Search

ขายสถานทูต 2 หมื่นล้าน คนซื้อ-ขายรวย....คนไทยแห้วภาษี


ชื่นชมอังกฤษตัดสินใจสุดเยี่ยม ขายที่ดินสถานทูตย่านเพลินจิต/วิทยุ ได้เงินไปร่วม 2 หมื่นล้านบาท แล้วไปอยู่ “คอนโด” แทน ทั้งปลอดภัยกับเหลือเงินก้อนโตกลับบ้าน แต่เมืองไทยกลับแห้วไม่ได้แม้แต่ภาษีสักบาทเดียว เผยต่างชาติยังสนใจซื้อ “คอนโด” เมืองไทยเพราะราคาถูกกว่าฮ่องกง-สิงคโปร์ แถมไม่ต้องเสียภาษีสิ่งปลูกสร้าง ส่วนราคาขายตารางวาละ 2 ล้านบาท ถือว่าเหมาะสมเพราะที่ดินกรุงเทพฯย่านสยาม, ชิดลม, เพลินจิต จนถึงสุขุมวิท ซอย 1 มีราคากว่า 2 ล้านต้นๆ/ตารางวาอยู่แล้ว

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส กล่าวในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” จัดขึ้นโดยกองบรรณาธิการ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ถึงสถานการณ์การขายสถานทูตในเมืองไทยว่า ที่ผ่านมาสถานทูตอย่างซาอุดิอาระเบีย, เบลเยียมและออสเตรเลีย มีการขายที่ดินมาก่อนแล้ว การที่สถานทูตอังกฤษขายที่ดินก็เพื่อนำเงินไปซ่อมสถานทูตทั่วโลก โดยขายได้ตารางวาละกว่า 2 ล้านบาท ตามกฎหมายมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมการเสียภาษี แต่คนซื้อต้องเป็นผู้เสียภาษีต่างหากเนื่องจากผู้ที่ขายเป็นของราชการจึงไม่ต้องเสียภาษี นับว่าเป็นข้อคิดอย่างหนึ่งเพราะในต่างประเทศมีการจัดโซนเพื่อให้แต่ละสถานทูตไปตั้งอยู่ตรงนั้น ถ้าหากไทยเป็นทำแบบนั้นราคาขายคงไม่โอเวอร์ขนาดนี้

“สถานทูตอังกฤษขายที่ดินถนนวิทยุกว่า 20 ไร่ ตีมูลค่าออกมาประมาณกว่า 2 ล้านบาท ถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล เพราะถ้าเป็นที่ดินขนาด 55 ไร่ ราคาจะอยู่ที่ตารางวาประมาณละ 1.2 ล้านบาท ราคาที่สถานทูตอังกฤษขายได้ถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล อีกทั้งราคาที่ดินในย่านสยาม ชิดลม เพลินจิต ไปจนถึงสุขุมวิทซอย 1 ถือว่ามีราคาขายที่แพง อย่างที่ดินประมาณ 4-5 ไร่ ราคาประมาณ 2.1-2.2 ล้านบาท แต่บางรายตั้งราคาขายโอเวอร์ไว้ตารางวาละ 3 ล้านบาทก็มี” ดร.โสภณกล่าวและคาดว่าผู้ซื้อที่ดินจากสถานทูตอังกฤษไปน่าจะทำเป็นศูนย์การค้าต่อกันได้ หรือถ้าต้องการสร้างมูลค่าก็สามารถสร้างมูลค่าได้ 10 เท่า โดยสามารถสร้างเป็นคอนโดมิเนียมในราคาตารางเมตรละ 300,000-400,000 บาท น่าจะมีคนซื้อเพราะอยู่ในย่านคนมีรายได้สูง อีกทั้งที่ดินในย่านแถบนั้นสามารถซื้อไปต่อยอดได้ อย่างโรงแรมที่ปาร์คนายเลิศขายไปเมื่อก่อนที่ซื้อในราคาตารางวาละประมาณ 1.5 ล้านบาทถือว่ามีราคาใกล้เคียงกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งเจ้าของเดิมบริหารโรงแรมไม่สำเร็จจึงมีการขายไป

