ผวาต่างชาติเช็กบิลขายหุ้น...เตือนการเมืองไทยต้องนิ่ง

March 21, 2019

นักวิเคราะห์มือฉมัง คุณมยุรี โชวิกรานต์ รองกรรมการผู้จัดการ บล.หยวนต้า ผ่าเลือกตั้งไทย 24 มีนาคม 2562 แตกต่างกันแบบขาวกับดำกับการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจหลักๆ ของแต่ละพรรคแทบจับต้องไม่ได้ เพราะมีแต่แจกเงินแบบเกทับบลัฟแหลกลูกเดียว วันนี้และหลังเลือกตั้ง ‘เศรษฐกิจไทย’ จะมีโฉมหน้าค่าตาอย่างไร/แบบไหน หาคำตอบไม่ได้ จึงไม่น่าแปลกใจนักลงทุนต่างชาติกลับลำมาขายหุ้นหนักก่อนเลือกตั้งและขายต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ที่ขายไป 200,000 ล้านบาท เผยนักลงทุนยามนี้ติดหุ้น/ขาดทุนหนักเป็นส่วนใหญ่ กอดหุ้นขาดทุน ถือหลักไม่ขายไม่ขาดทุน เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เตือนสติ ถ้าหลังเลือกตั้ง การเมืองไทยยังไม่นิ่ง ไร้ทิศทางแล้ว นักลงทุนต่างชาติจะใส่เกียร์ว่างดูอยู่ข้างนอก

 

- คาดการณ์สถานการณ์หุ้นไทย 1 อาทิตย์ก่อนการเลือกตั้งเป็นอย่างไรจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

ต้องบอกก่อนว่าประเด็นการเลือกตั้งในครั้งนี้เมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา 4-5 ครั้งล่าสุด แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะวันนี้ถ้าถามนักลงทุนว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคมีนโยบายด้านเศรษฐกิจอย่างไร บอกกันไม่ได้เลย เพราะว่านโยบายหลักด้านเศรษฐกิจเราไม่เห็นการพูดถึงเลย เห็นแต่มีนโยบายเรื่องของการให้เงิน โดยเฉพาะล่าสุดมีการเปรียบเทียบกันออกมาเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ แต่อันนี้ไม่ใช่นโยบายหลักเศรษฐกิจ ถ้าคุณเข้ามาแล้วในรัฐบาล 4 ปีคุณจะทำอะไรบ้าง เราแทบไม่เห็นเลยฝั่งนโยบายของพรรคหลักๆ ในเมื่อมีทั้งไม่ชัดเจนสิ่งที่เกิดขึ้น คือ แล้วภาพก่อนและหลังการเลือกตั้งจะเป็นยังไงทุกคนตอบไม่ได้ วันนี้และหลังเลือกตั้งภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรยังหาคำตอบได้ค่อนข้างยาก

 

ปรากฏการณ์หนึ่ง คือ สัปดาห์ที่ผ่านมามีสัมมนาใหญ่ของโบรกเกอร์ต่างชาติ CLSA มีทั้งผู้จัดการของกองทุนทั้งในและต่างประเทศมาคุยกันในเมือไทย ต่างประเทศก็ขายหุ้นไทย 200,000 ล้านในปีที่แล้ว คือ มีน้ำหนักในตลาดหุ้นไทยแทบน้อยมาก แทบไม่มีนัย แต่เขาก็หาโอกาสของการลงทุนอยู่เหมือนกัน แต่ตลาดลงมาแบบนี้มันมีความน่าสนใจหรือไม่หลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร มันมีประเด็นอะไรดูแล้วจะทำให้ไทยมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย มันยังไม่เห็นอะไรที่โดดเด่น

 

สิ่งที่เกิดขึ้น คือ สัปดาห์ที่ผ่านมาฝรั่งเริ่มขายเยอะขึ้นอีกแล้ว ขายวันละพันกว่าล้าน วันศุกร์ขาย 2,000 กว่าล้าน เพราะฉะนั้นก่อนกับหลังการเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นแรงขึ้น แต่อาจมีแรงเก็งกำไรในช่วงปลายสัปดาห์หน้าที่จะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง เพราะตลาดหุ้นลงมาในระดับ 1,620-1,630 แต่เก็งกำไรไม้เดียวขึ้นไป 1,700 หรือไม่คิดว่ายาก ก็อาจจะขึ้นไปเพื่อเก็งกำไรสั้นๆ กับเรื่องการเลือกตั้ง

 

