หุ้นโลกสดใส หุ้นไทยลุ้นเหนื่อย...ชี้ GSP ไม่ร้ายเท่าบาทแข็ง

November 3, 2019

 

GSP เขย่าขวัญนักลงทุน ตอกย้ำซ้ำแผลส่งออกไทยมีปัญหาทำเศรษฐกิจไทยโตชะลอตัว แถมค่าเงินบาทแข็งโป๊กๆ จากที่ก่อนหน้านี้รายงานผลการดำเนินงานไปลำบาก โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ที่ทำนิวโลว์ ทำให้เกิดมุมมองตลาดหุ้นไทยอยู่ในแดนลบมากกว่าบวก ขณะที่วอลุ่มการซื้อขายหดตัวลงอย่างชัดเจน...ลุ้น 2 เดือนสุดท้ายจะมีอะไรมาดึงดัชนีได้?

 

 

หลังจากที่หุ้นไทยออกอาการเป๋ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม แม้ในทางการเมืองจะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหลังการอภิปรายงบประมาณ 2563 วาระแรกผ่านไปได้ด้วยดีไม่มีอะไรในกอไผ่ ในขณะที่ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มที่ดีกว่าตลาดหุ้นไทย ปรับตัวเป็นบวกและยืนได้แข็งแรงกว่า ด้วยมีข่าวดีเข้ามาเสริมส่ทั้งในเรื่องของความผ่อนคลายกรณีสงครามการค้า ที่มีมาเป็นลำดับเมื่อต้นเดือนตุลาคม จนปลายเดือน ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณลงนามข้อตกลงการค้ากับจีนก่อนการประชุม APEC ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2562 และได้ปัจจัยบวกจากการประกาศผลประกอบการสหรัฐที่แข็งแกร่ง และการลดดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุม 30 ตุลาคม 2562 อีกทั้งผู้นำ EU ทั้ง 27 ประเทศเห็นชอบการเลื่อนเวลา Brexit ออกไปเป็น 31 มกราคม 2563 

 

ตลาดหุ้นไทย ไม่ได้รับแรงบวกจากปัจจัยต่างๆเช่นตลาดหุ้นโลก เพราะปัจจัยที่กระทบไทยตรงๆมามาก จนกดดันดัชนีหุ้นไทยได้มากกว่า ด้วยปัจจัยความอ่อนแอทางเศรษฐกิจไทย ส่งผลตรงจากยอดการส่งออกที่มีปัญหา ค่าเงินบาทแข็งมากที่สุดในรอบ 6 ปี การใช้จ่ายของรัฐบาลที่พยายามกระตุ้นด้วยมาตรการระยะสั้น ชิม ช้อปใช้ ยังไม่ได้ผลเหมือนเอาไม้ซีกงัดไม้ซุง ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะแบงก์พาณิชย์ออกาชัดเจนว่าไม่เป็นที่พอใจของนักลงทุน ทำให้ราคาหุ้นแบงก์ลดลงต่ำสุด ฉุดดัชนีโดยรวมปรับลดลงต่ำกว่า 1,600 จุด 

 

เมื่อมาเจอกับข่าวช็อก คือกรณีสหรัฐ ตัดสิทธิ GSP สินค้าไทยหลายรายการยิ่งทำให้ตลาดปรับเป็นขาลงมากขึ้น และแม้จะมีแรงซื้อเข้ามาเพื่อดันดัชนีให้ปรับขึ้นผ่าน 1,600 อีกครั้ง แต่ทำได้ยากจึงยิ่งดูมีปัญหา

 

บล.ทิสโก้ ให้ความเห็นว่าการที่ SET Index ผันผวนในกรอบ 1579-1599 โดยเปิดตลาดภาคเช้าวันจันทร์ที่ 28  ตุลาคม 2562 รับข่าวไทยถูกตัด GSP ลบทันทีแตะจุดต่ำสุดที่ 1579 ก่อนมีแรงซื้อคืนหวังรีบาวด์ระยะสั้น ก็ยังไปไม่ไหวโดยปิดตลาดที่ 1,595.67 ไม่สามารถขึ้นไปเหนือ 1,600 ได้ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายสุทธิวันนั้น 650 ล้านบาท เป็นการยุติการซื้อสุทธิ 2 วันติดกันก่อนหน้านั้น นับว่าสัญญาณที่ไม่ดี 

 

