Seminarr.png

2561 ไม่มีอะไรดีไปกว่าหุ้น

February 6, 2018

 

ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ชี้ตลอดเดือนมกราคม 2561 เป็นเดือนที่ตลาดหุ้นโลกตลาดหุ้นไทยมีความคึกคักมาก เหตุนักลงทุนสวมหัวใจสิงห์ แม้ราคาหุ้นปรับขึ้นค่อนข้างสูงเมื่อดูจาก P/E เพราะเชื่อว่ายังมีปัจจัยที่ยังเอื้ออำนวยตลาดอยู่ โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังดำเนินหน้า และเชื่อว่ามีโอกาสน้อยที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2561 นี้ ขณะอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำ ผลประกอบการของบริษัททั่วโลกน่าจะดีกว่าในปีที่ผ่านมา .. แต่หุ้นไทยก็ยังเป็นตัวเลือกในลำดับท้ายแถวในสายตาต่างชาติ

 

ดอกเบี้ยยังต่ำ

ลงทุนในหุ้นเวิร์กสุด

ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ให้ความเห็นถึงบรรยากาศเศรษฐกิจหลังปีใหม่ ที่มีความคึกคักมาก มีการปรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่น่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่ทำนิวไฮกัน รวมทั้งไทยด้วยที่หุ้นมีความร้อนแรงมาก หลังจากถูกตั้งคำถามด้วยเป็นห่วงกังวลว่าสถานการณ์แบบนี้น่ากลัว และน่าระวังตัวหรือไม่ว่า ...”โดยพื้นฐานบรรยากาศตลาดแบบนี้ ไม่ถึงกับน่ากลัวมาก”...

 

“อาจจะมองน่ากลัวในแง่ราคาในตลาดหุ้นทั่วโลกค่อนข้างสูงเมื่อดูจาก P/E แต่ก็ยังมีปัจจัยบางอย่างที่เอื้ออำนวยอยู่ สาเหตุมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังดำเนินต่อไป และโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2561 นี้หรือปีหน้าอาจจะมีไม่มากนัก

เพราะฉะนั้นนักลงทุนจำนวนหนึ่งคาดการณ์ว่า ดอกเบี้ยทั่วโลกจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ไม่มีทางเลือกการลงทุนอื่นที่ดีไปกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นมีโมเมนตั้มที่จะไปได้อีก”

 

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ช่วงปลายปี 2560 มาตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นเร็วมากหลังจากที่มองว่าต่างชาติหยุดซื้อขายกันช่วงปีใหม่ และมีการปรับขึ้นแทบทุกตลาดแต่อาจจะมีบางตลาดที่ปรับขึ้นน้อย ก็อาจจะมีคนเตือนอยู่ตลอดว่าต้องระวัง แต่โดยพื้นฐานทางปัจจัยเศรษฐกิจไม่น่าจะมีอะไรน่ากลัวมากในปี 2561 นี้

 

“กล่าวคือ Earnings หรือผลประกอบการของบริษัททั่วไป ในทั่วโลกน่าจะดีกว่าในปี 2560 ที่ผ่านมา

 

ถ้ามองย้อนกลับไปปี 2560 สิ่งที่เกิดขึ้น คือ 1. การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลกโดยทั่วไปดีขึ้น อาจจะไม่มากหรือหวือหวามากนัก 2. การฟื้นตัวกระจายทั่วภูมิภาคทั่วโลก อย่างประเทศที่ได้รับผลกระทบต่างๆก่อนหน้านี้ก็เริ่มกลับมาดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือประเทศที่กำลังพัฒนา

