Seminarr.png

ประกันลุ้นสุดเฮือก..ดิ้นจับกำลังซื้อใหม่

December 7, 2016

ธุรกิจประกันชีวิตยังคาดหวังเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากหลากหลายภาคส่วนสำหรับสร้างยอดขายในช่วงท้ายปีนี้อย่างเต็มสตรีม หลังจากเผชิญแรงกดดันมาตลอดเกือบทั้งปีที่ทำให้เบี้ยประกันไม่เข้าเป้าหมายแผนงานกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะกำลังซื้อที่หดหายไปกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างต่อเนื่องทั้งปี ถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับธุรกิจที่จะต้องปรับแก้เกมกันอุตลุด

 

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่าภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ผันผวนและอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ ทำให้ผู้บริโภคเริ่มมองหาช่องทางการลงทุนรูปแบบใหม่ๆที่ให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ตามระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนสามารถยอมรับได้ เพื่อตอบโจทย์การออมระยะยาวและสามารถใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่

 

ล่าสุด บริษัทได้ขยายเวลาเสนอขาย “เมืองไทย ยูแอล 1 สินเพิ่มทรัพย์” ในโครงการ Beyond Savings 1 ที่เพื่อเปิดโอกาสลงทุน พร้อมความคุ้มครองชีวิตสูง โดยที่เงินต้นไม่หายเมื่อถือกรมธรรม์จนครบสัญญา ซึ่งเป็นแบบประกันชีวิตแบบชำระเบี้ยครั้งเดียว คุ้มครองชีวิต 10 ปีสูงถึง 130% ของเบี้ย หรือ 130% ของมูลค่าการลงทุน ณ ขณะนั้น (แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่ากัน)

 

จุดเด่นของกรมธรรม์เปิดโอกาสให้ผู้เอาประกันได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น โดยจัดสรรเงินลงทุนในหุ้น สัดส่วนไม่เกิน 10% ส่วนที่เหลือจะลงทุนในเงินฝาก ตราสารหนี้ภาครัฐและภาคเอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือและให้ผลตอบแทนดีในระยะยาว ซึ่งจะเป็นส่วนที่สร้างผลตอบแทนให้อย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญสามารถลดหย่อนภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร หากผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่จนครบสัญญากรมธรรม์ในสิ้นปีที่ 10 จะได้รับเงินครบกำหนดเท่ากับมูลค่าลงทุน ณ เวลานั้น หรือรับ 115% ของเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว (แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่ากัน)

 

สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนเพื่อลดหย่อนภาษีแบบได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน พร้อมการออมเงินสม่ำเสมอ บริษัทนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต “เมืองไทยสมาร์ท เซฟวิ่ง 10/6” เหมาะกับวัยทำงานที่ต้องการวางแผนเงินออมและต้องการรับผลตอบแทนที่แน่นอน โดยมีเงินจ่ายคืนทุกปี รวมผลประโยชน์ตลอดสัญญาสูงถึง 700% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ณ วันเริ่มสัญญา ในขณะเดียวกันก็ได้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วย โดยแบบประกันนี้เหมาะ

ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วตั้งแต่ปี 2548 โดยมีประชากรผู้สูงอายุ 10.4% ของประชากรทั้งประเทศและคาดว่าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ในช่วงปี 2567-2568 ที่คาดว่าจะมีผู้สูงอายุกว่า 14 ล้านคน คิดเป็น 20% ของจำนวนประชากร ซึ่งในประชากรทุกๆ 5 คน จะมีผู้สูงอายุ 1 คน

 

ข้อมูลของธุรกิจประกันชีวิตปี 2557 ประชากรไทย 62 ล้านคน มีคนที่อยู่ในวัยเกษียณอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) 8 ล้านคน ในจำนวนนี้พบว่าไม่ถึง 10% หรือ 8 แสนคน มีชีวิตความเป็นอยู่ในวัยเกษียณแบบค่อนข้างสบาย ขณะผู้สูงอายุที่เหลือ มีชีวิตความเป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน หลายคนยังต้องทำงานเพื่อยังชีพและหลายคนต้องอาศัยเงินจุนเจือจากรัฐบาล