แต่โดยรวมเรื่องการเลือกตั้งไม่ได้ให้น้ำหนักเท่า 2 ประเด็นหลัก คือ หนึ่ง ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในปีที่ผ่านมารายงานหมดแล้วเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเติบโตติดลบ สิ่งที่ตามมา คือ นักวิเคราะห์ในตลาดก็ปรับประมาณการลง ปีนี้จากเมื่อปลายปีที่แล้วที่เราเห็นในบลูมเบิร์กมองตลาดหุ้นไทยมีกำไรในปี 2562 อยู่ประมาณ 115-116 บาท วันนี้เหลืออยู่ประมาณ 108-109 บาท คือหายไปเยอะ ความน่าสนใจการเติบโตของฐานกำไรที่ต่ำในปีที่แล้ว ปีนี้จึงเห็นความโตของกำไรของตลาดหุ้นไทยได้ 10-12% แต่มาจากฐานต่ำ ความเป็นคุณภาพของตัวผลประกอบการจึงไม่ได้มีน้ำหนักเดียว

 

สอง เป็นเรื่องของภาพรวมเศรษฐกิจ ภาพการส่งออกปีนี้ไม่ได้ดีเหมือนปีที่แล้ว เรื่องเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ผ่อนคลายแต่ยังไม่เห็นข้อสรุปที่ชัดเจนของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ จนกว่าเดือนเมษายนที่จะเจอกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง เรื่องส่งออกเราเลยไม่ได้ให้น้ำหนัก ต้องกลับมาที่เศรษฐกิจในประเทศที่เราคาดหวังกัน คือ การมีผู้นำประเทศ ก่อนการเลือกตั้งอยากเห็นการจับจ่ายใช้สอยเยอะ เราก็ไม่ได้เห็นอะไรที่มีนัยสำคัญ เรื่องของการลงทุนของภาครัฐตอนปลายปีเร่งสปีดอนุมัติ แต่วันนี้ชะลออีกแล้ว ทำให้ภาคเอกชนก็ชะลอเช่นเดียวกัน กลายเป็นว่ามุมปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยขาดประเด็นลึกลงมาแบบนี้ การเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นยังไม่เห็นในมุมนั้น ยกเว้นหุ้นที่ลงมาเยอะแล้วปันผลดียังไม่ได้ขึ้น XD แนะนำให้นักลงทุนหาจังหวะสะสมไว้ดีกว่า

 

ข้อสังเกตที่เห็น คือ ตอนนี้หุ้นที่ปันผลแล้ว เงินเทไปที่ไหน ถ้านักลงทุนสังเกตเงินเทไปที่กองทุน reit กองทุน instra fund เราจะเห็นได้เลยว่ากองทุนลักษณะแบบนี้หลายๆ ตัวราคานิวไฮ แต่นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มไปที่ปลอดภัยมากกว่าที่จะมาถือหุ้นในลักษณะการเทรด เพราะวันนี้ต้องบอกว่านั่งเฉยๆ น่าจะไม่เจ็บตัวเท่ากับเข้าไปลงทุนในตลาด ถ้าไม่ได้รอบจริงๆ หรือซื้อไม่ถูกตัวก็ไม่ได้สตางค์

 

- ของ บล.หยวนต้ามีการปรับดัชนีการคาดการณ์ตลาดหุ้นไทย

 

ในกรณีของหยวนต้าก็มีการปรับประมาณการลงมา เป้าก็เหลือเพียงแค่ 1,730 เป็นกรณีที่เป็นไปได้สูงสุด แน่นอนว่าดาวน์ไซด์ตลาดหุ้นไม่เยอะ ที่อธิบายมาอาจจะมองโลกในแง่ร้าย แต่ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นก็ลงมาในระดับที่ค่อนข้างถูกแล้ว เพียงแต่ตลาดจะปรับขึ้นไปแถว 1,700-1,730 ที่เราวางเป้าดัชนี้ปีนี้ไว้มันต้องมีปัจจัยอื่นตามมาด้วย คงต้องรอเรื่องการฟอร์มทีมรัฐบาล นโยบายเศรษฐกิจที่แถลงต่อรัฐสภาจะเป็นอย่างไร คงจะไปเห็นช่วงครึ่งแหลังของปี 62 แต่ในช่วงครึ่งแรกก็จะเข้าสู่ไตรมาส 2 แล้ว

 

