Search

เตือนไทยตั้งรับความผันผวน...โควิด-ศึกเลือกตั้งอเมริกา


Interview : ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ

โควิด-19 ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโลก รองมาคือการเลือกตั้ง ปธน.อเมริกาที่สองตัวเต็งอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ โจ ไบเดน มีแนวนโยบายที่กระทบเศรษฐกิจ-สังคมโลกในทิศทางที่ต่างกันไป ถ้า โดนัลด์ ทรัมป์ คัมแบ็ก ตลาดเงิน-ตลาดทุน จะมีแนวโน้มที่สดใสกว่า ถ้า โจ ไบเดน คว้าชัย ตลาดทองคำจะคึกคัก ราคาทองจะพุ่งพรวด สวนทางกับค่าดอลลาร์ที่จะดิ่งลง ด้านจีน แม้จะเป็นคู่กัดกับ โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ก็ยังชอบ โดนัลด์ ทรัมป์ มากกว่า โจ ไบเดน เพราะ โจ ไบเดน เน้นนโยบายให้อเมริกาเป็นพี่ใหญ่ของโลกในทุกเรื่อง ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเติบโตของจีนบนเวทีโลก แนะนำ...ไทยตั้งรับความผันผวนทุกรูปแบบ แบงก์ชาติควรลดดอกเบี้ยนโยบายให้เป็นศูนย์ เพราะมีการทดสอบจากทั่วโลกแล้วว่าอัตราดอกเบี้ย 0% ช่วยกระตุ้นประสิทธิภาพมาตรการทางการคลังได้ถึง 4 เท่าตัว

มองภาพเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอย่างไร

เริ่มจากเศรษฐกิจโลกก่อน ภาพรวมก็อย่างที่เราทราบกันว่าโควิด-19 เป็นธีมหลักเลยว่ามันจะพัฒนาการอย่างไร ต้องบอกว่าเฟสแรกที่เป็นอยู่ทั้งสหรัฐอเมริกา รัสเซีย อินเดีย แอฟริกา บราซิล การระบาดอยู่ในเฟสแรกก็ยังไม่มีท่าทีว่าเฟสแรกมันจะจบลงในเร็ววัน คืออย่างน้อยต้องดูไปอีก 2 เดือน และมีที่ระลอกแรกไประลอกสองคือออสเตรเลีย สเปน บางประเทศในยุโรปอย่างฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และที่ไม่แน่นอนแล้วอย่างนิวซีแลนด์ รวมถึงไทย สถานการณ์โควิด-19 ณ กลางเดือนสิงหาคมไม่ได้ดีกว่าช่วงก่อนมีนาคมหรือเมษายนสักเท่าไหร่

ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจโลกคงไม่พ้นสหรัฐอเมริกา ซึ่งจากนี้ไปอีกสี่เดือนครึ่ง ต้องบอกเลยว่าปัจจัยหลัก ที่จะขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและการเมืองในสหรัฐอเมริกาก็คือการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 มาถึงตรงนี้ ต้องบอกว่าแม้คะแนนของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะตามหลัง โจ ไบเดน สักเกือบๆ 10% แต่ในภาพรวมแล้ว หลายๆคนก็ไม่ได้มองว่า โจ ไบเดน จะมาแบบแบเบอร์ง่ายๆ เพราะจะต้องมีการดีเบตหรือการโต้วาทีกันระหว่าง โจ ไบเดน กับ โดนัลด์ ทรัมป์ 3 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 27 กันยายน ครั้งที่สอง 15 ตุลาคม ครั้งสุดท้ายวันที่ 22 ตุลาคม ก่อนที่จะเลือกตั้งจริงวันที่ 3 พฤศจิกายน

