top of page
556550.jpg
553309.jpg

ดีดตัวช่วงสั้น เปราะบาง...นักลงทุนไปเชื่อว่าจะไปต่อ !

  • Jun 25, 2020
  • 1 min read

แม้ว่าในระยะสั้นจะเห็นการดีดกลับขึ้นมาได้บ้างเป็นระยะ แต่ภาพรวมทิศทางของตลาดหุ้นโลกยังถูกกดดันจากการที่นักลงทุนยังคงจับตาดูการระบาดระลอก 2 ของเชื้อไวรัส COVID-19 ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมากน้อยเพียงใด หลังจากที่จีนสั่งปิดโรงเรียนไปทั่วกรุงปักกิ่งอย่างเร่งด่วน และยังได้สั่ง Lockdown เมืองครั้งใหญ่ โดยระงับเที่ยวบินเส้นทางเข้าและออกกรุงปักกิ่งด้วย ขณะที่หลายสื่อในต่างประเทศตอนนี้ยังคงตั้งคำถามว่าตัวเลขที่รายงานออกมาจากจีนนั้นเชื่อถือได้หรือไม่ เพราะทางจีนได้โดนข้อกล่าวหาว่าบิดเบือนตัวเลขการระบาดเมื่อช่วงต้นปี

ส่วนองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ออกมารายงานว่าการระบาดในกรุงปักกิ่งเริ่มน่าเป็นห่วง นอกจากนี้ในสหรัฐพบว่ายังคงมีความสับสนอยู่มากกับสถานการณ์ และความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ หลังจากที่ยอดผู้ป่วย COVID-19 ในรัฐเท็กซัส เนวาดา และฟลอริดา ได้ขยับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน ในภาวะที่รัฐบาลสหรัฐจะพยายามส่งสัญญาณว่าการปิดเมืองในสหรัฐนั้นไม่จำเป็นแล้ว และให้เน้นการกันการเดินทางเข้ามาของประเทศอื่นๆที่กำลังมีเคสสูงขึ้นมากกว่าแทน ต่อเนื่องจากการที่ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลสหรัฐก็ได้ออกมาประกาศยืนยันแล้วว่าจะไม่ปิดเมือง

ทั้งนี้แม้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐในฐานะตัวแทน หรือ Proxy ของตลาดหุ้นโลกจะได้ปัจจัยบวกจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดประกาศจะเริ่มการเข้าซื้อซื้อหุ้นกู้บริษัทเอกชน ซึ่งมีวงเงิน 7.50 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากที่ผ่านมาได้เข้าซื้อผ่านกอง ETF เท่านั้น พร้อมกับยกเลิกกฎระเบียบอันเข้มงวดที่เคยนำมาใช้สำหรับบรรดาผู้กู้ยืม โดยการดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนสภาพคล่องในตลาด แต่สถานการณ์ดังกล่าวยังคงคาดหวังอะไรไม่ได้มากในระยะต่อไป

หลังจากที่ Jerome Powell ประธานเฟดได้แถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน ขณะที่ธุรกิจขนาดย่อม และผู้ที่มีรายได้ระดับต่ำ รวมทั้งชาวอเมริกันซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย เป็นกลุ่มที่เผชิญความเสี่ยงมากที่สุด ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐ ตอนนี้ก็กำลังถกเถียงกันว่าจะต่ออายุมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่พวกเขาอนุมัติให้แก่ชาวสหรัฐหลายล้านคนซึ่งตกงานหรือไม่ เนื่องจากยังมีผู้คนตกงานเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ และระยะเวลาของมาตรการที่แจก 600 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/สัปดาห์ ก็กำลังจะหมดอายุในวันที่ 31 ก.ค. 2563 ซึ่งความไม่ชัดเจน และสับสนดังกล่าว สะท้อนมายังผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐจาก AAII ที่ระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish ลดลง 9.91% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 24.37% ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนที่เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐในระยะ 6 เดือนข้างหน้ากำลังกลับเป็นขาลง หรือ Bearish ที่เพิ่มขึ้น 9.73% เมื่อเทียบจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 47.78%

ท่าทีของแบงก์ชาติกดดันตลาดหุ้น ! ในส่วนของตลาดหุ้นไทยนอกจากจะได้รับปัจจัยกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ จากประเด็นความกังวลการระบาดรอบ 2 ของเชื้อไวรัส COVID-19 แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยหลักที่กดดันตลาดหุ้นไทยคือท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ที่ออกมาให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนสำหรับระยะ 1-3 ปีข้างหน้า โดยคำนึงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต และศักยภาพของลูกหนี้ในการทำธุรกิจภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย โดยระหว่างที่ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนใหม่นี้ แบงก์ชาติขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานในปี 2563 รวมถึงงดการซื้อหุ้นคืน เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์รักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็ง และรองรับการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนแน่นอน เนื่องจากบอกเป็นนัยได้ว่าแบงก์ชาติน่าจะเห็นสัญญาณบางอย่างที่จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญกับงบธนาคาร รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่อาจจะฟื้นตัวได้แย่กว่าที่คาด

ขณะที่ล่าสุดธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือเอดีบี เผยแพร่รายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ระบุว่า ได้ปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ เป็นติดลบ 6.5% จากเดิมคาดติดลบ 4.8% ขณะที่ในเชิงของปัจจัยพื้นฐานในสัปดาห์ที่ผ่านมา Bloomberg Consensus ปรับประมาณการการขยายตัวของกำไรสุทธิในตลาดหุ้นไทยลงอีก 0.15% ลงมาอยู่ที่ -24.4% ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปี 2563 Bloomberg Consensus ได้ปรับประมาณการการขยายตัวของกำไรสุทธิในตลาดหุ้นไทยลงมาแล้วถึง 36.0% เทียบกับที่ Bloomberg Consensus ปรับประมาณการการขยายตัวของกำไรสุทธิในตลาดหุ้นโลก สหรัฐ ญี่ปุ่น และ Asia ex Japan ตั้งแต่ต้นปี 2563 ลง 30.9%, 30.2%, 30.0% และ 21.3% ตามลำดับ

ขณะที่อัตราการขยายตัวของกำไรสุทธิปี 2563 ในตลาดหุ้นไทยที่ -24.4% ยังถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวของกำไรสุทธิปี 2563 ในตลาดหุ้นโลก สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และ Asia ex Japan ที่ -12.5%, -10.6%, -17.9%, -16.7% และ -7.2% ตามลำดับ

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) ตราบใดที่ SET ยังกลับไปยืนเหนือ 1,430 จุด (+/-) ไม่ได้ เน้น “ดีดขึ้นขาย” ในลักษณะ “Short Against” เพื่อรอกลับมาทยอยสะสมหุ้น CPALL, BJC, BEM, EGCO, BCH, GPSC, BTS, HMPRO, AOT และ ADVANC อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ทาง FM97 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น.เช่นเดิมครับ


ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายสัปดาห์ (Weekly)

Source: Wealth Hunters Club

 
 
 

Comments


bottom of page