Search

ประเมินสถานการณ์ Trump's War...หากบานปลาย อาจได้เห็นราคาทอง 1700 ดอลลาร์ต่อออนซ์



เหตุการณ์ตึงเครียด สหรัฐ VS อิหร่าน ปะทุ หลังจากสหรัฐได้มีปฏิบัติการสังหาร คาเซ็ม ซูลีมานี นายพลคนสำคัญของอิหร่าน ทำให้ อยาโตเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและประชาชนออกมาประกาศตอบโต้ ทำให้เกิดความกังวลถึงความตึงเครียดรอบใหม่ และบานปลาย หนุนให้ราคาทองคำพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 3 มกราคม 2563 ราคาทอง COMEX นิวยอร์ก ล่วงหน้าเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ปรับขึ้นกว่า 21 ดอลลาร์มาปิดที่ 1,555 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปรับขึ้นต่อในวันที่ 6 มกราคม โดยทะยานขึ้นมาสูงสุดถึง 1,580 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่มีการขายออกมาตอนปลายตลาดทำให้ปิดที่ 1,560 ดอลลาร์ต่อออนซ์


ปรากฏว่าอิหร่านตอบโต้สหรัฐครั้งแรกด้วยการยิงขีปนาวุธเข้าฐานทัพสหรัฐ เช้าวันที่ 8 มกราคม ราคาทองได้ปรับเพิ่มทะลุแนวสำคัญแรก 1,600 จุดทันที


มีการประเมินว่าหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น ทองคำปีนี้มีโอกาสผ่านแนวต้าน 1,603-1,616 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปทดสอบแนวต้านใหม่ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 24,250 บาท และมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นมากกว่าลง


รายงานข่าวจาก บีบีซีระบุว่า นายมาร์ค นิวตัน สมาชิกฝ่ายจัดการของนิวตัน แอดไวเซอร์ส กล่าว ราคาทองคำจะพุ่งสูงในหลายวันหรือหลายสัปดาห์ต่อจากนี้และคาดว่า ราคาทองคำจะแตะ 1,650-1,700 ดอลลาร์/ออนซ์


ทั้งนี้ก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์ฮึ่มระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัทในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก ได้ประเมินทิศทางทองคำจะเป็นขาขึ้นในปี 2563 นี้ โดยไม่คาดว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้โลกตื่นตระหนกว่าจะเกิดเหตุบานปลายกลายเป็นความไม่สงบในโลกขึ้นดังกล่าว....


ย้อนกลับไปปี 2562 ราคาทองคำไม่ค่อยหวือหวา

จริงๆช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 ตลาดจะหวือหวามาก ...และทองขึ้นมาเกือบ 20% ทีเดียวในช่วงประมาณ 8 เดือนแรก แต่ว่าในช่วง 4 เดือนท้ายของปีก็เริ่มเพลาตัว เพราะว่าขึ้นมาเยอะ ก็ปรับตัวลดลงมาบ้าง โดยช่วง 1 สัปดาห์สุดท้ายก่อนจะสิ้นปี 2562 จะเห็นได้ว่าราคาทองคำ ยังถือว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนถึงกว่า 15% ในรูปของดอลลาร์ ถ้าในรูปทองของบ้านเรา จะให้ผลตอบแทนประมาณ 10% ถือว่าใช้ได้พอสมควรทีเดียวสำหรับการลงทุนในทองคำ


ปัจจัยที่ให้ผลตอบแทนถึง 15% มาจากอะไร

เป็นเรื่องของสงครามการค้า ซึ่งมีกรณีพิพาทตั้งแต่ช่วงเดือน 5 จนถึงเดือน 9 ของปี 2562 ทำให้ช่วง 4 เดือนดังกล่าว ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จากระดับ 1,330 เหรียญ ขึ้นมาเป็น 1,550 เหรียญ พอสงครามการค้าเริ่มทุเลาลง เริ่มเจรจากันประมาณต้นเดือนตุลาคม ราคาก็ค่อยๆย่อหย่อนลงมา จะเห็นได้ว่าในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปี 2562 ราคาก็เริ่มสงบลง ส่วนอีกประเด็นที่ราคาทองคำพุ่ง คือเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟด เป็นการเหนือความคาดหมายไป 2 ครั้งในปี 2562


ปี 2562 เป็นปีที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ อย่างจีน เขาบอกว่าเขาซื้อทองคำเก็บไว้เยอะเลย