ถ้าเราไปดูตัวการสู้กันในเรื่องของการดีเบตว่าใครเหนือกว่าใคร ถ้าเทียบง่ายๆ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็คือ ฮิลลารี คลินตัน เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ยังดูดีกว่านิดหน่อย คลินตันเป็นมือวางในโต้วาทีที่แพ้คนคนเดียวคือบารัก โอบามา แต่ก็ว่าเป็นรอง โดนัลด์ ทรัมป์ เล็กๆ ส่วน โจ ไบเดน เป็นคนที่ขึ้นชื่อว่าไม่ถนัดในเรื่องการดีเบต จริงๆ ไบเดนโชคดีนิดนึงที่ว่าเจอโควิด-19 เพราะถ้าไม่เจอโควิด-19 แล้วไปรณรงค์หาเสียงแบบเต็มรูปแบบ ไบเดนอาจจะพลาดง่ายๆบ่อยมาก และการดีเบตในสามครั้ง จนกระทั่ง 22 ตุลาคม มีโอกาสเหมือนกันที่คะแนนของไบเดน จะโดนเบียดใกล้เคียงกันด้วยความผิดพลาดทางการโต้วาที

ดังนั้นสถานการณ์ทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดน ไปจนถึงอีกประมาณ 100 วัน ต้องบอกว่าผลความนิยมจะสูสีกัน การสูสีกันจะทำให้คือลักษณะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะแปรผัน สมมุติว่าใกล้วันเลือกตั้งแล้ว โจ ไบเดน มีโอกาสที่จะชนะ ทาง โดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะมีหมัดเด็ดเช่นรีบอนุมัติวัคซีนของสหรัฐอเมริกาให้ผ่านตัวเอฟดีเอหรือส่วนที่เป็นองค์กรว่าด้วยอาหารและยาที่ว่าจะเป็นตัวผ่านวัคซีนสามารถฉีดกับคนสหรัฐอเมริกาได้ ก็น่าจะรีบผ่านภายในวันที่ 3 พฤศจิกายนเพื่อที่จะเอาคะแนนเสียง


ถ้า โจ ไบเดน ชนะ

ตลาดก็จะกังวลมากว่าหาก โจ ไบเดน มาแล้วจะเก็บภาษีตลาดทุน จะเก็บภาษีคนชั้นกลาง-บน ตรงนี้อาจจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ก็ต้องบอกว่าวันนี้ โจ ไบเดน มีโอกาสชนะหรือดีกว่า โดนัลด์ ทรัมป์ นิดหน่อย คะแนนเสียงอยู่ที่ 55% ไม่มากกว่านั้น แต่ถ้า โดนัลด์ ทรัมป์ มีโอกาสชนะขึ้นมา ต้องบอกว่าตลาดเงินตลาดทุนค่อนข้างจะดี และในทางกลับกันฝั่งของไบเดนก็อาจจะเล่นเกมลักษณะแรงกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยเหมือนกันก็จะสร้างความไม่แน่นอนให้กับตัวเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและการเมืองได้

แต่ปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเมืองของสหรัฐอเมริกาน่าห่วงที่สุดคือการฟ้องร้องกัน โดย โดนัลด์ ทรัมป์ จะฟ้องร้อง ไบเดน ถ้าชนะกันแบบสูสีมาก และ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวในช่วงที่ผ่านมาว่าถ้าการนับคะแนนเสียงไม่เสร็จสิ้นภายใน 1 คืน เขาจะทำเรื่องฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมของศาลสหรัฐอเมริกา อันนี้คือถ้าเขาแพ้ แล้วประเด็นเรื่องการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์โดยไม่ต้องเข้าคูหา ซึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าถ้าคุณใช้การลงคะแนนทางไปรษณีย์ ถ้าคะแนนสูสีแล้วการนับคะแนนไม่เสร็จภายใน 1 คืน เขาจะฟ้องร้อง แล้วคนที่เป็นศาลสูงสุดส่วนใหญ่จะได้รับการอนุมัติตำแหน่งท้ายสุดจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งโอกาสที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการฟ้องร้องจะมีสูง และถ้าเกิดกรณีมีการฟ้องร้องกันแล้วจบกันที่การฟ้องร้องและ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะ ตลาดหุ้นจะปั่นป่วนมากๆ แล้วค่าเงินดอลลาร์จะผันผวนมากๆ ตรงนี้เป็นความเสี่ยงที่สองในปีนี้ ความเสี่ยงแรกคือเรื่องโควิด-19 ความเสี่ยงที่สองก็คือวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ถ้าเกิดคะแนนสูสีกัน และไบเดนชนะแบบที่ว่านับคะแนน โอกาสนับคะแนนยากที่จะจบในคืนเดียว โดนัลด์ ทรัมป์ จะฟ้องแน่ ตรงนี้เป็นจุดเกิดความเสี่ยงที่เปราะบางในตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกาและค่าเงินดอลลาร์