อีกประเด็นที่ต้องบอกเพิ่มเติม คือ MSCI ประกาศเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นจีนจากปีที่แล้วจาก 0 เป็น 5% มีผลต่อตลาดหุ้นเอเชียมากพอสมควร ปีนี้จาก 5 เป็น 20 แล้วถ้าเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม สิงหาคม และพฤศจิกายน เพราะฉะนั้นเม็ดเงินจะเข้าไปตลาดจีนค่อนข้างเยอะ ถ้าแนะนำนักลงทุนสมมติว่าตลาดหุ้นไทยถ้าเทรดรอบสั้นยาก ไปหาหุ้นปันผล ไปหาหุ้นที่มีกองทุนอย่าง reit หรือ instra fund พักเงินตรงนั้นไว้ก่อน ถ้าอยากเทรดจริงคุณลองซื้อลงทุนผ่านกองทุนก็ได้แล้วไปลงทุนในตลาดจีน

 

ถ้า MSCI ประกาศมาแบบนี้ หมายความว่าเม็ดเงินที่เขาประเมินกันจะเข้าไปที่ตลาดจีนเยอะ ปีนี้เราเห็นแล้วว่าตลาดจีนขึ้นมา 12% ของฮั่งเส็ง ฮ่องกง ขึ้นมาเกือบ 20% ทั้งๆที่ MSCI ยังไม่มีการปรับน้ำหนักอย่างเป็นทางการ จะปรับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป อาจจะหาจังหวะนี้ไปศึกษาเรื่องกองทุนไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนแล้วได้ประโยชน์จากน้ำหนัก MSCI ที่ประกาศ มันมีทางเลือกอย่างอื่นที่ไปลงทุนอย่างอื่นได้มากกว่าที่เราโฟกัสที่ตลาดหุ้นไทยโดยรวมทั้งหมด

 

ก็ต้องบอกในมุมที่นักลงทุนต้องหาโอกาสจังหวะอื่นๆบ้างในการเพิ่มเติมที่เราคุ้นเคย

 

- จะไปหวังว่ามีฮันนีมูนหลังเลือกตั้งคงไม่มีใช่ไหม

 

ไม่คิดว่ามีเพราะมองง่ายๆ แบบนี้ หลังการเลือกตั้งวันที่ 24 สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องของพรรคอนาคตใหม่ต่ออีกในช่วงสิ้นเดือน เพราะฉะนั้นมันจะมีประเด็นนี้ที่จะทำให้เรื่องของคำนวณตัวเลขคะแนนเสียงต่างๆ ที่ตามเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีผลอยู่เหมือนกัน และเรื่องการฟอร์มทีมรัฐบาลจะเอาขั้วซ้ายขั้วขวาตอนนี้มีการแยกค่อนข้างชัดเจน ตรงนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรว่าฟอร์มมาแล้วนโยบายเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เรื่องความเชื่อมั่นจะเรียกจากนักลงทุนต่างประเทศมากน้อยแค่ไหนเป็นสาระสำคัญ

สิ่งที่เราเห็นได้วันนี้ คือ จุดที่เราเริ่มเห็นว่าไม่ดี คือ มูลค่าการซื้อขาย ถ้ากลับไปดูเดือนมกราคม มูลค่าการซื้อขาย 50,000-60,000 ล้านต่อวัน คึกคักมาก แต่พอมาเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม อย่างสัปดาห์ล่าสุดเฉลี่ยวันละประมาณ 40,000 ล้าน บางวันยังไม่ถึง พอหดตัวแปลว่านักลงทุนเริ่มจะกลับมาโหมดที่นั่งอยู่นอกวงแล้วรอดู ตรงนี้อยู่ที่ว่าถ้านักลงทุนกลยุทธ์ดีแล้วระมัดระวังถ้าใช้คำนี้ก็จะปลอดภัยมากกว่า เราไปวางกลยุทธ์แบบเดือนมกราคม ตอนช่วงมกราคมเชื่อว่าทุกคนคึกคักมากและสามารทำกำไรในตลาดหุ้นได้ค่อนข้างดี แต่พอสถานการณ์เปลี่ยนค่อนข้างเร็วก็ต้องปรับกลยุทธ์พอสมควร

 

- มูลค่าการซื้อขายเริ่มหดตัวเหลือแค่ 30,000-40,000 ล้านต่อวัน เป็นสัญญาณอะไรหรือ

 

เป็นสัญญาณที่บอกนักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบัน ความเชื่อมั่นของการลงทุนเกิดจากเรื่องผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เศรษฐกิจ การเมืองนโยบาย พวกนี้เป็นเรื่องของภาพเศรษฐกิจมหาภาคที่มีผลต่อตัวผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ต้องบอกว่าปัจจัยแวดล้อมข้างนอกถ้าเรามองไปถึงตลาดต่างประเทศด้วยกัน

 

