Search

เงินคงคลังกับเงินทุนสำรอง


พักนี้เพื่อนฝูงและคนที่รู้จัก รวมทั้งข่าวคราวในโซเชียลมีเดีย พูดถึงเรื่องเงินคงคลังและเงินทุนสำรองกันค่อนข้างจะกว้างขวาง ส่วนใหญ่วิตกกังวลว่ารัฐบาลกำลังจะถังแตกเพราะเงินคงคลังเหลือเพียง 74,000 ล้าน บางคนว่า ถ้าเงินคงคลังเหลือน้อย ก็ไปดึงเงินทุนสำรองที่มีอยู่เกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์มาใช้ แทนที่จะทิ้งไปในบัญชีมากมาย

ความจริงเงินคงคลังเป็นแค่เงินในบัญชีของรัฐที่สำรองไว้จ่ายหน่วยราชการที่ได้รับอนุมัติงบประมาณรายจ่ายจากรัฐบาลในแต่ละปีงบประมาณ วิธีการเบิกจ่ายคือหน่วยราชการจะเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายที่ได้รับจากกระทรวงการคลังตามที่จ่ายจริงจากบัญชีเงินคงคลังเป็นรายๆไป จึงไม่มีความจำเป็นที่รัฐหรือกระทรวงการคลังจะต้องหาเงินมาใส่บัญชีเงินคงคลังให้เต็มวงเงินค่าใช้จ่ายของหน่วยราชการทุกแห่งตามวงเงินงบประมาณ

เพราะฉะนั้น กระทรวงการคลังจึงสำรองเงินคงคลังไว้จำนวนหนึ่งให้พอเพียงและเหมาะสมกัน

การทยอยเบิกจ่ายและการเก็บรายได้ภาษีอากร ฯลฯ ของรัฐบาล ถ้ารายได้ไหลเข้าน้อยในช่วงขณะใดขณะหนึ่ง ก็จะกู้เงินมาเข้าบัญชีเงินคลังให้เพียงพอที่จะจ่ายให้หน่วยราชการที่เบิกจ่ายเข้ามา

ว่าไปแล้ว การบริหารเงินคงคลังของรัฐก็เหมือนกับการบริหารสภาพคล่องของธุรกิจภาคเอกชนหรือเงินสดในกระเป๋าของประชาชนทั่วไป คือดูแลให้มีเงินสดหรือสภาพคล่องให้เพียงพอหมุนเวียน ไม่มากไป ไม่น้อยไป ไม่กู้เงินเกินความจำเป็นเพื่อสำรองในบัญชี เพราะเสียดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้ และไม่น้อยไปจนหมุนเงินไม่ทัน

กระทรวงการคลังบริหารเงินคงคลังและสภาพคล่องมานานหลายสิบปีแล้ว จึงมีประสบการณ์และข้อมูลเพียงพอที่จะทราบว่าควรสำรองเงินคงคลังขณะใดขณะหนึ่งมากน้อยเพียงได้ ไม่น่าเป็นห่วงว่าจะทำให้รัฐบาลถังแตกเพราะไม่มีเงินจ่ายหน่วยราชการ ผมว่าเรามาเป็นห่วงว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายดอกเบี้ยและภาษีให้รัฐบาลดีกว่า เพราะอีกไม่กี่เดือนก็ถึงเวลาที่จะต้องหาเงินมาจ่ายภาษีให้รัฐบาลเติมเงินในบัญชีเงินคงคลังแล้ว

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นห่วงฐานะการคลังของรัฐบาลจริงๆ ท่านควรไปติดตามการกู้เงินของรัฐบาล มากกว่าการติดตามตัวเลขเงินคงคลังว่าเหลือเท่าไร เพราะเงินกู้คงค้างมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเพราะการทำนโยบายงบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบหลายปีที่ผ่านมา จนทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นพร้อมกับยอดเงินต้นที่สะสมเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี แม้ว่าการก่อหนี้ของรัฐจะมีกรอบวินัยการคลังว่า ไม่ควรกู้จนทำให้หนี้สาธารณะสูงเกินร้อยละ 50 ของจีดีพี และมีการกำหนดสัดส่วนเงินกู้ในแต่ละปีกับวงเงินงบประมาณไว้ไม่เกินร้อยละ 20 ตามกฎหมายงบประมาณ

ความเสี่ยงจากการกู้เงินของรัฐจะสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการใช้เงินกู้ที่นำไปลงทุนว่าสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้คุ้มกับการลงทุนหรือไม่ เพราะถ้าการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลตามเป้าหมาย จีดีพีของประเทศจะขยายตัว ทำให้งบประมาณแผ่นดินขยายตัว ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถที่จะกู้เงินเพิ่มขึ้นถ้าจำเป็นที่จะต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อไป