ส่วนตัวคิดถ้ามองถัดไป 4 เดือน สิ่งที่น่าจับตาก็คือเรื่องโควิด-19 เรื่องการฟ้องร้องระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ ไบเดน เรื่องการเลือกตั้ง อันนี้เป็นจุดที่ให้ระวัง

เศรษฐกิจตลาดหุ้นโลกก่อนการเลือกตั้งอเมริกากับหลังเลือกตั้งจะต่างกันไหม

ภาพรวมอย่างไรก็ดี สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและโลก มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาจากวันนี้ไปจนถึง 3 พฤศจิกายนยังอยู่ในช่วงขาขึ้นเล็กน้อย ยังประคองตัวไปได้ เพราะสังเกตดีๆ จะเห็นว่าตลาดหุ้น ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ หุ้นเอสแอนด์พี คืออาวุธหลักในการหาเสียงของ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยโจมตีว่าถ้าไบเดนชนะ ตลาดหุ้นจะต้องตกแน่นอน โดยกลยุทธ์เด็ดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็คือพยุงตัวตลาดหุ้นไว้จนกระทั่งอย่างน้อย 3 พฤศจิกายน แล้วมาลุ้นว่าจะชนะหรือแพ้

จากนั้นหลัง 3 พฤศจิกายน ตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกาก็จะอยู่ในสภาพที่ไม่แน่นอนนัก สมมุติว่าเกิดการฟ้องร้อง เรื่องการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นก็คงจะลงค่อนข้างแรง ดังนั้นหลัง 3 พฤศจิกายน ส่วนตัวกับคิดว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ เพราะถึงแม้ว่าไบเดนชนะ คนก็มองว่าต้องหาสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยเข้ามาในพอร์ต โดยเฉพาะพวกสถาบันยิ่งต้องหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเพื่อกันความไม่แน่นอนจากนโยบายของไบเดนต่อตลาดทุน ดังนั้น จึงจะมีการแห่ซื้อทองคำมากขึ้น แล้วแน่นอนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ คงไม่ยอมให้ไบเดนชนะง่ายๆ โอกาสฟ้องร้องเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าไบเดนชนะ และการฟ้องร้องจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ดิ่ง จะเหมือนขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง และทองคำก็ค่อนข้างจะขึ้นในระดับที่กระฉูดพอสมควร

ดังนั้น ถ้าหลัง 3 พฤศจิกายน มองว่าทองคำน่าสนใจในแง่ของโอกาสการลงทุน ส่วนปัจจัยเสี่ยงสูงสุดในช่วง 4 เดือนสุดท้ายก็คือเรื่องการเมืองของสหรัฐอเมริกา ขณะที่เรื่องโควิด-19 มองว่าวัคซีนของรัฐบาลรัสเซีย หรือบริษัทจีนเอง มองแล้วอย่างไรก็ออกมาไม่ทันสิ้นปีนี้แน่นอน คงเป็นแค่ประกาศความคืบหน้าว่าผ่านไปเฟสนี้แล้ว พอประกาศที่ตลาดหุ้นก็จะขึ้นไปวันนึง มีแรงหนุนให้สัก 2% หรือ 3% แล้วก็หายไป และถ้ามีการระบาดรอบ 2 ในภูมิภาคไหน ก็ผลักให้หุ้นร่วงวันนั้น

