ตลาดหุ้นไทยยังคงคอยวัคซีน


ตลาดหุ้นสหรัฐ และยุโรปเป็นผู้นำ !

ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นจะยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากทิศทางของตลาดหุ้นโลกที่ยังคงเป็นขาขึ้นหลังจากที่ดัชนี MSCI ACWI ของตลาดหุ้นโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.86% โดยที่ตลาดหุ้นโลกยังคงให้น้ำหนักกับโอกาสที่น้องลงมากที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะปรับลดวงเงินของมาตรการ QE ในระยะเวลาอันใกล้ หลังจากที่เฟดประกาศคงนโยบายผ่อนคลายการเงินในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

นอกจากนี้การที่ตัวเลข Initial Jobless Claim ของสหรัฐลดลงสู่ระดับ 444,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐเมื่อเดือน มี.ค.63 แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 452,000 ราย และการที่ดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ดีดตัวสู่ระดับ 68.1 ในเดือน พ.ค. 64 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 63.5 ในเดือน เม.ย. 64 โดยดัชนี PMI ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจของสหรัฐยังคงมีการขยายตัวทั้งภาคการผลิตและบริการ

ทั้งนี้ดัชนี PMI ได้รับแรงหนุนจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 5 ส่วนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจดีดตัวขึ้นขานรับการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในวงกว้าง ทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มมองภาพของเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวขึ้นเป็นปัจจัยบวกที่มีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยลบจากโอกาสที่เฟดอาจจะปรับเพิ่มขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด รวมถึงการปรับลดวงเงินในการทำ QE ด้วย

ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดประธานาธิบดี Joe Biden แห่งสหรัฐเตรียมอนุมัติให้สหรัฐส่งออกวัคซีนกว่า 20 ล้านโดสของบริษัท Pfizer , Moderna และ Johnson & Johnson ไปช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ได้เป็นครั้งแรกแล้ว หลังทางสหรัฐสามารถผลิตวัคซีนยี่ห้อต่างๆ นี้ได้มากกว่าความต้องการใช้ในประเทศแล้ว

ดังนั้นถึงแม้ในฝั่งของตลาดหุ้นเอเชียจะยังกังวลต่อการระบาดโควิดระลอกใหม่ในภูมิภาค โดยเฉพาะในฝั่งของอินเดีย แต่ในฝั่งของทวีปตะวันตกเริ่มแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิดแล้ว หลังจากวงการธุรกิจการบิน “Lufthansa” สายการบินใหญ่จากเยอรมนีเปิดข้อมูลยอดจองตั๋วข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสู่สหรัฐกลับมาโต 300% หลังทั้งสองพื้นที่ฉีดวัคซีนให้ประชากรไปแล้วจำนวนมาก และเกิดจาก Demand ท่องเที่ยวต่างประเทศช่วงฤดูร้อน

นอกจากนี้หากการทำ “วัคซีนพาสปอร์ต” แบบดิจิทัลสำหรับทั้งสหภาพยุโรปเสร็จสิ้นในช่วงปลายเดือน มิ.ย. 64 นี้ หลังจากนั้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในยุโรปเองน่าจะคล่องตัวมากขึ้น หลังจากที่ล่าสุดสหภาพยุโรปมีมติเห็นชอบให้เปิดพรมแดนแก่นักเดินทางจากภายนอกอีกครั้ง ซึ่งนักเดินทางเหล่านี้จะต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ โควิด-19 ที่อียูรับรองครบถ้วน หรือนักเดินทางจากกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงโรคโควิด-19 ต่ำ

ทั้งนี้การผ่อนคลายมาตรการการควบคุมการเดินทางเข้ามานี้ จะเปิดรับนักเดินทางที่ได้รับวัคซีนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งวัคซีนที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก คือ แอสตราเซนเนกา, จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน, โมเดอร์นา, ไฟเซอร์-ไบออนเทค และซิโนฟาร์ม ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวคาดว่ามีแนวโน้มที่ Foreign Fund Flow ในตลาดหุ้นเอเชียจะไหลออกไปสู่ตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐในระยะสั้นหากโควิด-19 ยังมีการระบาดรุนแรงในเอเชียในระยะต่อไป ส่งผลให้ทิศทางของตลาดหุ้นไทยระยะสั้นจะได้ประโยชน์จากทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐน้อยกว่า

ทิศทางตลาดหุ้น และเศรษฐกิจไทยยังรอวัคซีน ! ขณะที่ผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish เปลี่ยนแปลง +0.50% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 37.00% ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ากำลังกลับเป็นขาลง หรือ Bearish ที่เปลี่ยนแปลง -0.70% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 26.30%

อย่างไรก็ดีปัจจัยลบจากต่างประเทศที่ต้องระวัง และอาจเข้ามากดดันทิศทางของหุ้นในกลุ่มน้ำมันของโลกได้ คือความกังวลที่ว่าอิหร่านอาจกลับมาส่งออกน้ำมันอีกครั้ง หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยสหรัฐและอิหร่านได้เจรจาทางอ้อมเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี Donald Trump ได้ถอนตัวก่อนหน้านี้ จากสถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยลบต่อตลาดน้ำมันเล็กน้อย เนื่องจากจะทำให้มี Supply เข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ นักลงทุนยังวิตกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในเอเชีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ ในส่วนของตลาดหุ้นไทยอาจจะยังได้แรงหนุนที่ทำให้โอกาสหรือขนาดในการปรับลง หรือ Potential Downside Risk ไม่สูงมากนักอยู่บ้างจากการที่หลายๆ ประเทศในทวีปยุโรปได้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากการเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชน รวมทั้งประเด็นเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาทเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาโควิด-19 และกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจไทยอาจปรับลงแบบ “จำกัด” จากเม็ดเงินก่อนนี้จะเข้ามาช่วยพยุง

ธนาคารแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าหากสามารถจัดหาและกระจายวัคซีนได้ 100 ล้านโดสภายในปีนี้ และจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงไตรมาสแรกปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้ GDP ปี 2564 มีโอกาสขยายตัวได้ 2% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ราว 1.2 ล้านคน ส่วนในปี 2565 คาดว่า GDP จะขยายตัวได้ 4.7% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 15 ล้านคน อย่างไรก็ดีกรณีที่หากจัดหาและกระจายวัคซีนได้น้อยกว่า 64.5 ล้านโดสภายในปีนี้ คาดว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้ GDP ปี 2564 มีโอกาสขยายตัวได้ 1% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ราว 8 แสนคน ส่วนในปี 2565 คาดว่า GDP จะขยายตัวได้ 1.1% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 ล้านคน

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังคงไม่ลงไปปิดต่ำกว่า 1,550 จุดอีกครั้ง เน้น “เก็งกำไรระยะสั้น” โดยมี 1,550 จุดเป็นจุดหมุน และจุด Cut Loss ในหุ้น CPALL, BJC, BEM, CRC, AOT, GPSC, PTTGC, WHA และ BDMS อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆ ยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM 97 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club


18 views0 comments