การแก้ไขปัญหาตลาดมืดแบบอินเดีย

December 7, 2016

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียได้ประกาศยกเลิกธนบัตรมูลค่า 500 และ 1,000 รูปี ที่ใช้อยู่ก่อนหน้านั้น และให้ผู้ที่ถือธนบัตรมูลค่าดังกล่าวนำไปแลกธนบัตรที่รัฐบาลออกใหม่มูลค่า 500 และ 2,000 รูปี ได้ที่ธนาคารหรือที่ทำการไปรษณีย์คนละ 2,000 รูปีต่อวัน และให้ถอนเงินจากเครื่องเอทีเอ็มได้ 2,500 รูปีต่อบัญชีต่อวัน หรือจากสาขาธนาคารได้ 24,000 รูปีต่อบัญชีต่อสัปดาห์

 

ผลคือได้สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นทั้งประเทศ คนอินเดียแห่กันไปแลกธนบัตรคืนกันอุตลุดเพราะกลัวธนบัตรที่ถืออยู่จะกลายเป็นเศษกระดาษหลัง 50 วันที่รัฐบาลกำหนดให้แลกธนบัตรเก่าเป็นธนบัตรใหม่

 

ธนบัตร 500 และ 1,000 รูปีที่ถูกยกเลิกเป็นธนบัตรที่มีมูลค่าสูงสุดที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของอินเดียเกินกว่าครึ่ง จึงแน่นอนว่าการที่รัฐบาลประกาศยกเลิกธนบัตรทั้ง 2 ชนิดย่อมทำให้ธุรกรรมทางธุรกิจหยุดชะงักในระยะสั้น เพราะเศรษฐกิจของอินเดียเป็นเศรษฐกิจที่ยังใช้เงินสดเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยน

 

แต่รัฐบาลอินเดียโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีกล้าหาญที่จะยกเลิกธนบัตรดังกล่าว เพื่อสนับสนุนนโยบายที่ประกาศไว้ว่าจะจัดการกลุ่มอาชญากร กลุ่มก่อการร้าย การทุจริตคอร์รัปชั่น การทำธุรกิจผิดกฎหมายและการหลีกเลี่ยงภาษี โดยยืนยันว่าประชาชนผู้สุจริตจะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลเพราะสามารถนำธนบัตรที่ถูกยกเลิกเข้าบัญชีธนาคารหรือเปลี่ยนเป็นธนบัตรรุ่นใหม่ได้ภายในวันที่ 30 ธันวาคมศกนี้

 

เพราะฉะนั้นถึงในระยะแรกจะเกิดความปั่นป่วนเพราะความตื่นตระหนกบ้าง แต่ปัญหาจะเริ่มคลี่คลายเมื่อเวลาผ่านไปและประชาชนทั่วไปยังให้ความสนับสนุนรัฐบาลที่กล้าออกมาตรการเด็ดขาดมาจัดการกับผู้ที่ใช้เงินสดเป็นเครื่องมือในการทุจริตคอร์รัปชั่น หลีกเลี่ยงภาษี และกระทำการผิดกฎหมาย เมื่อพบว่า 5 ปีหลังมีการหมุนเวียนของธนบัตร 2 ประเภทนี้สูงผิดปกติ

 

ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่และประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน แต่โชคดีที่สามารถผลิตนักการเมืองและผู้ปกครองประเทศที่จัดว่าเป็นรัฐบุรุษออกมาบริหารประเทศต่อเนื่องกันหลายท่าน จนทำให้กลายเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ว่าคนส่วนใหญ่ยังด้อยการศึกษา ซึ่งหลายคนมีความเชื่อว่าเป็นอุปสรรคต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

 

ความจริงปัญหาเรื่องการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มอาชญากร กลุ่มก่อการร้าย การทุจริตคอรัปชั่น และการหลีกเลี่ยงภาษีโดยใช้เงินสดเป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบที่รวมๆ เรียกว่าธุรกรรมในตลาดมืดนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาของประเทศอินเดียประเทศเดียว แต่เป็นปัญหาของประเทศที่กำลังพัฒนาหลายประเทศมากบ้างน้อยบ้าง แต่ไม่มีประเทศใดกล้าใช้มาตรการเด็ดขาดออกมาจัดการเหมือนรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดียท่านนี้

 