เป็นที่น่าสนใจ เพราะว่าจีนธรรมดา Reserve ทองคำไม่เยอะ ทั้งๆที่ทุกคนทราบดีว่าจีนมีเงิน Reserve ในเรื่องของดอลลาร์หรือในรูปของบอนด์ ตราสารหนี้ของสหรัฐอเมริกาเยอะมาก แต่ว่า Reserve ในเรื่องทองคำ จีนถือว่าติดอันดับท้ายๆ คืออันดับ 7-8 ของโลก ไม่ใช่ต้นๆ ทั้งที่มีเงินเหลือเยอะ ซึ่งการที่จีนเริ่มเข้าซื้อช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณที่บวก ก็เหมือนกับว่า กรณีที่มีการเจรจาสงครามการค้า จีนก็ไม่ค่อยอยากถือครองดอลลาร์มากนัก จากเดิมที่ถือมากอยู่แล้วในรูปของบอนด์เอง และรวมทั้งเรื่องของดอกเบี้ยที่มีการปรับลดลง ทำให้ผลตอบแทนของบอนด์ยิวที่ถือ ก็ปรับลดลงตามมาด้วย ฉะนั้นก็คงจะมีนโยบายบางส่วนที่หันมาเริ่มถือครองทองคำกันมากขึ้น


จะเห็นได้ว่า ปี 2562 ทองคำยัง performance ได้ดีอย่างที่เคยได้บอกไป หลังจากที่ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทองคำหดตัวลดลงมาตลอด ก็แสดงให้เห็นถึงว่า พื้นฐานราคาทองคำบริเวณ 1,350 เหรียญ น่าจะเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่จะสามารถยันต่อไปได้


ในปี 2563 หากไม่มีกรณี สหรัฐกับอิหร่าน ดูแล้วโดยสภาพองค์รวม ข่าวร้ายๆ ดูเหมือนจะหมดไปเนื่องจากเรื่องสงครามการค้าจบเฟส 1 คุยกันได้ดี เฟส 2 แต่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัวในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นยูโร จีน ญี่ปุ่น แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาเอง จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจองค์รวมของโลกนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฉะนั้นตลาดหุ้นไม่น่าจะดีมากมายเท่าไหร่นัก ตรงนี้ก็เลยทำให้การลงทุนทองคำในปี 2563 นี้ เป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่น่าสนใจในการลงทุนมากทีเดียว


มองว่าปี 2563 ราคาทองจะไปได้ไกลขนาดไหน

ปี 2562 ผลตอบแทนประมาณ 15% คือขึ้นจากบริเวณ 1,285 ดอลลาร์มาที่ 1,500 ดอลลาร์โดยประมาณ

สำหรับปี 2563 ยังคิดว่าโดยภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจโดยองค์รวมกับเรื่องของสงครามการค้า ยังเป็นส่วนให้ทิศทางราคาทองคำเป็นขาขึ้น ฉะนั้นถ้าดูเกณฑ์เฉลี่ยของปี 2562 ที่ผ่านมา เคยขึ้นไปสูงสุดถึง 20% แล้วปรับลงมาบริเวณ 14-15% ส่วนตัวยังเชื่อว่าถ้าปี 2563 (กรณีไม่มีเหตุสหรัฐ อิหร่าน) น่าจะปรับขึ้นสัก 10% โอกาสที่จะเห็น 1,600 ดอลลาร์ มีอยู่สูงเพราะว่าบริเวณฐาน 1,460 เหรียญที่เป็นฐานในสิ้นปี 2562 ก็น่าจะเป็นฐานต่อไปสำหรับต้นปี 2563 ได้ดีทีเดียว

ทั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุสหรัฐ-อิหร่าน ก็ยิ่งดันให้ทองปรับเร็วขึ้น ซึ่ง 3 วันแรกเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวก็ทำทองขึ้นมา 30 ดอลลาร์ต่อออนซ์แล้ว และเชื่อว่าปัญหาดังกล่าวคงไม่จบลงง่ายๆ และยังเป็นปัจจัยส่งผลต่อราคาทองต่อไป ครึ่งเดือนแรกของมกราคม 2563 กรอบราคาทองจะอยู่ที่ 1,550-1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์


ส่วนใหญ่ปีที่เลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา ทองคำ จะมีทิศทางเป็นอย่างไร

มันไม่ค่อยแน่นอน แต่ว่าปี 2563 สิ่งที่เราจะเห็นก็คือความผันผวนของการเมืองเนื่องจากมีเรื่องของการ Impeachment มาด้วย แล้วก็เรื่องของทรัมป์กับจีนก็เป็นเรื่องที่มีการเมืองค่อนข้างแทรกเกี่ยวกับการค้าตามมาด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นเชื่อว่าในปี 2563 ตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดทองคำ น่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่มีความผันผวนเยอะทีเดียว