กระบวนการที่กล่าวมานี้ยังดำเนินต่อไปได้ดีในปี 2561 นี้ และในปีนี้ที่มีลักษณะเด่นชัดมากขึ้น คือ นอกจากจะมีการฟื้นตัวเพิ่มขึ้นแล้ว การกระจายตัวของการฟื้นตัวก็ดีกว่าปีที่แล้วด้วย สาเหตุเพราะค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ดีขึ้น ทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือประเทศยากจนยังเป็นตลาดที่นักลงทุนยังมองอยู่ ตลาดพวกนี้เริ่มขยับมาดีขึ้น อย่างลาตินอเมริกา เวียดนาม อินโดนิเซีย ไทย ในแง่ตลาดหุ้นออกมาดีขึ้น ตลาดเล็กๆค่อยๆขยับขึ้นดีกว่าในปีที่ผ่านมา

 

เพราะฉะนั้นการไล่ล่าซื้อสินทรัพย์ต่างๆ ในตลาดหุ้น นักลงทุนพยายามที่จะกระจายไปตลาดอื่นมากขึ้น ขยายจากตลาดจีน หรือ อินเดีย มาที่ อินโดนีเซีย ไทย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ หรือ ลาตินอเมริกา

 

ดอลลาร์

ยังมีแนวโน้มอ่อนค่า

ศ.ดร.ตีรณ อธิบายเสริมว่า ล่าสุดสถานการณ์ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมีปัญหามากขึ้นในเรื่องการเมืองในประเทศ ทำให้เป็นปัจจัยหลักที่ยังกดค่าเงินดอลลาร์อยู่ และทำให้ค่าเงินดอลลาร์รีบาวน์ แข็งค่ากลับมาได้ยากในปีนี้ โอกาสที่จะกลับมารีบาวน์แข็งค่าขึ้นต้องรอดูปลายปี 2561 หรือปีหน้ากันต่อไป

 

“อีกเรื่อง คือ โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมีท่าทีผ่อนคลายขึ้น ในเชิงของการทำการค้าต่างประเทศ เริ่มยอมรับการเจรจาทางการค้าแบบทวิภาคี ขณะเดียวกันเริ่มผ่อนคลายในเรื่องข้อตกลง NAFTA และ TTP เริ่มให้ความรู้สึกว่ามีช่องโอกาส ไม่ทำให้ข้อตกลงที่ได้พูดคุยกันมาก่อนหน้านี้ตายไป

เพราะฉะนั้นในช่วงที่ผ่านมาหุ้นทางลาตินอเมริกาขึ้นแรงมากซึ่งมีผลมาจากตรงนี้ด้วย”

 

สำหรับประเด็นการลดภาษีของสหรัฐอเมริกา มีคำถามว่ามีการลดภาษีแต่ทำไมค่าเงินดอลลาร์ยังอ่อนอยู่ การลดภาษีมีผลต่อภาคธุรกิจระยะยาวจะไม่เห็นผลเร็วเหมือนดอกเบี้ย ในขณะที่ดอกเบี้ยยังทรงตัวอาจจะปรับขึ้นได้ 2-3 ครั้ง อย่างมาก 4 ครั้ง ส่วนใหญ่เชื่อว่า 3 ครั้ง เพราะสถานการณ์ทำให้การมองผลกระทบจากการลดภาษียังไม่มา แต่ในระยะยาวภาคธุรกิจในสหรัฐอเมริกาจะมีความเข้มแข็งมากขึ้นจากมาตรการภาษีที่โดนัลด์ ทรัมป์ผลักดันออกมา แต่สถานการณ์แบบนี้จะเห็นช้า แต่ถ้าเห็นผลแปลว่าราคาหุ้นในสหรัฐอเมริกาขึ้นไปแล้ว

 

“หากพูดถึงการลงทุนที่เหมาะสมในตลาดหุ้นทั่วโลกในขณะนี้เริ่มต้องระวังมากขึ้น หลายคนอาจบอกว่าในช่วงที่ผ่านมาอยากเก็บเงินสดเพราะสถานการณ์ยังแกว่งอยู่ ก็เป็นแนวคิดที่ดีอยู่เหมือนกัน จะไปลงทุนในตลาดที่มีความเสี่ยงทั้งหมดก็คงไม่ได้ แต่ทางเลือกของนักลงทุนก็ไม่มีมาก และการดูแลสินทรัพย์ตัวเองก็ไม่ใช่ง่าย ครั้นจะลงทุนใน Bond แต่ QE ก็กำลังจะยกเลิก และ Bond ทั่วโลกก็ไม่ลง