สิ่งที่เราดีใจ คือ การค้าระหว่างสหรัฐกับจีนได้ข้อตกลง แต่ปรากฏว่าก็ไม่ได้ตกลงกันก็ดีเลย์เลื่อนกันออกไป ก็เป็นปัจจัยที่นักลงทุนโดยรวมทั่วโลกคาดหวังไว้เยอะเพราะยังไม่ได้เกิดข้อสรุป ขณะที่ราคาน้ำมันก็ลงมาด้วยแถวกว่า 50 เหรียญ ตรงนี้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งด้วยที่ทำให้นักลงทุนรู้สึกว่ามองไปทางไหนก็ไม่เห็นประเด็นเชิงบวกที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น เวลาเราลงทุนก็อยากเห็นหุ้นขึ้น ถ้าหุ้นไม่ขึ้นก็พักไว้ก่อน

 

ช่วงนี้ได้เจอนักลงทุนเยอะเรียกว่าเดินสายพบลูกค้าอยู่ ส่วนใหญ่ที่ลูกค้ามีพอร์ตอยู่แล้วก็ติดกันเยอะมาก เราก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ คือ นักลงทุนส่วนใหญ่เจอความรู้สึกหรือมีความคิดแบบนี้ คือ ไม่ขายขาดทุน มันเป็นตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น พอร์ตที่จะติดลบเท่านั้นเท่านี้ถือไปก็ได้ไม่ได้รีบร้อนเรื่องเงิน มุมนี้คิดได้ก็ต่อเมื่อหุ้นนั้นเป็นหุ้นปันผลที่ดี ภาวะตลาดมันลงหุ้นทุกตัวลงแต่จะลงมากลงน้อยขึ้นอยู่กับว่ามีปันผลไหมก็แล้วแต่ละประเด็น แต่ถ้าหุ้นที่ถืออยู่ในพอร์ตแล้วเป็นหุ้นที่ปันผลก็น้อยปีนึง 1-2% ไม่ได้ดีกว่าฝากเงินแบงก์

 

เราต้องกลับมานั่งคิดแล้วว่าถ้าเราจะถือหุ้นตัวนั้นต่อไปแปลว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นต้องดีจริงๆในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เขาไม่ได้รับผลกระทบ แต่ถ้าหุ้นตัวไหนผลประกอบการออกมาแล้วแย่กว่านักวิเคราะห์คิด เศรษฐกิจไม่ได้ดีตัวเขาเองก็ได้รับผลกระทบ ถือไปก็จะเสียโอกาส เราสู้ตัดตอนหยุดแล้วไปหาหุ้นที่ปลอดภัยพักเงินอย่างน้อยระหว่างทางมีเงินปันผลหล่อเลี้ยง ถ้าจังหวะตลาดกลับมาดีอีกทีค่อยกลับไปเทรดหุ้นที่เป็นไฮน์เบต้าหรือหาจังหวะของการเล่นรอบหุ้นมันก็สามารถทำได้ แต่เมื่อไหร่ที่เรากอดหุ้นไว้แล้วไม่สามารถขยับพอร์ตได้มันจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยกับพอร์ตการลงทุน เราก็จะรู้สึกอึดอัดและไม่ประสบความสำเร็จกับการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งมันจะประสบความสำเร็จได้เพียงแต่เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด

 

ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิดแบบนี้ต่อให้มีเงินใหม่เข้ามาใส่ในพอร์ตเพิ่ม พอร์ตก็จะไม่ขยับหรือพอร์ตไม่สามารถไปได้ถึงเป้าที่เราวางไว้ได้ กลายเป็นว่าเงินใหม่ก็ติดเงินเก่าติดก็จะยิ่งไปกันใหญ่

 

- ถ้ามองการลงทุนในหุ้นเป็นกลุ่มๆ พอจะแนะนำได้ไหม กลุ่มพลังงานถือต่อได้ไหม แบงก์ได้ไหม

 

ในกลุ่มของพลังงานมี 2 กลุ่มหลัก คือ น้ำมันและโรงงานไฟฟ้า

 

น้ำมันคุณต้องไปดูว่าในตลาดโลกน้ำมันเป็นยังไง ซึ่งราคาน้ำมันตรงนี้คงแกว่งออกด้านข้างไม่เห็นอะไรที่เด่นชัดมากนัก กลุ่มน้ำมันมองว่าถ้าจะเล่นรอบจริงๆคงต่อราคาหุ้นกันนิดนึง มองว่าอย่าง ปตท.หรือ ปตท.สผ.ที่ราคาหุ้นลงมาระดับหนึ่ง แต่ต้องหาจังหวะจริงๆ ทำรอบ