 

ดังนั้น บริษัทจึงเล็งเห็นความสำคัญของการวางแผนเกษียณสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจและมีความพร้อมวางแผนในอนาคตให้มีเงินใช้อย่างพอเพียงและแน่นอน โดยเชื่อมั่นว่าโครงการ “เมืองไทย รีเทิร์น รีไทร์” เหมาะกับผู้ที่ต้องการเตรียมพร้อมเกษียณ โดยจ่ายเบี้ยสั้นเพียง 5 ปี รับเงินบำนาญสูงถึงปีละ 20% ของทุนประกัน ตั้งแต่วันครบรอบปีกรมธรรม์ที่อายุ 60 ปี ไปจนถึงปีกรมธรรม์อายุครบ 85 ปี โดยรับรองการจ่ายเงินบำนาญ 15 ปี พร้อมใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ด้วย

 

นายสวัสดิ์ นฤวรวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่าได้เปิดแผนประกันใหม่ “ไทยประกันชีวิต เติมเงินยามป่วย” โดยเป็นแผนค่ารักษาพยาบาลรายวันแบบรีฟันด์ พลัส เพื่อกระตุ้นยอดขายปลายปีนี้ เจาะกลุ่มเป้าหมายกลุ่มคนทำงานทุกสาขาอาชีพที่ไม่มีสวัสดิการรองรับ เช่น เจ้าของธุรกิจทั่วไป ธุรกิจเอสเอ็มอี พ่อค้า แม่ค้า นักร้อง นักแสดง ฯลฯ

 

แผนประกันจะคุ้มครองผู้เอาประกันในกรณีเจ็บป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุ ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ทำให้ต้องหยุดงาน ขาดรายได้ โดยรับเงินชดเชยรายวันสูงสุด 3,000 บาท นานสูงสุด 365 วัน กรณีต้องผ่าตัดใหญ่ รับเงินชดเชยสูงสุด 6 หมื่นบาทต่อครั้งของการรักษาและเมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว ยังได้รับเงินปลอบขวัญสูงสุด 3,000 บาท รับอายุผู้เอาประกันตั้งแต่ 16-60 ปี มีระยะเวลาชำระเบี้ยและคุ้มครอง 5 ปี ที่สำคัญ ถ้าผู้เอาประกันไม่เคลมสินไหมเลยในทุกกรณี บริษัทจะคืนเบี้ยประกันของปีสุดท้ายคืนให้ 100%

 

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต เปิดเผยว่าได้ออกแบบประกัน “ไทยสมุทร ออมคุ้มค่า10/2 10/3 10/4 10/5” ลูกค้าสามารถเลือกระยะเวลาชำระเบี้ยได้ตามต้องการตั้งแต่ 2-5 ปี คุ้มครอง 10 ปีเท่ากันทุกแบบ ระหว่างสัญญาจะมีเงินคืนทุกปี

 

ผลตอบแทนจะมากขึ้นตามรูปแบบระยะเวลาชำระเบี้ยที่ลูกค้าเลือก เช่น แบบประกันไทยสมุทร ออมคุ้มค่า 10/2 รับเงินคืนทุกปี ปีละ 2% ของทุนประกัน ครบกำหนดรับ 200% รวมผลประโยชน์ตลอดสัญญา 220% ของทุนประกัน พร้อมความคุ้มครองชีวิตสูงสุด 200% ของทุนประกัน หรือถ้าเลือกชำระเบี้ยนานขึ้น เช่น แบบออมคุ้มค่า 10/5 ชำระเบี้ย 5 ปี จะได้รับเงินคืนทุกปีสูงขึ้น เป็นปีละ 5% ของทุนประกัน ครบกำหนดรับ 500% ของทุนประกัน รวมผลประโยชน์ตลอดสัญญา 550% ของทุนประกัน ความคุ้มครองชีวิตสูงสุด 500% ของทุนประกัน ซึ่งทุกแบบประกันรับทุนประกันขั้นต่ำ เริ่มต้นที่ 3 หมื่นบาทและไม่จำกัดจำนวนวงเงินประกันสูงสุด รับอายุผู้เอาประกันตั้งแต่ 30 วัน – 65 ปี