 

ประเทศที่กำลังพัฒนาต่างๆที่จะไปลงทุนก็ลำบากเพราะ Bond เหล่านี้ถือเงินรัฐบาลที่มีหนี้สูงอยู่ เพราะถ้าหนี้สูงความเสี่ยงก็มีมากขึ้นตามไปด้วย ตลาด Bond ทั่วโลกจึงไม่มีความน่าสนใจมาหลายปีแล้วและในปีนี้ก็ยังไม่น่าสนใจ ทำให้คนยังวิ่งไปที่ตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยง แต่คิดว่าในช่วงต้นปียังพอถือได้และยังไม่ถึงขั้นที่ต้องรีบขาย”

 

ต่างชาติเน้นซื้อบอนด์

เมินลงทุนตลาดหุ้นไทย?

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า สำหรับไทย ตั้งแต่ปีใหม่มา เงินลงทุนของต่างชาติ ที่ไหลเข้าไทยกลับ ไปลงทุนในตลาด Bond มากกว่า ตลาดหุ้น ...นั่นก็เป็นเพราะ ต่างชาติมองว่า หุ้นไทยยังไม่น่าลงทุน คือ มองว่าบริษัทจดทะเบียนไทยยังไม่น่าสนใจ แต่ที่ตลาด Bond น่าสนใจเพราะ 1.ดอกเบี้ยยังสูงอยู่ 2.ค่าเงินบาทแข็งขึ้นในช่วงนี้ แต่ถ้าถึงช่วงที่นักลงทุนต่างชาติถอนการลงทุนออกไปก็จะมีผลต่อค่าเงินบาท

 

“เพราะฉะนั้น จะดูเผินๆ แล้วมาดีใจว่ามีกระแสเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาประเทศไทยไม่ได้ เพราะเขามาลงทุนเพราะเห็นว่า เป็นของตาย หมายความว่า ค่าเงินของไทยที่ดูแลจัดการค่อนข้างนิ่ง เพราะฉะนั้นนักลงทุนต่างชาติดูออก มองว่าแบบนี้ลงแล้วคุ้ม เหมือนกับสมัยก่อนที่เกิดวิกฤตค่าเงินบาท ที่มองว่าคุ้มเพราะดอกเบี้ยสูงและค่าเงินนิ่ง ทำให้ความเสี่ยงไม่มีเลยถึงมาซื้อ Bond ไทย เมื่อถึงเวลาครบกำหนด 3-6 เดือนก็ขายทิ้งไป หากแนวโน้มไม่ดีก็ขาย แต่ถ้ายังมีแนวโน้มดีก็ถือต่อไป

 

ส่วนที่ต่างชาติยังไม่เข้าตลาดหุ้นไทย เพราะตลาดหุ้นไทยยังไม่น่าสนใจมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นประเทศอื่น อย่างเวียดนาม บราซิล เม็กซิโก พวกนี้ยังน่าสนใจกว่า หรืออย่างอินโดนิเซียแม้ว่าจะขึ้นช้ากว่าไทยแต่ก็ยังน่าสนใจ ก็แล้วแต่ว่านักลงทุนต่างประเทศการบริหารกองทุนก็อยู่ที่ว่าจะกระจายความเสี่ยงไปที่ไหน แต่ของไทยอัตราการเติบโตยังเติบโตแบบช้า เพราะฉะนั้นคนที่จะลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาจะดู GDP เป็นหลักว่าในระยะยาวสามารถที่จะรับได้หรือไม่ ภูมิประเทศในแถบเอเชียที่โตช้าจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกส่วนหนึ่ง เช่น สิงคโปร์ ไทย บรูไน แต่สิงคโปร์จะมีอนาคตดีกว่าไทยเพราะมีนวัตกรรมและการส่งออกฟื้นตัวได้เร็วมากเมื่อเทียบกับไทย ถ้าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้จริง