กลุ่มโรงไฟฟ้าคือต่อให้เศรษฐกิจเป็นยังไงขึ้นลงตัวสัญญาการขายไฟมันเซ็นสัญญากันไปแล้ว เพราะฉะนั้นรายได้จะสม่ำเสมอ โรงไฟฟ้าใหม่ก็เป็นไปตามแผนหรือตามตารางเวลา ไม่สามารถเลื่อนได้เพราะมีผลกระทบกับสัญญาที่ขาย โรงไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ดีซึ่งมันมี 2 แนวทางในกลุ่มนี้ คือ ถ้าชอบโรงไฟฟ้าที่มีการเติบโตปันผลไม่ได้เยอะ เรามองว่าตัว “บี.กริม” เป็นตัวที่น่าสนใจ ล่าสุดประกาศซื้อ SPT1 จากทางโกลด์ เอนเนอร์จีไปแล้ว กับอีกตัวที่โรงไฟฟ้าเน้นเรื่องปันผลสม่ำเสมอ คือ ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ ปันผลไตรมาสละประมาณ 10 สตางค์ ปีนึงก็ 40 สตางค์โดยประมาณ ราคาหุ้นกว่า 6 บาท dividend yield 6-7% ถือว่าใช้ได้

 

กลุ่มแบงก์ยังไม่ขึ้น XD มีหลายๆตัวยังไม่ขึ้น ต้องหาจังหวะในการซื้อและปันผลเล่นรอบ XD เพราะหุ้นแบงก์หลายๆตัวก็ลงมาพอสมควร อย่างที่ดูก็มี ไทยพาณิชย์ เกียรตินาคิน ช่วงนี้ใครจะซื้อหุ้นอย่าเพิ่งรีบ

ส่วนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เป็นอะไรที่น่าสนใจ ตัวราคาหุ้นลงมาเยอะและปันผลดีด้วยในหลายๆตัว ตัวที่ยังไม่ขึ้น XD ค่อนข้างดี คือ QH ราคาหุ้นต่ำกว่า 3 บาท รอบนั้นรีบาวด์ขึ้นมาจาก 2.80 บาท 3.08-3.10 บาท นี่ก็ลงมาตามภาวะตลาด dividend ก็ประกาศมาแล้ว 14 สตางค์ ราคาหุ้น 2 บาทกว่าเกือบ 3 บาท yield ก็ตก 4.7% ถือไว้เดือนเดียวก็ได้ปันผลแล้วก็ดูน่าสนใจ อสังหาริมทรัพย์เลือกหุ้นปันผลเป็นหลัก อย่าเลือกผลประกอบการหรือการเติบโตอย่าไปมองในมุมนั้น

 

- คิดว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับมา

 

คิดว่าไม่ คือ ถ้าจะเห็นเขากลับมาแบบมีนัยสำคัญจริงๆ มองว่าต้องหลังฟอร์มทีมรัฐบาลแถวพฤษภาคม โดยหลักก็ประมาณนั้น ระหว่างทางตรงนี้ คือ การเมือง ต้องบอกว่ามุมของฝรั่งที่มองประเทศประเทศหนึ่งน่าสนใจไหม

 

ความเสี่ยงหลักก่อนข้อแรก คือ การเมือง มองว่าการเมืองประเทศนั้นนิ่งหรือไม่ ถ้าการเมืองประเทศนั้นนิ่งเขาก็มาดูเรื่องเศรษฐกิจ การทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเป็นอย่างไรถ้าเทียบกับพีอีของตลาดตอนนั้นเป็นอย่างไรมันถูกหรือแพงก็ว่ากันไปตามทฤษฎี เมื่อไหร่ที่การเมืองประเทศนั้นไม่นิ่ง มีความไม่แน่นอน ยังไม่รู้ว่าภาพจะเป็นอย่างไรเขาจะใส่เกียร์ว่าง เขาอาจจะมองอยู่ข้างนอกแต่จะยังไม่เข้ามาแบบมีนัยสำคัญ อารมณ์ลึกๆ อาจจะมีเข้ามาบ้างแต่ไม่ได้เข้ามาซื้อแบบต่อเนื่อง

 

อย่างในตอนต้นปีก็คาดหวังว่าฝรั่งจะกลับมา แต่สถานการณ์แบบนี้ถามตัวเราเองได้วันที่ 24 มีนาคม ที่เราจะไปกาบัตรตัดสินใจได้แล้วหรือยัง ยิ่งฝรั่งอยู่ข้างนอกยิ่งไกล

Share on Facebook
Share on Twitter
Like this post
Please reload

1.5 x 3.jpg
Please reload

For advertising please call: 02-2534691