“ที่ดินแปลงใหญ่ในย่านแถวนั้นยังมีอยู่ อย่างที่ดินขนาดใหญ่ย่านสุขุมวิทที่ซื้อกันมา 2-4 ไร่ทำเป็นคฤหาสน์อากาเว่ของบุญชู โรจนเสถียร ยังสามารถที่จะขายแบ่งให้ลูกหลานได้ซึ่งยังมีอีกเยอะ อาจจะใช้วิธีที่ไม่ดีโดยการเผาไล่ที่ก็มี โดยอาศัยมีเงินมาเสนอเยอะเลยขายทิ้งไปแล้วไปอยู่ที่อื่น ส่วนสถานทูตสหรัฐอเมริกายังคงไม่ขายที่ดินเพราะอยู่ในโลเคชั่นที่ดี แต่อาจจะไม่ได้สนใจหน้าตามากนัก แม้ว่าสถานทูตสหรัฐอเมริกาในลอนดอนมีการปล่อยขายไปแล้ว แต่ขายในราคาถูก ก็เป็นเรื่องโต้เถียงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าสมัยที่บารัค โอบามา เป็นประธานาธิบดีได้ปล่อยขายที่ดินไปในราคาถูก ส่วนประธานาธิบดีจะไปเปิดหรือไม่ยังไม่รู้เพราะมีราคาแพงกว่า 3 เท่าถ้าต้องการจะเปิดสถานทูต การขายที่ดินของสถานทูตอังกฤษเพื่อนำไปบำรุงพัฒนาสถานทูตทั่วโลกจากเมืองไทยได้ขนาดนี้ถือว่าดีใจแล้ว”

ดร.โสภณให้ความเห็นว่าถึงกรณีสถานทูตอังกฤษได้ขายที่ดินล่าสุดนี้ถือว่าเป็นราคาที่อ้างอิงได้เพราะเมื่อสมัย 7-8 ปีที่ผ่านมา ที่ดินแถวนี้ขายได้ตารางวาละ 950,000 บาท แต่เป็นการพูดกันโดยไม่มีการโอน ตอนนี้ว่ากันใหม่ในราคาตารางวาละกว่า 2 ล้านบาท ถือว่าเป็นราคาตลาดที่เพิ่มขึ้นมามากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพราะมีเหตุการเมือง นับว่าเป็นข้อคิดอย่างหนึ่งว่าอย่างสวนชูวิทย์ที่ซื้อมาในราคาตารางวาละ 2 ล้านบาท แต่สามารถขายได้ 5,000 ล้านบาท โดยในตอนนั้นซื้อไปรวมทั้งสิ้นกว่า 700 ล้านบาท อีกการขายสถานทูตอังกฤษครั้งนี้ทำให้ภาครัฐเสียรายได้จากการไม่มีภาษีจัดเก็บการครองครองที่ดินสาธารณูปโภค หากนำราคาที่ซื้อลบราคาที่ขายไปทำให้เงินเข้าคลังหลวงหายไปเยอะมาก ทำให้คนรวยได้เงินตรงนี้ไป ส่วนชาวบ้านทั่วไปก็ได้แต่ยืนดู ที่จริงแล้วการครอบครองที่ดินสาธารณูปโภคมากมายที่ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นควรจะเสียภาษีมากแต่ไทยกลับเอื้อคนรวยมากกว่า

“ส่วนกรณีที่สถานทูตอังกฤษขายที่ไปแล้วย้ายสถานทูตไปอยู่บนคอนโดมิเนียมถือว่าทำถูกต้อง เพราะอย่างสถานทูตญี่ปุ่นย้ายอยู่ในคอนโดมิเนียมเพราะระบบของคอนโดมิเนียมมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี ใครจะขึ้นไปชั้นไหนก็จะมีการตรวจสอบที่ดี การอยู่บนพื้นดินอาจจะไม่ปลอดภัย การอยู่บนตึกอาจจะปลอดภัยกว่า” ดร.โสภณกล่าวและแนะนำให้พัฒนาที่ดินย่านมักกะสันว่ามีความเทียบเคียงกันได้แบบ Kuala Lumpur Sentral ที่เป็นศูนย์ต่อรถไฟฟ้าหรือรถไฟทั้งหลาย อย่าง Kuala Lumpur Sentral ไม่มีพื้นที่สีเขียว อย่างของไทยพื้นที่ 40% อาจจะเป็นพื้นที่สีเขียว สร้างอาคารเขียว พัฒนาในเชิงพาณิชย์ เพื่อเอาเงินเข้าหลวงเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ หรืออย่างโรงงานยาสูบใกล้กับรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าบนดิน หรือ ทางด่วน ถ้านำที่มาทำเชิงพาณิชย์หรือให้ใครมาทำสำนักงานใหญ่ก็อาจจะกลายเป็นศูนย์ธุรกิจที่สำคัญขึ้นมา และอาจนำเงินเข้าหลวงได้ประมาณ 100,000 ล้านบาท แล้วนำเงินไปพัฒนาชนบทต่างๆ ดีกว่ามาทำสวนสาธารณะ เพราะสวนสาธารณะชาวพระราม 4 ได้ประโยชน์แต่คนอื่นจะไม่ได้เพราะมีระยะทางไกล ถ้าบางคนบอกว่าถ้ามีการขายแล้วจะมีการโกงก็ไปปราบคนโกงเพราะต่างเรื่องต่างวาระกัน