บล.ทิสโก้ มองว่าจากนี้ไป SET มีแนวโน้มแกว่งไซด์เวย์ในกรอบจำกัด แม้มีปัจจัยบวกจากต่างประเทศดังกล่าวข้างต้น แต่บรรยากาศการลงทุนหุ้นไทยยังถูกกดดันจากปัจจัยภายในที่อ่อนแอ อาทิ แนวโน้มการชะลอตัวของศก.ผลจากเงินบาทแข็ง, ข่าวไทยถูกสหรัฐ ตัด GSP และการประกาศงบที่อ่อนแอ ทั้งนี้มูลค่าซื้อขายที่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน สะท้อนความเชื่อมมั่นนักลงทุนว่ายังระมัดระวัง ทำให้ตลาดยังไปต่อได้ยาก

 

ไทยถูกตัดสิทธิ GSP 

ไม่หนักหนาเท่าบาทแข็งค่า

 

สิ่งที่นักลงทุน และคนไทยให้ความสำคัญกับข่าวลบอย่างมากเป็นพิเศษก็คือ กรณีที่สหรัฐ สั่งระงับการยกเว้นสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) สำหรับสินค้าไทยรวม 573 รายการ มูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เริ่มมีผลบังคับใช้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือในวันที่ 25 เมษายน 2563 ซึ่งแม้กระทรวงพาณิชย์จะยืนยันทันทีว่าไม่กระทบกับการส่งออกไทยมากนัก มีน้ำหนักแค่ 0.1% ของการส่งออกทั้งหมด แต่ก็ยังคงสร้างความกังวลให้กับคนไทย โดยเฉพาะนักลงทุนไทยอยู่ดี 

 

บล.ทิสโก้ ได้เปิดชื่อหุ้นจาก 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสหรัฐ ตัดสิทธิ์ GSP ได้แก่ กลุ่มเกษตร, อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ยังมีมุมมองว่าไทยติดหล่ม GSP กระทบต่อภาพรวมภาวะตลาดน้อย แต่ประเด็นใหญ่ ที่น่าห่วงกว่า GSP คือ เงินบาทแข็งค่ารอบ 6 ปี อาจส่งผลต่อประมาณการเศรษฐกิจไทย และกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้และปีหน้า

 

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ให้ความเห็นว่า สำหรับผลกระทบการตัด GSP ต่อภาวะตลาดโดยรวมนั้น บล.ทิสโก้คาดว่ามีผลกระทบน้อยมาก เนื่องจากหุ้นในกลุ่ม AGRI, กลุ่ม FOOD และกลุ่ม ETRON มีมูลค่าตลาดรวมคิดเป็นเพียง 0.3%, 6.1% และ 0.7% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมดตามลำดับ จากการประเมินราคาหุ้นในกลุ่ม AGRI, กลุ่ม FOOD และกลุ่ม ETRON ที่เปลี่ยนแปลงไปทุกๆ 1% จะมีผลต่อดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ให้เปลี่ยนแปลงเพียง 0.05 จุด, 0.97 จุด และ 0.12 จุด ตามลำดับ และหากพิจารณาเป็นรายตัวเฉพาะหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบข้างต้น หุ้นที่จะมีผลกระทบต่อ SET Index มากที่สุด คือ CPF, TU และ DELTA โดยราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปทุกๆ 1% จะมีผลต่อดัชนีหุ้นไทยเปลี่ยนแปลงไปประมาณ 0.21 จุด, 0.06 จุด และ 0.05 จุด ตามลำดับ

 

สำหรับกลุ่มหุ้นและรายชื่อหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เช่น หุ้นอาหารทะเลส่งออก ASIAN, CFRESH, CHOTI, CPF, SSF, TC และTU, หุ้นซอสปรุงรส ได้แก่ SAUCE, หุ้นผักและผลไม้ ได้แก่ APURE, CM และ SFP และหุ้นน้ำผลไม้ ได้แก่ MALEE, SAPPE และ TIPCO 

 

ทั้งนี้ หุ้นในกลุ่ม AGRI และ FOOD ข้างต้นที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของ บล.ทิสโก้ คือ MALEE (คำแนะนำ ขาย เป้าพื้นฐาน 7 บาท) และ SAPPE (คำแนะนำ ถือ เป้าพื้นฐาน 29 บาท) มีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐ ประมาณ 10% และน้อยกว่า 10% ตามลำดับ ดังนั้น ผลกระทบน่าจะน้อยและค่อนข้างจำกัด  

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Like this post
Please reload

1.5 x 3.jpg
Please reload

For advertising please call: 02-2534691