Search

ตัวแทน AIA ลุกฮือขับไล่ CEO..กบเลือกนายหรือผลประโยชน์?


ช่วงเดือน เม.ย.ตัวแทนประกันชีวิต บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย (AIA) กลุ่มใหญ่นับ 1,000 คน จากทั้งหมดกว่า 6 หมื่นคน ไม่ได้สนใจเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะหมดอารมณ์ไปกับปัญหาภายในบริษัท กรณี “ซาลูน ธรรม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จะปรับเปลี่ยนให้ “คริส อาว” ผู้บริหารจากเอไอเอ ฮ่องกง มาแทนที่ “สัตยา เทพบรรเทิง” ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายตัวแทน ซึ่งถือเป็นแม่ทัพฝ่ายขายระดับพระกาฬที่อยู่คู่เอไอเอมายาวนาน จึงทำให้เกิดแรงกระเพื่อมจากความไม่พอใจอย่างมากในกลุ่มตัวแทน ถึงขั้นพากันแต่งชุดดำตั้งวงก่อม็อบประท้วงใต้ตึกสำนักงานใหญ่ย่าน ถ.สุรวงศ์ จนเป็นที่ฮือฮาทั่ววงการ

แถมเป็นม็อบไฮเทคอีกต่างหาก จากผลของการใช้เครือข่ายโซเชียลเข้าไปช่วยบดขยี้บี้แหลก นัยว่าเพื่อให้โลกรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอาณาจักรยักษ์ใหญ่ประกันชีวิตไทยที่ยังคงความเป็นเต้ยในวงการมายาวนานเกือบ 80 ปี

แกนนำม็อบ “ศิริพร พุทธรักษ์” อดีตนายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน (THAIFA) ให้เหตุผลว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่เหมาะสมกับสภาพตลาดและธุรกิจประกันชีวิตไทย เพราะตัวแทนเอไอเอส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยคุ้นชินกับแม่ทัพผ่ายขาย หรือ CAO ที่เป็นชาวต่างชาติ หมายความว่าสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง

ที่สำคัญ กองทัพตัวแทนเอไอเอหลายหมื่นชีวิต ถือว่าเป็นหน่วยหน้าสร้างรายได้ให้กับบริษัทมาต่อเนื่องยาวนาน หรือพูดง่ายๆว่าแรงงานตัวแทนไทยเป็นผู้สร้างผลิตผลและความมั่งคั่งให้กับบริษัทมานับไม่ถ้วนและหลายสิบปี

ดังนั้น การจะปรับเปลี่ยนอะไรก็ตามที่มีผลต่อองคาพยพหลักโดยรวม อย่างน้อยๆควรต้องมอง หรือพูดจาทำความเข้าใจกันให้ถ่องแท้ เป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องของความรู้สึกนึกคิดที่จะต้องเปลี่ยนไป เมื่อต้องเปลี่ยนไปหาผู้นำฝูงคนใหม่ที่มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางนโยบายขององค์กร เพราะที่นี่ คือ แหล่งลงทุนจากประเทศไทย แต่เจ้าของเงินทุน หรือหุ้นส่วนหลักนำผลกำไรจากการประกอบการ กลับไปประเทศต้นทางทุกปี มากน้อยแล้วแต่ภาวะธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในช่วงนั้นๆ

ลำพังเอไอเอเปลี่ยนสถานะเจ้าของกลุ่มเอไอจี (AIG) จากสหรัฐอเมริกา หลังจากผลวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ช่วงปี 2551 ที่ทำให้ยุโรปซวนเซไปค่อนทวีปแล้ว จากนั้นเอไอเอก็แยกตัวเป็นเอกเทศจากเอไอจี หันไปชุบตัวแปลงโฉมใส่ตะกร้าใหม่ใส่ตัวเองเข้าไปสร้างมูลค่าในตลาดหุ้นหั่งเส็งฮ่องกง เพื่อล้างสถานะจากบริษัทประกันชีวิตสัญชาติอเมริกันเป็นเอเชีย ทั้งที่จริงจุดเริ่มของธุรกิจเอไอเอในเอเชีย ก็เริ่มต้นที่เมืองเซี่ยงไฮ้ตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

ช่วงการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นั้น ตัวแทนและพนักงานส่วนใหญ่ของเอไอเอยังมีความรู้สึกว่าดีมากขึ้นที่ไม่เพียงแต่เอไอเอเลิกเป็นแบรนด์ฝรั่ง หันกลับมาเป็นแบรนด์ของคนเอเชีย (แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าเป็นแบรนด์ฝรั่งอยู่ก็ตาม) น่าจะทำให้การเชื่อมต่อแผนการตลาดง่ายขึ้น นั่นหมายถึงพูดจาสื่อสารกันแบบฉบับคนเอเชียด้วยได้เข้าใจ

ทว่า ที่ไหนได้ สถานะเอไอเอที่เปลี่ยนไป แต่หาได้มีผลต่อสถานการณ์และสภาพแวดล้อมโดยรวมให้ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะโลกธุรกิจยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้เอไอเอมีความหลากหลายในด้านการบริหารจัดการ แต่ที่คงแนวทางเหนียวแน่นไม่ค่อยเปลี่ยน นั่นคือ ยังเน้นให้มีผู้บริหารชาวต่างชาติเข้ามาดูแลการบริหารระดับบน เช่นเดียวกับกับเอไอเอ ประเทศไทยที่ระบบโครงสร้างการบริหารถูกกุมอำนาจโดยชาวต่างชาติ ทั้งฝ่ายลงทุน ฝ่ายบริหารภายในและฝ่ายขาย