ส่วนภาพใหญ่มองว่าตลาดหุ้นโลกเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นหัวหอกหุ้นโลก ตัวปัจจัยขับเคลื่อนพื้นฐานคือการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา แล้วดีเบต 3 ครั้งจนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน ถ้า โดนัลด์ ทรัมป์ นำในโพลล์ หุ้นก็น่าจะขึ้น ถ้า โดนัลด์ ทรัมป์ แพ้ ก็อาจจะขึ้นนิดหน่อยประมาณนี้ แต่ว่าหลัง 3 พฤศจิกายน ถ้า โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะก็แล้วไป แต่ถ้าแพ้เชื่อว่ามีการฟ้องร้อง หุ้นสหรัฐอเมริกาอาจจะมีการโครมลงมานิดนึง และดอลลาร์อาจจะอ่อนค่าลงค่อนข้างเยอะ ตรงนี้คือภาพใหญ่ๆ และภาพแมคโครตลาดในส่วนสหรัฐอเมริกา

ความขัดแย้งจีน-อเมริกาจะเป็นอย่างไร

ความขัดแย้งสหรัฐอเมริกากับจีนจะแรงหรือไม่จนถึงสิ้นปีนี้ มองว่าจากวันนี้จนถึง 3 พฤศจิกายน จะแรงเป็นจุดๆ เช่นเรื่อง TikTok ที่อเมริกาเล่นงานว่าเป็นช่องทางโจรกรรมทางเทคโนโลยี แต่รัฐบาลจีนเองคงไม่กังวลมาก เพราะเรื่อง TikTok ไม่ใช่ลักษณะที่เป็นอุตสาหกรรมกลยุทธ์ของจีน ไม่เหมือนกับหัวเว่ยที่เป็น 5G เป็นกลยุทธ์ที่ว่าถ้าจีนสามารถครอบครองมาตรฐาน 5G ได้ทั่วโลก จีนก็จะก้าวเป็นผู้นำ เรียกว่ายุคดิจิทัลก็จะเป็นของจีน ดังนั้น การที่สหรัฐอเมริกาเล่นงาน Byte Dance หรือ TikTok รัฐบาลจีนก็ไม่ได้ซีเรียสเหมือนกรณีที่เล่นงานหัวเว่ย แต่คิดว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตั้งใจด้วย อยากได้คะแนนเสียงจากที่เล่นงานบริษัทจีนได้ แต่ก็ไม่อยากให้รัฐบาลจีนสวนกลับเช่นกัน เพราะจะมีผลกระทบกับตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา

นอกจากนั้น ความขัดแย้งอื่นระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน เช่นข้อพิพาททะเลจีนใต้ กรณีการประท้วงของฮ่องกง ก็เป็นเกมของ โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อที่จะให้เป็นการสร้างกระแสให้ชาวอเมริกา คือถ้า โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถที่จะเล่นงานจีนในเรื่อง TikTok ฮ่องกง หรือทะเลจีนใต้ ชาวอเมริกาก็จะมีอารมณ์ร่วมคะแนนเสียง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก แต่ต้องบอกว่าจริงๆลึกๆแล้ว ในวันนี้ส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลจีนอยากให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะไบเดน คือไบเดนจะมีความเหมือนกับเมื่อก่อนที่สหรัฐอเมริกาเป็นคนกำหนดทิศทางโลก แต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เอา จะขอเป็นพ่อค้า เรียกว่าขอผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทางธุรกิจมากกว่า ซึ่งจีนชอบ เพราะถ้าสหรัฐอเมริกาลดบทบาทในการกำหนดโลก จีนก็จะเติบโต แต่ถ้าโจ ไบเดน มา ก็จะมีท่าทีกลับไปเหมือนสมัยก่อนยุคโอบามา ซึ่งส่วนตัวมองว่าจีนคงไม่อยากได้ ถ้าให้เลือกเอา โดนัลด์ ทรัมป์ ที่รู้สไตล์กันดีกว่า

