Seminarr.png

แนะนักลงทุนปรับพอร์ต...รองรับทั้ง Growth และความเสี่ยง

November 18, 2019

 

Interview: คุณปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน

สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์

 

ผ่า ‘เศรษฐกิจการเงิน/หุ้น โลก-ไทย’ ระยะสั้นเหมือนจะดีขึ้น แต่ปัจจัยลบ ปัจจัยเสี่ยงระยะกลางและระยะยาวเหมือนไฟสุมขอน จากปัญหาทั้ง Trade War/Brexit/แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย/ผลตอบแทนพันธบัตร ส่วนไทยถูกกระหน่ำซ้ำเรื่องตัดสิทธิ GSP แนะ...การลงทุนมีความเสี่ยง ต้องระวังมากขึ้น ควรกระจายการลงทุน หุ้นยังพอเล่นได้ แต่ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนที่หุ้นกู้และทองคำ

 

ตลาดหุ้นขณะนี้เป็นอย่างไร

 

ในช่วงที่ผ่านมาด้านตลาดดูขึ้น ตลาดหุ้นเป็นกระแสเรื่องของความเสี่ยงอยู่หน่อยๆ ทั่วโลกโต 1-2% ยกเว้นไทยที่บางช่วงตกมาเยอะ ภาพพันธบัตรรัฐบาลออกมาดีขึ้นโดยเฉพาะของสหรัฐเราเคยกลัวว่าเกิดพันธบัตรระยะสั้นผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรระยะยาว เรื่องวิกฤตการเงินในอนาคต เรื่องของราคาน้ำมันทรงๆอยู่ที่ประมาณ 60 กว่าเหรียญต่อบาร์เรล ถือว่าไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้ดีมาก 

คือภาพหลักเกิดจากว่าพอเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายเหมือนกับช่วงแรกมีปัจจัยเชิงข่าวค่อนข้างดี 3 ประการ คือ เรื่อง Trade War เราคงจำกันได้ว่าในช่วงกลางปีตั้งแต่พฤษภาคมเป็นต้นมาขึ้นภาษีกระหน่ำเป็น 25% จาก 60,000 ล้าน เป็น 200,000 ล้าน และ 300,000 ล้าน ขึ้นภาษีเยอะแยะไปหมด พอมาเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเหมือนจะเริ่มคุยกันได้ ทรัมป์บอกว่าการจะมีดีลในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนข้างหน้า จะมีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอเมริกามากขึ้น 

 

ประเด็นที่ 2 เรื่อง Brexit เรื่องอังกฤษออกจากยุโรป ตอนแรกจะเป็นนายกฯจากเมย์เป็นบอริส จอห์นสัน ตอนแรกเหมือนจะไม่อะไร แต่ในที่สุดมีข่าวดีขึ้นว่าการที่ บอริส จอห์นสัน ไปคุยกับนายกฯ นอร์ทเทิร์นไอร์แลนด์และได้ดีลออกมาดีลนึง ซึ่งเหมือนจะดีแล้วว่าตัวนอร์ทเทิร์นไอร์แลนด์สามารถอยู่ได้ทั้งในอังกฤษและสหภาพยุโรป ประเด็นด้านนี้ก็เบาลง 

 

ประเด็นที่ 3 เรื่องของเฟด ช่วงที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องของดอกเบี้ยโดยเฉพาะดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินเด้งขึ้นแรงมาก ซึ่งคนก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหมือนสมัยแฮมเบอร์เกอร์ คือดอกเบี้ยระยะสั้นควรอยู่ที่ประมาณกว่า 1% กลายเป็นขึ้นไปถึง 10% แต่ในช่วงที่ผ่านมาประธานเฟดบอกพร้อมที่จะอัดฉีดเงิน 60,000 ล้าน 6 เดือน เพื่อเข้าไปซื้อทำให้ดึงดอกเบี้ยต่ำลงมาให้ได้ในตลาดเงิน

ภาพที่ 3 เป็นภาพที่เหมือนดูดีขึ้น ทำให้เรื่องการลงทุนเหมือนเป็นภาพที่ดีขึ้น และผลตอบแทนพันธบัตรเหมือนเคยจะติดลบก็กลับมาดีขึ้นบ้าง ในช่วงสั้นๆ เหมือนดีขึ้นบ้าง

 

 

ไทยถูกกระทบมาก เศรษฐกิจ ส่งออก น่าจะติดลบ แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐชิม ช้อป ใช้ โค้งสุดท้ายของหุ้นไทยจะเป็นอย่างไร โดยเฉพะเพิ่งถูกตัด GSP

 

สรุปเลยว่าภาพรวมเหมือนจะดูดี แต่ภาพเศรษฐกิจต่อไปจริงๆยังไม่ค่อยดี ภาพข่าวที่เล่ามา 3 เรื่อง ทั้ง Trade War ทั้ง Brexit และเรื่องการอัดฉีดของเฟด เหมือนดูดีขึ้นจริงแต่ยังมีความเสี่ยงอยู่เยอะ อย่างเรื่องของ Trade War การขึ้นภาษีและลดในช่วงสั้นๆ มันก็ยังมีภาษีอยู่ โอกาสที่จะยุติในปีหน้าค่อนข้างยาก เพราะประเด็นหลักที่อเมริกาต้องการบีบจีนคือเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ ซึ่งจีนไม่ยอมง่ายๆ โอกาสที่จะเห็นการเคลียร์ 100% ค่อนข้างยาก 

