัยที่นักลงทุนมีความกังวลมากๆในระยะสั้น โดยเฉพาะในภาวะที่การเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างชาติยังไม่นิ่ง เพราะแม้ว่าถ้าพิจารณาจากสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2550-2559) จะพบว่า SET ยังคงให้ผลตอบแทนในเดือน พ.ค. เฉลี่ยราว 0.62% โดยที่ SET มีโอกาสปรับตัวลง หรือมี Loser Percentage ราว 50% ซึ่งถ้าพิจารณาจากสถิติข้างต้น

คงพอสรุปได้ระดับหนึ่งว่า SET คงไม่ได้เคลื่อนไหวตามความเชื่อเรื่อง “Sell in May and Go Away” มากนัก เพราะโดยเฉลี่ยแล้วช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SET ไม่ได้ปรับตัวลงในเดือนดังกล่าว แต่ถ้าพิจารณาปัจจัยเสี่ยงจะพบว่าถ้าพิจารณาจากสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2550-2559) เช่นกัน การเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างชาติมีผลต่อทิศทางของ SET ในเดือน พ.ค. มากที่สุด เนื่องจากสถิติในช่วงเวลาดังกล่าวระบุว่านักลงทุนต่างชาติจะเป็นฝั่งที่ขายสุทธิออกมาราว 50% หรือ 5 ใน 10 ปี เท่ากับสถิติการเคลื่อนไหวของ SET ข้างต้น ด้วยมูลค่าขายสุทธิเฉลี่ย 9.1 พันล้านบาท

ขณะที่ประเด็นที่มีนัยสำคัญมากกว่านั้นคือ ถ้าพิจารณาจากสถิติจะพบว่า 80% หรือ 8 ใน 10 ปีที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของ SET ในเดือน พ.ค. จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างชาติ คือถ้าต่างชาติซื้อ SET จะปรับตัวขึ้น และถ้าต่างชาติขาย SET จะปรับตัวลง จะมีเพียงแค่ปี 2557 และ 2558 เท่านั้นที่ไปคนละทางกัน... ดังนั้นในมุมมองของ “นายหมูบิน” การเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างชาติจึงจะมีผลอย่างมากต่อทิศทางของ SET ในเดือน พ.ค.2556

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) : กรณีที่ SET ยังคงปิดเหนือกว่า 1,550 (+/-5) จุดได้ แนะนำ “อ่อนตัวซื้อเก็งกำไร” ในหุ้น PTT, PTTGC, TOP, KBANK, SCB, STEC, CK, SCC, LH, SIRI, INTUCH และ ADVANC ขณะที่กรณีตรงข้ามที่ SET กลับมาปิดต่ำกว่า 1,550 (+/-5) จุดอีกครั้ง แนะนำ กลับมา “ถือเงินสด” หรือ “Wait and See” ....สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/moobin.stockmania และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ทาง FM 101 ทุกวันอาทิตย์ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” เวลา 10.00-12.00 น.เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

67 views0 comments