Seminarr.png

K BANK รายใหญ่ทะลุจนต้องทุบ..SME เร่งเครื่องเข้าเป้าสิ้นปี 5-7%

September 11, 2016

กสิกรไทยอวดผลงานครึ่งปี สายงานธุรกิจลูกค้ารายใหญ่โต 9% จากเป้า 4-6% ต้องหาทางทุบลงให้เป็นไปตามเป้า ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง เงินกองทุน และรายได้ ส่วนสายงานเอสเอ็มอีทำได้ 2% จากเป้าโต 5-7% หากยังเชื่อสิ้นปีทำได้ตามเป้าหมาย เหตุได้อานิสงส์มาตรการภาครัฐช่วยหนุน เผยกลุ่มเสี่ยงอย่างเหล็ก จิวเวลรี่ พืชไร่ ไม่ปล่อยสินเชื่อแน่ ด้านหนี้เสียรายใหญ่อยู่ที่ 2% เอสเอ็มอีอยู่ที่ 4% ระบุครึ่งปีหลังธุรกิจรายใหญ่มีระดมทุนในตลาดทุนอีกเพียบ

 

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของสายงานธุรกิจลูกค้าบรรษัทที่ดูแลลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมียอดสินเชื่อคงค้าง 512,137 ล้านบาท เติบโต 9% จากสิ้นปี 2558 จากที่ในปีนี้มีเป้าหมายเติบโต 4-6% ซึ่งธนาคารต้องหาทางลดการเติบโตลง

 

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง เงินกองทุน และความสามารถในการหารายได้ เนื่องจากสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่มีมาร์จิ้นต่ำตามความเสี่ยงของลูกค้าที่มีน้อย ทำให้ธนาคารมีรายได้จากลูกค้ากลุ่มนี้ไม่มาก แตกต่างจากลูกค้าเอสเอ็มอีที่สินเชื่อมีมาร์จิ้นสูง ตามความเสี่ยงของลูกค้าที่มีสูง หากก็ทำให้ธนาคารมีรายได้จากลูกค้ากลุ่มนี้มากกว่า ถ้าสามารถควบคุมคุณภาพหนี้ หรือไม่ให้มีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงเกินไป

 

ขณะที่ในส่วนสายงานธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการหรือเอสเอ็มอี ในครึ่งปีแรกมีสินเชื่อคงค้าง 628,693 ล้านบาท เติบโต 2% จากสิ้นปี 2558 จากที่มีเป้าหมายเติบโต 5-7% ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากเศรษฐกิจมีสัญญาณเติบโตดีขึ้น

 

“อุตสาหกรรมที่โดดเด่นในครึ่งปีแรกของธนาคาร ได้แก่ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ค้าวัสดุก่อสร้าง ยานยนต์ และฮาร์ดแวร์ เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ อย่างไรก็ดี ธนาคารมีความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อในบางอุตสาหกรรมที่ยังมีความเสี่ยง คือ อุตสาหกรรมเหล็กที่ไม่ปล่อยแน่ๆ จิวเวลรี่ และพืชไร่ โดยเฉพาะถ้าเป็นเกษตรกรรายเล็กจะไม่ปล่อยสินเชื่อ” นายพัชระ กล่าวและเผยต่อไปว่า

 

ในส่วนมาตรการช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว ธนาคารได้มีการช่วยเหลือมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยมียอดสินเชื่อที่เข้ามาตรการช่วยเหลือจำนวน 149,000 ล้านบาท โดย ณ 30 มิถุนายน 2559 มียอดสินเชื่อคงค้างของลูกค้าที่เข้ามาตรการอยู่ที่ 24,000 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนลดลงเนื่องจากลูกค้าธุรกิจมีการปรับตัวตั้งรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวได้ดีขึ้น ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อดีขึ้น หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ชะลอตัวลง โดยปัจจุบัน NPL ของสินเชื่อเอสเอ็มอีอยู่ที่ 4% และ NPL ของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ที่ 2% ซึ่งถึงสิ้นปีเชื่อว่าจะอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าว

 

นอกจากนี้ ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการดูแลลูกค้าในทุกห่วงโซ่ธุรกิจ (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ การบริโภค อุตสาหกรรมหนัก และโครงสร้างพื้นฐาน/พลังงาน ให้ได้รับเงินทุน ทั้งเงินกู้ระยะยาวและเงินทุนหมุนเวียน รวมถึงการบริหารเงินทั้งขารับและขาจ่ายผ่านบริการดิจิทัล แบงกิ้ง ให้มีหลักฐานการเดินบัญชี ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันการเข้าถึงห่วงโซ่ธุรกิจทำให้ธนาคารสามารถรู้ถึงการใช้สินเชื่อของลูกค้าเอสเอ็มอี ทำให้ความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารลดลง

 

ส่วนลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มการระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ และกองรีทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งธนาคารไม่สามารถสนับสนุนได้ทั้งหมด จึงแนะนำลูกค้าให้ระดมทุนผ่านช่องทางอื่นๆ ด้วย เช่น การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) และการออกทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) โดยธนาคารยังคงครองความเป็นที่ 1 ของตลาดของ REIT และ IPO มูลค่ากว่า 8,085 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของตลาดที่มีมูลค่าราว 20,125 ล้านบาท

 

นายพัชร กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยในส่วนของลูกค้าขนาดใหญ่ยังมีความต้องการระดมทุนผ่านตลาดทุน ซึ่งธนาคารได้รับแต่งตั้งเป็นเป็นที่ปรึกษาการระดมทุนผ่านการขายหุ้นไอพีโอ (IPO) ในช่วงครึ่งปีหลัง 1-2 ดีล ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงาน นอกจากนี้จะมีการออกกองทุน REIT อีก 2 กอง มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท และมีดีลการควบรวมกิจการ (M&A) อีก 3-6 ดีล ในกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ รับเหมา และลีสซิ่ง

 

ส่วนทางด้านเอสเอ็มอีมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยได้แรงสนับสนุนจากมาตรการช่วยเหลือและการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากภาครัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการบัญชีเดียว พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ และ National e-Payment เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีข้อมูลในระบบที่ถูกต้องในการทำธุรกิจ ซึ่งจะเป็นผลดีในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการขยายการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังปรับตัวนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Like this post
Please reload

1.5 x 3.jpg
Please reload

For advertising please call: 02-2534691