 

ส่วนเรื่อง Brexit ยังมีการเมืองในอังกฤษ การรบระหว่างพรรคอนุรักษนิยมกับพรรคแรงงานจะให้มีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ จะมีการเลื่อน Brexit ออกไปไหม ยังมีเทคนิคอีกเยอะแยะ คงไม่จบง่ายๆ 

 

ในเรื่องของเฟด การอัดฉีดยังถือว่าช่วยได้ แต่ภาพระยะยาวยังค่อนข้างแย่ 

ข้ามมาดูฝั่งไทย เห็นว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ล่าสุดแบงก์ชาติพูดว่าชะลอลง IMF ก็เพิ่งปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกและประมาณการเศรษฐกิจไทยลง ถ้ามองโดยภาพรวมในความเสี่ยงมีมากขึ้นโดยเฉพาะไทยที่หุ้นตกบางส่วนช่วงปลายเดือนตุลาคมมองว่าจากการที่ภาพธนาคารค่อนข้างแย่ โดยเฉพาะตัว KBANK เขามีการประกาศเรื่องรายได้ที่ไม่ได้จากค่าธรรมเนียมว่ามีสิทธิติดลบค่อนข้างเยอะ ทำให้มีการเทขายออกมา อย่างที่คุยกันคือ อเมริกามาตัดสิทธิ GSP ซึ่งมีการเกรงกันว่าเพราะรองนายกฯ ของเราไปถ่ายรูปกับ CEO ฮ่องกงหรือไม่ กลายเป็นว่ามีสิ่งน่ากังวลตรงนี้ 

 

ถ้าให้สรุปง่ายๆ คือ แม้ว่าภาพจะดูดีขึ้นในภาพใหญ่ แต่พอมองลึกในแง่ของเศรษฐกิจหรือประเด็นต่างๆ ยังมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร การลงทุนยังค่อนข้างเชื่อว่าควรจะต้องระมัดระวัง สินทรัพย์ที่ลงทุนได้อาจจะต้องมีการกระจายความเสี่ยง หุ้นอาจจะมีบ้างแต่อาจจะไปดูสินทรัพย์อื่นๆ เช่น หุ้นกู้ รวมถึงเรื่องทองคำก็ควรมีเก็บไว้บ้าง

 

ต้องจัดพอร์ตใหม่

 

ต้องมีการปรับพอร์ตรองรับทั้ง Growth และความเสี่ยง

 

สำหรับนักลงทุน ถ้าให้ฟันธง ควรจะต้องขายแล้วหรือยังในจุดนี้ หรือทนถือต่อไป

 

ตาม Valuation 1,600 ยังถือว่าลงทุนได้เพราะยังขึ้นได้กว่านี้ แต่ต้องยอมรับประเด็นเรื่องของ GSP ของอเมริกาก็มีผลบกระทบพอสมควรเหมือนกันในด้านจิตวิทยา แม้ว่าในภาพจริงอาจจะกระทบไม่มากนัก ที่จะกระทบมากหน่อยเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก สินค้าอาหารทะเลก็ได้รับผลกระทบตรงนี้ แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มค่อนข้างชะลอลงอยู่ในระยะต่อไป ภาพของโลกจริงๆเหมือนดูดีขึ้นแต่ทุกอย่างคือการรอ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นต่างๆ เรื่องสงครามการค้าว่าการประชุมระหว่างทัมป์ กับ สี จิ้นผิง จะมีการตกลงกันไหม ถ้าตกลงกันได้ก็ดี รวมถึงเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งถ้ามีก็จะซัพพอร์ตบางประเด็นในภาพใหญ่ แต่ในภาพระยะยาวยังค่อนข้างกังวลในเรื่องของความเสี่ยงของสินทรัพย์เสี่ยง

 

ปัจจัยลบมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยบวกใช่ไหม

 

จริงๆเหมือนจะดีขึ้น ภาพจริงๆปัจจัยลบระยะสั้นเหมือนน้อยลง แต่ปัจจัยลบระยะกลางของโลกยังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ชะลอลง ความเสี่ยงในประเด็นต่างๆที่อาจจะไม่ดีนัก และของไทยกลับกลายเป็นแย่กว่าโลก เพราะเรามีปัจจัยลบอย่างการถูกตัด GSP ความเสี่ยงด้านการเมืองต่างๆ อาจจะต้องระมัดระวังมากขึ้น

 

ถ้าพอร์ตมีปัญหาไม่รู้จะพึ่งใครก็ไปที่ บล.ไทยพาณิชย์ จะช่วยแนะนำได้มากกว่านี้

 

เรามีทีมงานเยอะหลายฝ่าย สามารถกระจายความเสี่ยง กระจายการลงทุนที่หลากหลาย ให้ผลตอบแทนที่คงที่และระวังความเสี่ยงได้ดีในระดับนึง

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Like this post
Please reload

1.5 x 3.jpg
Please reload

For advertising please call: 02-2534691