 

ความน่าสนใจของไทยยังอยู่ปลายแถวในสายตาของตลาดโลก ในอนาคตตลาดโลกมองอินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ หรือ เวียดนาม ที่ยังน่าสนใจกว่า

 

ส่วนตลาดที่ลึกกว่านี้หรืออยู่ห่างไกล เช่น กัมพูชา ยังเป็นประเทศที่เล็ก ส่วนตลาดหุ้นเมียนม่ายังเพียงเริ่มต้นและยังไม่มีกองทุน ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะซื้อกองทุนที่ไหน ถึงจะสนใจจะซื้อแต่ก็ไม่มีให้ซื้อ เพราะฉะนั้นประเทศที่น่าสนใจหรือเติบโตเร็วจะมีจีน อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เวียดนาม ลาว กัมพูชา หรือ เมียนม่า ในกลุ่มนี้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศในแถบปากีสถาน หรือ อินเดีย

 

อย่างของไทยยังห่างไกลเพราะไทยเติบโตช้า เพราะเติบโตอย่างมากก็ 4-4.5% ขณะที่สิงคโปร์เติบโตน้อย 2-3% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะสามารถเติบโตได้ถึง 6-7% ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า”

ยิ่งมาเจอค่าเงินบาทที่แข็งค่าแบบนี้ ยิ่งคิดหนักเพราะมันแพง ตอนนี้ซื้อแพงแล้วใน 4-5 ปีถ้าค่าเงินบาทอ่อนลงในอีก 4-5 ปีก็จะขาดทุน แต่ถ้าลงทุนซื้อพันธบัตรถือว่าเป็นของตายไม่ต้องวิเคราะห์มาก เมื่อถึงเวลาก็ขายออกไป

 

จากสถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มว่าจะอ่อนต่อไป ส่งผลทำให้ค่าเงินในเอเชียแข็งค่าขึ้น ทำให้การลงทุนแพง แบบนี้ไทยเองก็ต้องเหนื่อยเพราะแพงมานานแล้ว แต่ประเทศอื่นถูกมาก่อน เช่น จีน หรือ อินโดนีเซีย แต่ของไทยต้องถือในระดับหนึ่งจะไปถือจริงจังไม่ได้ในมุมมองนักลงทุนต่างประเทศ หลักใหญ่คือต้องกระจายความเสี่ยง และตอนนี้การกระจายความเสี่ยงง่ายขึ้นเพราะว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลก ทำให้ผลประกอบการบริษัททั่วไปดี ไม่ใช่เฉพาะในบางภูมิภาคแต่ดีทั่วภูมิภาค ทำให้นักลงทุนต่างชาติสบายใจได้ว่าถ้าสหรัฐอเมริกามีราคาแพงก็กระจายไปที่อื่น แล้วค่อยกลับมาที่สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง คาดว่าการกลับไปน่าจะเป็นปีหน้า

 

“ขณะนี้ ที่เราส่งออกได้ก็ยังเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวที่คิดว่าดี โดยนับจำนวนหัวว่าเพิ่มขึ้นมาก ก็ไม่รู้ว่าการคำนวณตัวเลขจำนวนหัวของนักท่องเที่ยวถูกต้องหรือไม่ หากคนไทยไปต่างประเทศแล้วกลับเข้ามาจะไปนับว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรือไม่ หรือที่เดินทางเข้ามาประชุมหรือสัมมนาจะถือว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรือไม่ ทำให้สถานการณ์อาจมีคำถามอยู่ จริงที่ตลาดหุ้นไทยยังไปได้ แต่ว่านักลงทุนต่างชาติคงมองตลาดประเทศอื่นก่อน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนต่างชาติถึงยังมาไม่ถึงตลาดหุ้นไทยเสียที ช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็เข้าไปที่ตลาดไต้หวันและเวียดนามมากกว่า”

Share on Facebook
Share on Twitter
Like this post
Please reload

1.5 x 3.jpg
Please reload

For advertising please call: 02-2534691