การลุกฮือประท้วงของฝ่ายขายที่เกิดขึ้น จุดติดกระแสไม่ไม่กี่วัน เรื่องราวก็สงบ หลังจากทางบริษัทแม่ที่ฮ่องกงส่งทีมเจรจามาหารือกับเหล่าแกนนำผู้ก่อการว่าข้อเรียกร้องที่แท้จริงคืออะไรและถ้ายังไม่หยุดเคลื่อนไหว โดยนำโลโก้บริษัทไปเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางสัญลักษณ์และเผยแพร่ไปทั่วเครือข่ายสังคมออนไลน์ บริษัทแม่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ในฐานะที่เอไอเอเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง เพราะถือเป็นการละเมิดร้ายแรงและสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของบริษัท ฝ่ายผู้ประท้วงจึงหยุดการเคลื่อนไหวและปิดเครือข่ายโซเชียลทั้งหมด แม้ว่าจะเปิดข้อมูลล่อนจ้อนไปมากแล้วก็ตาม นี่ถือเป็นไม้แรกที่บริษัทกำราบได้อยู่หมัด

ไม้ต่อมา แม้ไม่มีรายงานเปิดเผยอย่างเป็นทางการออกสื่อสาธารณะภายหลังเจรจาต้าอ้วยทุกฝ่ายแล้ว ขาใหญ่อย่าง “สัตยา” ก็ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้จัดการทั่วไป ด้านปฏิรูปฝ่ายตัวแทนและการสื่อสาร โดยในบทบาทใหม่นี้ “สัตยา” จะมุ่งมั่นจะขับเคลื่อนการปฏิรูปฝ่ายขายของเอไอเอ ประเทศไทย ให้บรรลุตามเป้าหมาย โดยจะทำงานใกล้ชิดกับ “ตัน คาร์ โฮ” อธิการบดีและผู้บริหารศูนย์ฝึกอบรมผู้บริหาร เอไอเอ ลีดเดอร์ชิปเซ็นเตอร์ (AIA Leadership Centre – ALC) ในเรื่องกลยุทธ์การปฏิรูป

รวมทั้งจะทำหน้าที่สำคัญในการสานสัมพันธ์ระหว่างพลังตัวแทนกับบริษัท เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความเข้าใจที่ตรงกันในเรื่องต่างๆ ซึ่ง “สัตยา” จะยังคงเป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริหารและรายงานตรงต่อประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาความเข้าใจระหว่างพลังตัวแทนและบริษัท ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในการปรึกษาเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตัวแทนและลูกค้า บริษัทได้จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายขาย (Agency Advisory Board – AAB) ขึ้น โดย “สัตยา” จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของคณะกรรมการนี้ ซึ่งจะมีบทบาทในการให้คำแนะนำและมอบข้อเสนอแนะให้กับประธานเจ้าหน้าที่บริหารในเรื่องสำคัญต่างๆที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายขายและลูกค้า

บทสรุปของการปิดจ๊อบครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า “มาร์ค ทักเกอร์” บิ๊กบอสใหญ่ กลุ่มเอไอเอ ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ สามารถสั่งได้ทุกเรื่อง ทุกนโยบายว่าจะทิศทางของงานในแต่ละประเทศมุ่งเน้นขยายโอกาสธุรกิจอะไรได้บ้าง เรียกได้ว่า “เอาอยู่”

ทว่า ดูเผินๆแล้วเรื่องราวเหมือนจะจบลงแบบวิน-วินด้วยกันทุกฝ่าย กลุ่มฝ่ายขายก็ยังเป็นฝ่ายขายเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทีมใครทีมมันไป ปัญหาคลื่นใต้น้ำก็นิ่ง เพราะผู้บริหารชาวต่างชาติ “กด” เอาไว้หมด ยอมตามข้อเสนอ “บางอย่าง” ของแกนนำใหญ่ ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยตัวตน แต่เมื่อสแกนไล่เรียงดูขอบเขตอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ของ “สัตยา” แล้ว ปรากฎว่าเหมือนเป็นบทบาทสะพานเชื่อมโยงระหว่างบริษัทกับฝ่ายขาย ไม่ได้เป็นบิ๊กบราเธอร์เหมือนเก่า แม้จะมีพลังศรัทธาเหนียวแน่นจากฝ่ายขายเกินร้อยอยู่ก็ตาม

เมื่อเรื่องราวสงบลง ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเองไป จากนั้นไม่กี่เดือน “ซาลูน ธรรม” ก็ตัดสินใจลาออก ซึ่งฝ่ายขายเอไอเอเท่านั้นที่รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นและรู้ด้วยว่านับจากนั้นเป็นต้นไปเอไอเอ ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ส่วนไม่เหมือนเดิมอย่างไรนั้น “มาร์ค ทักเกอร์” และ “สัตยา เทพบรรเทิง” แอนด์ โค เท่านั้นที่รู้อยู่เต็มอก.


For advertising please call: 02-2534691