 

สำหรับผู้ที่ต้องการมากกว่าผลตอบแทนที่ปั้นได้ แต่ความคุ้มครองครบครัน ยังมีแบบประกัน “ไทยสมุทร ออมคุ้มครอง 10/6, 10/7, 10/8, 10/9, 10/10” ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกระยะเวลาชำระเบี้ยได้ตามต้องการเช่นกัน ตั้งแต่ 6-10 ปี โดยระหว่างสัญญาจะมีเงินคืนทุกปี ปีละ 2% ของทุนประกัน เมื่อครบกำหนดรับคืน 200% ของทุนประกัน รวมรับผลประโยชน์ 220% ของทุนประกัน พร้อมรับความคุ้มครองชีวิตคงที่ 200% ของทุนประกันตลอดสัญญา ผู้เอาประกันยังสามารถซื้อสัญญาเพิ่มเติมได้ พร้อมแถมความคุ้มครองจากสัญญาเพิ่มเติมผลประโยชน์ยกเว้นชำระเบี้ย กรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง รับทุนประกันขั้นต่ำเริ่มต้น 1 แสนบาท ไม่จำกัดวงเงินสูงสุด อายุรับทำประกันเริ่มตั้งแต่ 30-60 ปี

 

นายปรีชา รุธิรพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต หรือ SCBLIFE แนะนำการเลือกทำประกันชีวิตให้เหมาะสมกับช่วงวัยแก่ผู้บริโภคคนไทยว่าควรพิจารณาถึงความต้องการเฉพาะในแต่ละช่วงวัยเป็นหลัก ได้แก่

 

1. วัยทำงาน ควรพิจารณาแบบประกันเพื่อความคุ้มครองชีวิต เพราะจ่ายเบี้ยไม่สูง สามารถซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมในอนาคตอีกด้วย เช่น คุ้มครองสุขภาพ คุ้มครองโรคร้ายแรงและคุ้มครองอุบัติเหตุ

 

2. วัยเริ่มมั่นคง ควรพิจารณาหาแบบสะสมทรัพย์ หรือบำนาญ เพราะเมื่อรายได้เพิ่มมากขึ้น ภาระด้านภาษีก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การทำประกันสำหรับช่วงวัยนี้ ควรเลือกพิจารณาแบบประกันสะสมทรัพย์ หรือบำนาญ เพื่อช่วยลดภาระทางภาษีและเป็นการออมเงินเพื่ออนาคตไปด้วยในตัว

 

3. วัยเริ่มสร้างครอบครัว ควรพิจารณาวางแผนหาแบบประกันชดเชยรายได้และคุ้มครองชีวิต โดยเลือกทำประกันชีวิตแบบชดเชยรายได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆและควรพิจารณาในส่วนของประกันแบบคุ้มครองชีวิตเพิ่มเติม เพื่อให้ผลประโยชน์และวงเงินคุ้มครองครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับคนในครอบครัว

 

4. วัยเริ่มขยายครอบครัวและมีบุตร ควรพิจารณาแบบประกันเพื่อดูแลสุขภาพบุตร เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ควรเตรียมความพร้อมกับเหตุการณ์ต่างๆ เช่น เจ็บป่วยหรือปัญหาสุขภาพของบุตร ดังนั้น ควรพิจารณาเลือกกรมธรรม์ประกันสุขภาพสำหรับบุตร เพื่อลดภาระการเงินด้านค่ารักษาพยาบาล

 

5. วัยใกล้เกษียณ ควรเตรียมความพร้อมด้วยการเลือกแบบประกันชีวิตบำนาญ โดยเป็นช่วงวัยที่ทุกคนควรให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมในการวางแผนการเงินแต่เนิ่นๆ เพราะค่าใช้จ่ายหลังเกษียณเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เกิดความมั่นคงทางการเงินในยามเกษียณ.

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Like this post
Please reload

1.5 x 3.jpg
Please reload

For advertising please call: 02-2534691