ดร.โสภณเปิดเผยว่า แม้ว่าสถานทูตต่างๆ มีการขายที่ดินออกไป แต่ก็ยังมีชาวต่างชาติมาซื้อที่อยู่ในไทย อย่างถ้าเป็นคอนโดมิเนียมต่างๆยังมีราคาถูกกว่าในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์, ฮ่องกง โดยคอนโดมิเนียมมีราคาขายตารางเมตรละ 400,000 บาท ชาวต่างชาติมาซื้อคอนโดมิเนียมอยู่กันเพราะไทยไม่มีระบบจัดเก็บภาษีสิ่งปลูกสร้าง แต่หากเป็นเมืองนอกแต่ละปีจะมีการเสียภาษีสิ่งปลูกสร้าง 2% เพื่อมาบำรุงประเทศ แต่ของไทยอยู่ฟรี เพราะคนรวยไม่ยอมเสียภาษีสิ่งปลูกสร้าง แม้แต่ในสิงคโปร์ถ้าเป็นคนต่างชาติมาซื้อต้องจ่าย 15% ก่อน เพราะสิงคโปร์ไม่ง้อหากชาวต่างชาติต้องการมาอยู่ที่สิงคโปร์

“ที่จริงแล้วการขายให้กับต่างชาติไม่ถือว่าเป็นการขายชาติตราบใดที่มีภาษีสิ่งปลูกสร้างหรือภาษีที่ดินมรดก แม้แต่การไปซื้อบ้านในสหรัฐอเมริกา 10 ล้านบาท อีก 30 ปีข้างหน้ายกเป็นมรดกให้ลูก มูลค่าบ้านกลายเป็น 100 ล้านบาทแต่ลูกก็ต้องเสียภาษีมรดก บางคนบอกว่าการยกเว้นการเสียภาษีมรดกแบบนี้เป็นการช่วยเหลือคนจนไม่ต้องเสียภาษี แต่อย่าลืมว่าคนจนเสียภาษีไม่แพงมากอย่างรถจักรยานยนต์ 1 คัน ราคา 38,000 บาท เสียภาษีปีละ 500 บาท หากอยู่คอนโดมิเนียมราคา 300,000 บาท เสียภาษี 1% ก็ถือว่าจ่ายภาษีในราคาที่ไม่แพง เมื่อเทียบกับคนรวยมีเป็นพันล้านบาทเสียภาษี 1% คิดเป็นประมาณ 10 ล้านบาทก็ถือว่าสะเทือนใจจึงไม่อยากจะเสียภาษีตรงนี้” ดร.โสภณกล่าว

“คนที่มีที่ดินแบบแลนด์ลอร์ดก็มีความคล้ายกันกับภาษีมรดก อย่างมี 100 ล้านบาทก็ต้องเสียภาษี เพราะในเมืองนอกการเสียภาษีเกือบ 100 ล้านบาทมีเช่นกันแต่ค่าครองชีพดีกว่าไทย ดังนั้น 20 ล้านบาทก็ต้องเสียภาษีแล้ว แต่ของไทย 100 ล้านบาทมีการแบ่งออกไปในแต่ละปีไม่ต้องเสียภาษีมรดกหรือที่ดิน การออกกฎหมายออกมาเก็บภาษีได้รายเดียวเพราะตัวกฎหมายมีช่องโหว่เยอะมาก การออกกฎหมายออกมาเหมือนไม่ได้ออกกฎหมาย ก็เลื่อนไปจนไม่ได้ออก หรือการออกกฎหมายออกมาแต่ไปอ้างคนจนก็เป็นการอ้างแบบส่งเดช อย่างสมัยก่อนอาจบอกเป็นเพราะนักการเมืองแต่ตอนนี้ก็ไม่มีแล้วแต่ถ้ายังทำไม่ได้ก็น่าเสียดาย”


For advertising please call: 02-2534691