ในทางตรงกันข้าม ถ้าการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย ฐานะการคลังย่อมอ่อนแอลง ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนที่เกิดขึ้นในลาตินอเมริกาและยุโรปที่รัฐบาลกู้เงินมาใช้จ่ายลงทุนโดยไม่เคารพวินัยการคลัง ภาระหนี้สินของประเทศจึงเพิ่มขึ้น จนทะลุเพดานการก่อหนี้ เจ้าหนี้จึงขาดความเชื่อมั่นและเรียกหนี้คืนพร้อมๆ กัน

สังเกตไหมครับว่า ปัญหาหนี้ของรัฐก็เหมือนปัญหาหนี้ของเรา คือถ้ากู้มากเกินไป ท้ายที่สุดเราก็ไม่มีเงินหรือรายได้ที่จะจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นให้เจ้าหนี้ และเจ้าหนี้จะเริ่มทวงหนี้คืน ไม่ให้กู้ใหม่ หนี้ของรัฐบาลกับหนี้ของเราจึงต่างกันที่ขนาดของหนี้และการบังคับใช้หนี้ เพราะถ้าเราล้มละลาย เจ้าหนี้ก็ฟ้องศาลให้เราล้มละลายแล้วเข้ามายึดทรัพย์สินใช้หนี้ แต่หนี้ของประเทศนั้นถ้ารัฐบาลไม่มีเงินใช้หนี้ เจ้าหนี้ไม่สามารถจะเข้ามายึดประเทศลูกหนี้เพื่อเอาทรัพย์สินไปขาย ยกเว้นบางประเทศที่ยอมขายทรัพย์สินของประเทศ เช่น รัฐวิสาหกิจให้ต่างชาติเพื่อชดใช้หนี้โดยสมัครใจ เพราะเกรงว่าต่อไปจะกู้เงินมาใช้จ่ายไม่ได้

ส่วนผู้ที่แนะนำให้เอาเงินสำรองมาใช้เพราะเงินคงคลังต่ำ คงเข้าใจผิดว่าเงินทุนสำรองเป็นเงินของรัฐบาลอีกก้อนหนึ่งที่สำรองไว้เฉยๆ แต่ความจริงเงินคงคลังกับเงินทุนสำรองนั้นไม่เกี่ยวข้องกันเลย เพราะเงินทุนสำรองเป็นสินทรัพย์ต่างประเทศ เช่น เงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้ และสินทรัพย์อื่นที่กฎหมายกำหนดให้ใช้เป็นทุนสำรองได้เช่นทองคำ เงินทุนสำรองบางส่วนใช้เพื่อหนุนหลังเงินบาทที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพิมพ์ออกใช้ บางส่วนถูกใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพเงินบาทโดยการแทรกแซงตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศเมื่อจำเป็น และที่สำคัญคือเพื่อรองรับการไหลออกของเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนระยะสั้น และเงินกู้ต่างประเทศที่รัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย และธุรกิจภาคเอกชน กู้มาใช้จ่ายและลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะเงินร้อนระยะสั้นที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้และตลาดทุน ซึ่งอาจจะไหลออกได้ทุกขณะเมื่อนักเก็งกำไรทำกำไรได้ตามเป้าหมาย หรือมีโอกาสที่จะเก็งกำไรในตลาดอื่นที่เปิดให้ลงทุนทั้งโลก

เช่นเดียวกันเงินคงคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบันมีประสบการณ์และข้อมูลเพียงพอที่จะทราบว่าประเทศไทยควรดำรงเงินทุนสำรองไว้เท่าไรจึงจะพอเพียง แม้ว่าการคำนวณความพอเพียงของเงินทุนสำรองในปัจจุบันจะยากและซับซ้อนกว่าในอดีตที่คำนวณจากมูลค่าการนำเข้าและเงินกู้ระยะสั้นเท่านั้น

เงินคงคลังกับเงินทุนสำรองของประเทศจึงมีที่ไปที่มา มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน และมีกฎหมายกำกับคนละฉบับ รัฐบาลไม่สามารถไปดึงเงินทุนสำรองมาแลกเป็นเงินบาทแล้วใส่เข้าไปในเงินคงคลังอย่างที่บางท่านเข้าใจ

สรุปแล้ว อย่าไปวิตกวิจารณ์อะไรเลยครับที่เงินคงคลังจะลดลง เพราะเป็นเรื่องการบริหารสภาพคล่อง บางทีอาจลดลงเพราะรัฐบาลเร่งรัดให้หน่วยราชการเร่งการทำงานให้เสร็จแล้วเบิกจ่ายเงินให้ผู้รับเหมาเพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบตามนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ได


For advertising please call: 02-2534691