แล้วเฟดเองก็ใช้เครื่องมือทางการเงินโดยการอัดฉีดเข้ามา รวมทั้งกับการกระตุ้นโดยการลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ก็ต้องถือว่าเครื่องมือตัวนี้ได้ใช้ไปแล้วในปี 2562 ฉะนั้นปี 2563 ก็น่าจะเป็นปีหนึ่งที่ภาวะเศรษฐกิจโลกน่าจะมีความผันผวนค่อนข้างมาก


สำหรับราคาทองที่เป็นบาท นักลงทุนไทยน่าจะได้น้ำได้เนื้อจากทองที่จะปรับขึ้นมั้ย เพราะค่าเงินบาทก็แข็งอยู่

เราต้องมาดูว่าเงินบาทในปี 2562 โดยภาพขององค์รวมแข็งค่าประมาณ 7% กับการทำให้ราคาทองคำของไทยนั้นขึ้นไม่น้อยกว่าราคาทองคำของตลาดโลกประมาณ 6%


ฉะนั้นภาพรวมของเงินบาท เนื่องจากทางแบงก์ชาติก็เข้ามาดูแลมากขึ้นใกล้ชิดขึ้น เชื่อว่าเงินบาทในปี 2563 ถ้าจะแข็งค่าก็ไม่น่าจะแข็งค่าเท่ากับปีที่ผ่านมาที่แข็งมาถึง 7% นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเขามองว่าอย่างเก่ง ก็จะอยู่แถวๆ 29 บาทต่อดอลลาร์ก็แย่แล้ว เพราะถ้าหลุด 30 บาทไปมากผู้ส่งออกคงจะลำบาก ก็หมายความว่าโอกาสที่จะแข็งลงมา ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเกิน 2-3% เพราะว่าเทียบแล้วเศรษฐกิจไทยก็จะเห็นตึงตัวของภาวะเศรษฐกิจโดยองค์รวมโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง ทุกคนก็จะเห็นได้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก ดังนั้น เงินบาทก็ไม่น่าจะแข็งไปมากกว่านี้เท่าไหร่


หมายความว่าราคาทองของตลาดโลกในรูปของค่าเงินบาท ยังเชื่อว่าได้ผลตอบแทนในเกณฑ์ประมาณ 8-10% เช่นเดียวกัน ... ดังนั้นปี 2563 ก็ยังลงทุนทองคำได้


นักลงทุนไทย ควรลงทุนทองซึ่งเป็นตลาดล่วงหน้า หรือว่าในกองทุนทองคำ หรือซื้อทองแท่งดี

คิดว่าเป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจการลงทุน ในเรื่องของทองคำล่วงหน้า หรือโกลด์ฟิวเจอร์สที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ นักลงทุนหรือประชาชนทั่วไปถ้าจะเข้ามาก็ต้องศึกษา ทำความเข้าใจก่อน ถามว่ายากมั้ย ก็ไม่ยากนัก แต่ว่าต้องมีความรู้ ...หากไม่มีความรู้อะไรเลย ง่ายที่สุดก็คือการซื้อทองคำแท่ง หรือทองรูปพรรณเท่านั้นเอง ซึ่งผลตอบแทนไม่สูงเกินไปไม่หวือหวามากนัก แต่ข้อเสียก็คือต้องใช้เงินเยอะ เพราะว่าราคาทองแพง ซื้อทอง 10 บาท ตอนนี้ต้องมีเงินประมาณ 2.1 แสนบาท ... ฉะนั้นทางเลือกอีกการลงทุนหนึ่งก็เห็นว่า กองทุนทองคำ ก็ใช้ได้ ผลตอบแทนตรงนี้ก็ดีขึ้นบ้าง แล้วก็เป็นกระจกได้พอสมควร


แต่ถามว่ากองทุนทองคำโดยทั่วไป จะเห็นได้ว่าเป็นลักษณะของแพสซีฟฟันด์ ทำให้หลายครั้งที่ผ่านมา ผู้บริหารเค้าไม่ได้บริหารเหมือนหุ้น ถ้าเราเล่นกองหุ้น หรือกอง LTF หรือ RMF เขามาบริหารเข้าๆซื้อๆขายๆ กองทองโดยส่วนใหญ่ เค้าไม่ได้มาบริหาร ก็เลยทำให้ผลตอนแทนไม่ดีนัก ซึ่งทางกลุ่มแม่ทองสุกมองว่าอาจจะทำกองทุนทองคำในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ... ฉะนั้นตอนนี้การลงทุนต้องศึกษา ตามติดโกลด์ออนไลน์ และทองคำแท่งไปก่อน


For advertising please call: 02-2534691