ท่านนายกรัฐมนตรีโมดีได้รับเลือกตั้งมาในปี พ.ศ. 2557 คือเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ท่านสังกัดพรรคภราติยะ ธนะตะ ซึ่งอาจจัดว่าเป็นพรรคชาตินิยมของชาวฮินดูซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ท่านได้ประกาศหลังเลือกตั้งว่า ในฐานะผู้นำของประเทศท่านจะให้ความสำคัญต่อศาสนาทุกศาสนาเท่าเทียมกัน

 

ท่านได้รับเลือกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำพรรคฝ่ายค้าน โดยเอาชนะพรรคคองเกรสซึ่งเป็นพรรครัฐบาลขณะนั้น เพราะประชาชนชาวอินเดียเบื่อหน่ายพฤติกรรมการโกงกิน คอรัปชั่นของนักการเมืองและข้าราชการ ทั้งเศรษฐกิจของประเทศก็เริ่มชะลอการขยายตัว จึงเลือกท่านนายกฯโมดีเข้ามา เพราะท่านเป็นคนที่กล้าตัดสินใจ ไม่กลัวระบบข้าราชการ ไม่กลัวประเทศมหาอำนาจต่างชาติ ตามค่านิยมและแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก แม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด การตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรปของชาวอังกฤษ และของชาวฟิลิปปินส์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของเขา

 

ผมจำตัวเลขประมาณการมูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดมืดในประเทศไทยไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าจะมีนักวิชาการบางท่านเคยศึกษาและประมาณมูลค่าไว้ว่าอาจจะสูญถึงประมาณร้อยละ 20 ของรายได้ประชาชาติปีละประมาณ 13 ล้านล้านบาท เท็จจริงอย่างไรผมจำไม่ได้จริงๆ แต่ถึงอย่างไรตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดมืดนั้นเป็นแค่การประมาณการที่ไม่มีหลักฐานทางสถิติตัวเลขเป็นทางการสนับสนุนอยู่ดี เพราะชื่อก็บอกใช่ไหมครับว่าเป็นตลาดมืด คงไม่มีใครเก็บสถิติเอาไว้เป็นทางการอย่างแน่นอน

 

เอาว่าพอเชื่อได้ว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดมืดในประเทศไทยคงมากมายมหาศาลพอที่จะทำให้ตัวเลขรายได้ประชาชาติของประเทศเพิ่มขึ้นไม่น้อย ถ้ามีใครสามารถทำให้ตลาดมืดกลายเป็นตลาดสว่าง แม้แต่บางส่วนก็ยังดี ยกเว้นแต่ว่าประเทศไทยไม่มีตลาดมืดเพราะไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น ไม่มีการค้ายาเสพติด ไม่มีการพนันผิดกฎหมาย ไม่มีการค้าประเวณี ไม่มีการหนีภาษี และไม่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการค้ามนุษย์ อย่างที่ถูกองค์กรระหว่างประเทศบางแห่งกล่าวหา

 

ความจริงเรื่องแนวความคิดให้ยกเลิกธนบัตรมูลค่าสูงๆ เพื่อแก้ไขปัญหาตลาดมืด ไม่ใช่เพิ่งเกิดที่ประเทศอินเดีย แต่มีผู้เสนอแนวความคิดนี้ในประเทศไทยนานมาแล้วเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่มีการกล่าวกันว่าเก็บเงินสดไว้ในตู้เย็นบ้าง ในห้องลับใต้ดินบ้าง เท็จจริงอย่างไรไม่มีใครพิสูจน์ แต่ไม่มีรัฐบาลไหนนำมาตรการดังกล่าวออกมาใช้ อาจเป็นเพราะปัญหาของเราไม่ได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่รุนแรงเท่าที่เกิดในประเทศอินเดีย รวมทั้งเกรงว่าหากมีการนำมาตรการนี้มาใช้จริงจะเกิดความปั่นป่วนขึ้นเหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดียที่ชาวบ้านทั่วไปเดือดร้อนไปรอเข้าคิวแลกธนบัตรเก่าให้เป็นธนบัตรใหม่ เพราะไม่มีบัญชีธนาคารที่จะนำไปฝาก

 

เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็ได้แต่คอยติดตามผลของการใช้มาตรการเข้มสุดยอดของท่านนายกฯโมดีของอินเดียไปพลางก่อนว่าการยกเลิกธนบัตรยอดนิยมของท่านจะแก้ปัญหาตลาดมืดได้ก่อน หรือจะทำให้ท่านถูกเด้งออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งของโลกก่อนกันแน่

 

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ต้องชื่นชมในความกล้าหาญของท่าน ใช่ไหมครับ

 

 

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Like this post
Please reload

1.5 x 3.jpg
Please reload

For advertising please call: 02-2534691