ฝั่งยุโรปเป็นอย่างไรบ้าง

ฝั่งยุโรปต้องบอกว่าโชคดีนิดนึงที่ผ่านงบ 7.5 แสนล้านยูโรในส่วนงบของรัฐสภายุโรป ตรงนี้จะทำให้เรียกว่ามาตรการการคลังยุโรปดีขึ้น เมื่อก่อนการคลังยุโรปแต่ละประเทศก็ต้องออกต่างคนต่างออกตัวงบกระตุ้น ซึ่งพลังมันน้อย ไม่ได้รวมศูนย์ฯเป็นรัฐสภาในลักษณะที่เป็นสภาร่วมยุโรป ซึ่งเป็นครั้งแรกเลยที่เมื่อมีการผ่านงบ 7.5 แสนล้านยูโร ช่วยให้ยุโรปดีขึ้น เชื่อมั่นว่ายุโรปยูโรโซนยังอยู่ต่อได้ แต่ว่าด้วยสถานการณ์ที่ต้องบอกว่ายุโรปไม่ได้มีลักษณะที่เป็นธุรกิจเชิงเทคโนโลยี ความสามารถในการแข่งขันด้านตลาดหุ้นหรือเศรษฐกิจของยุโรปไม่สามารถที่จะก้าวผ่านสหรัฐอเมริกาได้ ตรงนี้คือยุโรปจะเสียเปรียบ และที่แน่ๆคือตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 3 พฤศจิกายน สหรัฐอเมริกาอาจจะไม่โจมตีเทรดวอร์ที่จีนแล้ว แต่จะหันมาที่ยุโรป เพราะการสวนกลับของยุโรปไม่ได้มีผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามากเท่าการสวนกลับของจีน

สถานการณ์ที่เป็นอยู่ ไทยต้องบริหารเศรษฐกิจอย่างไร ทีมเศรษฐกิจใหม่จะว่าอย่างไร ศูนย์บริหารเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร

จริงๆต้องบอกว่าโจทย์ยากมาก ตอนนี้รัฐบาลทุกๆประเทศที่ออกงบกระตุ้นโดยเฉพาะที่ช่วยเหลือรากหญ้าและเอสเอ็มอีของไทยการกระตุ้นที่ผ่านมาส่วนที่เป็นรากหญ้าอาจจะสูสีกับประเทศอื่นๆทั่วโลก ก็อยากจะให้เน้นรากหญ้ามากขึ้น เอสเอ็มอีก็กระตุ้นไปค่อนข้างเยอะแล้ว อยากให้เน้นตัวอื่นมากกว่า คือ 1. มาตรการการกระตุ้น ต้องเต็มที่ คือเราไม่รู้โควิด-19 จะระบาดรอบสองไหม ต้องเตรียมรับมือและกระตุ้นรอบสองอย่างรวดเร็ว อย่างค่อนข้างเข้มข้น ส่วนเรื่องที่ 2 ส่วนตัวแนะนำ ตรงนี้เชื่อหรือไม่เชื่อแต่มีคนเห็นด้วยเยอะ คือแบงก์ชาติควรลดดอกเบี้ยให้เหลือ 0.25% เพราะมาตรการการคลังของรัฐบาลไทยจะได้ผลดีหรือว่าได้ผลดีมากขึ้นประมาณ 4 เท่า เรียกว่านโยบายการเงินของบ้านเราอยู่ในโหมดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับศูนย์ ถ้าตอนนี้ 0.25% คุณกระตุ้นการคลังได้ ถ้าสมมุติว่าได้สัก 50% ถ้าเราลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งหรือครั้งหนึ่งก็ได้ มาตรการการคลังจาก 50% จะเป็น 200% ของจีดีพีเลย เพราะมีการทดสอบแล้วจากทั่วโลกว่าถ้าดอกเบี้ยต่ำเป็นศูนย์ มาตรการการคลังจะดีขึ้นเป็น 4 เท่า ดังนั้นรัฐบาลทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ และแบงก์ชาติจะต้องประสานงานกัน

ส่วนตัวทราบว่าแบงก์ชาติค่อนข้างกังวลเรื่องการลดดอกเบี้ยให้เป็นศูนย์ว่าจะมีผลต่อผู้สูงอายุ แต่ส่วนตัวว่าในวันนี้มันจำเป็นต้องคิดใหม่แล้ว เพราะส่วนตัวคิดว่าส่วนที่เป็นผลดีจากการลดดอกเบี้ยเป็นศูนย์มันจะมากกว่าสิ่งที่เป็นความเสี่ยงในเรื่องของรายได้ หรือผลกระทบต่อผู้สูงอายุและผู้รับบำนาญ

For advertising please call: 02-2534691