Seminarr.png

ยืน 1,670-1,700 จุดไม่ได้ น่าขายก่อน !

May 2, 2019

สหรัฐยังนำตลาด !

 

ในมุมมองของ “นายหมูบิน” ยังคงมองว่าทิศทางของตลาดหุ้นโลกในภาพรวม ระยะไม่เกิน 1 เดือนยังคงเป็นขาขึ้น สะท้อนออกมาจากการที่ดัชนี VIX Index ของตลาดหุ้นสหรัฐ, ยุโรป และฮ่องกง ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 25 วัน (SMA 25) ขณะที่ผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าแม้สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish จะลดลง 4.1% มาอยู่ที่ 33.5% ยังคงมากกว่าเมื่อเทียบกับสัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ากำลังกลับเป็นขาลง หรือ Bearish ที่เพิ่มขึ้น 1.5% มาอยู่ที่ 20.3% ขณะที่ในเชิงเทคนิคตราบใดที่ดัชนี S&P500 ของตลาดหุ้นสหรัฐ, Stoxx50 ของตลาดหุ้นยุโรป และ NIKKEI ของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ยังคงเคลื่อนไหวอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA 25 วันได้

 

ทิศทางของตลาดหุ้นโลกยังคงมีแนวโน้มที่จะอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นในระยะ 1 เดือนข้างหน้า

 

อย่างไรก็ดี เมื่อไปพิจารณาในรายละเอียด จะพบว่าแม้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี MSCI ACWI ของตลาดหุ้นทั่วโลก จะยังคงปรับตัวขึ้น แต่ตลาดหุ้นที่ Outperform หรือนำตลาด ได้แก่ตลาดหุ้นสหรัฐ และญี่ปุ่น โดยที่ตลาดหุ้นสหรัฐได้รับปัจจัยหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งมากกว่าที่คาดการณ์ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งรวมถึง Twitter, Lockheed Martin และ Hasbro Inc. ซึ่งคิดเป็นกว่า 80% ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่าที่คาด พร้อมทั้งหุ้นกลุ่มน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี โดยยอดขายบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 4.5% ในเดือน มี.ค. 2562 สู่ระดับ 692,000 ยูนิต จากระดับ 662,000 ยูนิตในเดือน ก.พ. 2562 ในส่วนของตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ -0.1% และมีการมีปรับสัญญาณ Forward Guidance ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำเป็นอย่างน้อยจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิในปี 2563 ขณะที่เงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2% ในปีงบประมาณ 2564 พร้อมกับระบุว่า ธนาคารกลางจะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษเอาไว้ เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรป, จีน, Asia ex Japan และไทยอยู่ฝั่ง Underperform หรือปรับตัวลงสวนทางทั้งหมด โดยที่ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีน หลังจากได้รับแรงกดดันจากแถลงการณ์ของคณะกรรมการกรมการเมือง (โปลิตบูโร) ส่งสัญญาณว่าทางการจีนอาจชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

นอกจากนี้ในส่วนของตลาดหุ้นยุโรป แม้ว่าในช่วงต้นสัปดาห์จะได้ปัจจัยหนุนจากหุ้นกลุ่มน้ำมัน แต่ยังคงได้รับผลกระทบจากความล้มเหลวในการเจรจาควบรวมกิจการระหว่าง Sainbury กับ Asda และระหว่าง Deutsche Bank กับ Commerzbank โดยทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ แม้ว่าการเจรจาดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งต้องการผลักดันให้ภาคธนาคารมีความแข็งแกร่ง

 

บนพื้นฐานเดิมไม่มี Upside แล้ว : ทั้งนี้ในเชิงของ Momentum เมื่อพิจารณาจากดัชนี Relative Strength Index เพื่อเปรียบเทียบ Performance ของตลาดหุ้นต่างๆกับตลาดหุ้นโลก หรือ World Index พบว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในส่วนของตลาดชั้นนำของโลก มีเพียงตลาดหุ้นสหรัฐ และญี่ปุ่นเท่านั้นที่ Outperform ในส่วนของตลาดหุ้นไทย นอกจากที่ในทางเทคนิค “นายหมูบิน” ยังคงยืนยันว่าตราบใดที่ SET ยังคงไม่สามารถกลับไปยืนเหนือ Fib Node 0.618 และ S-T Downtrend Line บริเวณ 1,700 จุดได้ การดีดตัวขึ้นช่วงสั้นให้มองเป็นแค่การ Technical Rebound ไว้ก่อน และเป็นโอกาสในการ “ขายทำกำไรระยะสั้น” หรือ “ขายเพื่อปรับต้นทุนระยะกลาง”

 

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากดัชนี Relative Strength Index เพื่อเปรียบเทียบ Performance ของดัชนีตลาดหุ้นไทยกลุ่มต่างๆ ได้แก่ 1. SETHD Index, 2. SET 100 Index, 3. SET 50 Index และ 4. sSET Index กับดัชนีตลาดหุ้นไทย หรือ SET Index พบว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีที่ Underperform ได้แก่ดัชนี sSET Index ของหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ขณะที่ดัชนี SETHD Index ของหุ้นกลุ่มเงินปันผลสูง, SET 100 Index และ SET 50 Index ของหุ้นในกลุ่มขนาดใหญ่ 100 และ 50 อันดับแรก พบว่า Outperform ขณะที่ในเชิงมูลค่า และ Valuation ล่าสุด P/E Ratio ของตลาดหุ้นไทย ณ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 17.40 เท่า ยังคงเคลื่อนไหวอยู่เหนือค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ระดับ 17.15 เท่า หรือคิดเป็น Premium หรือแพงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตราว 1.4%

 

เมื่อพิจารณาจากระดับ P/E Spread ระหว่างตลาดหุ้นไทย และดัชนี MSCI Asia ex Japan ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.78 เท่า หรืออยู่ในระดับ +0.1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี สะท้อนว่าระดับราคาในปัจจุบันของ SET บนปัจจัยพื้นฐานปัจจุบันแทบไม่มี Potential Upside Gain แล้ว

 

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ใช้โอกาสที่ SET ดีดตัวขึ้นไม่ผ่าน 1,700 (+/-5) จุด เป็นโอกาสในการ “ขายทำกำไร” ในลักษณะ “Short-Against” ไปรอ “เข้าซื้อสะสม” ในหุ้น PTTGC, PTTEP, BCP, EGCO, TISCO, SCC, HMPRO, AOT และ ADVANC อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 101 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00-12.00 น.เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิคราย 60 นาที (60 Mins)

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Like this post
Please reload

1.5 x 3.jpg
Please reload

For advertising please call: 02-2534691