Search

ผู้ฝากเงินไม่ต้องห่วง! โควิดไม่ร้ายเท่า 'ต้มยำกุ้ง'


สัมภาษณ์ : คุณทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์

ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.)

เชื่อ...วิกฤตโควิดไม่เลวร้ายเท่าวิกฤตต้มยำกุ้ง เหตุขณะนี้แบงก์-สถาบันการเงินมีความแข็งแกร่งทางด้านบริหารจัดการ มีเงินกองทุนสูง จึงรับมือกับปัญหาได้มากกว่าสมัยก่อน ส่วนภาคธุรกิจมีกำไรและเงินทุนสะสมในรอบหลายปีที่ผ่านมามากพอที่จะประคองให้ผ่านวิกฤตไปได้ พร้อมยืนยัน สคฝ.มีเงินกองทุนสูงถึง 1.3 แสนล้านบาท สามารถที่จะจ่ายคืนผู้ฝากเงินหากแบงก์-สถาบันการเงินล้ม แนะนำ..ผู้ฝากเงินควรเลือกช่องทางการออมเพิ่มนอกจากจะเน้นที่การฝากเงินอย่างเดียว แต่ที่สำคัญต้องศึกษารูปแบบการลงทุน ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนการลงทุนทุกครั้ง

ทุกคนตื่นตระหนก เกรงว่าสถาบันการเงินจะมีปัญหามากขึ้น ถึงขั้นซ้ำรอยปี 2540 จริงๆ แล้วสถานการณ์น่ากลัวขนาดนั้นไหม

ปัจจุบันเราดูในส่วนของสถาบันการเงินในประเทศไทย พบว่ายังมีความแข็งแรงอยู่ ในส่วนของเงินกองทุนและผลประกอบการของธนาคารที่ออกมาล่าสุด ถึงจะมีความท้าทายในเรื่องของผลการดำเนินงานในบางส่วน แต่ก็ยังถือว่าปกติกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงด้วยทุนที่สะสมมากและวิธีดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงิน เราดูแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่โดยรวมแล้วสถาบันการเงินมีความแข็งแรงและมีทุนสะสมและเงินกองทุนที่อยู่ในระดับสูงมากในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นคิดว่าสถาบันการเงินปัจจุบันมีความมั่นคงและแข็งแรงอยู่

ก่อนหน้านี้พูดกันมาตลอดเป็น 10-20 ปี ว่าสถาบันการเงินมีประสบการณ์มาแล้ว ทำให้มีการสะสมกองทุนสำรองได้มาตรฐานดี และสถาบันการเงินคิดว่าจะไม่เจอปัญหาอะไร จนมาเจอปัญหาโควิด-19 ยังดีมีการหยุดนับต้นนับดอก หยุดนับ NPL ถ้าไม่มีการช่วยเหลือตรงนี้อีกแล้ว คิดว่ามีความเปราะบางในธุรกิจที่จะกระทบเป็น NPL ทำให้สถาบันการเงินจะย่ำแย่ในอนาคตไหม

หากเราย้อนหลังไปปี 2540 เปรียบกับปัจจุบัน เราต้องยอมรับว่าในช่วงปี 2540 เป็นต้นมา ธุรกิจของไทยและผู้ประกอบการมีการสะสมรายได้และกำไรค่อนข้างต่อเนื่อง ถ้าดู GDP ของไทยเป็นบวกมาตลอดและการส่งออกค่อนข้างเยอะ ก็มีการดำเนินธุรกิจกันมา มีการขยายธุรกิจ และมีการสะสมเงินกำไรมากพอสมควร บททดสอบที่เราเจอในปัจจุบันเป็นแบบกะทันหัน และทุกภาคส่วนกำลังช่วยเหลือกันในเรื่องของการทำให้ผ่านแบบทดสอบเรื่องโรคระบาด คิดว่าเงินทุนที่สะสมมาของธุรกิจ ประกอบกับหน่วยงานของรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ ในทุกส่วนดำเนินการช่วยเหลือจะทำให้ผ่านการทดสอบนี้ให้ได้

สมมุติการทดสอบครั้งนี้เกิดขึ้นในปี 2540 เรามีความท้าทายในการผ่านการทดสอบไปในลักษณะที่ค่อนข้างยาก แต่ในปัจจุบันคิดว่าเงินทุนสะสมของผู้ประกอบการมีมากสมควร เพราะฉะนั้นจะมีโอกาสผ่านการทดสอบในครั้งนี้ได้มากกว่า แต่ด้วยปัจจัยองค์ประกอบภายนอกมีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับอดีต เราดูแล้วในปี 2540 ประเทศไทยและในอาเซียนมีความเปราะบางและเศรษฐกิจเป็นฟองสบู่ในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ และในเรื่องการก่อหนี้ของภาคเอกชนที่เป็นเงินตราต่างประเทศค่อนข้างเยอะ แต่ปัจจุบันการก่อหนี้ของภาคเอกชนไม่ได้เยอะมากนักและส่วนใหญ่เป็นเงินบาท แต่ในเรื่องผู้ซื้อผู้ขายและบางภาคบริการมีความท้าทายมากกว่าในอดีต ผมคิดว่าจากนี้ไปเราคงต้องมีกิจกรรมการดำเนินธุรกิจที่มีความระมัดระวังมากกว่าเดิม แต่ด้วยทุนสะสมที่ค่อนข้างสูงกว่าในปี 2540 จึงมีโอกาสที่เราจะผ่านวิกฤตอันนี้ไปด้วยกันทุกภาคส่วน โอกาสที่เราจะเจอแบบปี 2540 จะค่อนข้างน้อย

ตัวสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่ตั้งขึ้นมามีวัตถุประสงค์ดูแลช่วยเหลือผู้ฝากอยู่แล้ว ถ้าหากสถาบันการเงินมีปัญหาขึ้นมาจริงๆ บทบาทของสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมที่วงเงินคุ้มครองจะลดจาก 5 ล้านเหลือ 1 ล้านต่อ 1 บัญชี จะมีการดูแลเพิ่มเติมด้านอื่นหรือไม่ อย่างไร

ในส่วนของการคุ้มครองเงินฝาก ถ้าเราฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ทั้งไทยและต่างประเทศในประเทศไทย และในส่วน บง.และ บค. ในส่วนของเราถ้าเป็นสกุลเงินบาทและเป็นบัญชีเงินฝากเราคุ้มครองให้เต็มทุกบัญชี การคุ้มครองคือ 5 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน ปัจจุบันเรามีเงินกองทุน 130,000 ล้านบาท ซึ่งมีปริมาณสูง และในส่วนของการเตรียมการ คือถ้าเกิดปัญหาขึ้นเราจะเอาเงินนี้ไปจ่าย ที่เราบอกคุ้มครองเงินฝากให้กับสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตและจะคืนภายใน 30 วัน

สมมุติลูกค้ามีเงินฝากอยู่ 3-4 บัญชีในสถาบันการเงินที่มีปัญหา เราจะเอา 3-4 บัญชีนี้มารวมกันและจ่ายตามเงินคุ้มครอง ซึ่งปัจจุบันในวงเงินที่เราคุ้มครอง 5 ล้านบาท เราคุ้มครองอยู่ประมาณเกือบ 99% ของสถาบันการเงินที่อยู่ในปัจจุบัน ในกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราฝากเกิน 5 ล้านบาทแล้วเราจะไม่ได้ส่วนที่เกินคืน ในส่วนของสถาบันคุ้มครองเงินฝากสิ่งที่ดำเนินภารกิจด้านนึง คือการชำระบัญชี หมายความว่าเราจะนำเอาสินทรัพย์ที่มีในสถาบันการเงินที่มีปัญหาไปดำเนินการเปลี่ยนเป็นเงินสด คือไปขายและเอาเงินส่วนที่เหลือมาแบ่งให้กับเจ้าหนี้และผู้ฝากแต่ละรายตามสัดส่วน

ถามว่าในวันนี้ต้องดำเนินการอะไรบ้าง จริงๆ แล้วที่รู้กันว่าเรามีความท้าทายเรื่องของวิกฤตที่เราเจอในช่วงคลื่นเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในส่วนของผู้ฝากอาจจะต้องพิจารณาเงินฝากที่เป็นการออมชนิดอื่น มีการออมหลายอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการซื้อตราสารหนี้ การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล การลงทุนในพันธบัตรที่เป็นออมทรัพย์ หรือจะซื้อตราสารทุนการลงทุนเรื่องทองคำและในบางส่วนเป็นเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ที่เลือกลงทุนได้ เหล่านี้เป็นเรื่องการออมทั้งนั้น การฝากเงินเป็นแค่ส่วนนึงของการออม ผมคิดว่าในส่วนของผู้ออมคงต้องพิจารณาในเรื่องของสินทรัพย์ที่เรานำไปลงทุน ผู้ออมต้องหาความรู้ในเรื่องความเข้าใจของทางเลือกการออมอื่นๆ เพิ่มเติม

ตอนนี้กำลังฮิตเรื่องหุ้นกู้ชื่อหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ดูแล้วน่าห่วงไหม

ในปัจจุบันหน่วยผู้กำกับทาง ก.ล.ต. มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติม ถ้าเข้าไปดูในเว็บไซต์ของ ก.ล.ต.จะมีเนื้อหาของการออมค่อนข้างเยอะ และมีเรื่องของหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ว่าคืออะไร หุ้นกู้แต่ละชนิดคืออะไร คิดว่าเราต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าเราดูหุ้นกู้คือตราสารหนี้ชนิดนึง เป็นการฝากเงิน คือเป็นการที่เราไปฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์ คือเราเป็นเจ้าหนี้ของธนาคารพาณิชย์ ในส่วนของผลตอบแทนจะแปรผันตามความเสี่ยง อย่างที่เราทราบว่ามีการจัดอันดับความเสี่ยง มีบอกเรตติ้ง A BB BBB ถ้า A คือเกรด A เสี่ยงน้อย ถ้าเกรด B เสี่ยงมาก ถ้าเกรด C คือเสี่ยงมากๆ ถ้าตัวที่เสี่ยงน้อยผลตอบแทนก็จะน้อยกว่า ขณะที่ในส่วนของหุ้นกู้ที่ไม่มีจัดลำดับความเสี่ยงก็ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยงมากกว่าหุ้นกู้ปกติ แนะนำว่าจริงๆ เราควรทำความเข้าใจในสิ่งที่เราลงทุนให้มากที่สุด ถ้าเราไม่เข้าใจ ไม่แนะนำให้ลงทุน ถึงแม้จะให้ผลตอบแทนสูง เพราะเราเองยังไม่เข้าใจว่าความเสี่ยงสิ่งที่เราไปลงทุนคืออะไร

ความเสี่ยงนี้อยู่นอกเหนือการคุ้มครองของสถาบันการคุ้มครองเงินฝากด้วย

ของเราคุ้มครองเฉพาะเงินฝากที่เป็นเงินบาท อย่างที่อยู่ใน e-Money หรือ Wallet เราก็ไม่ได้คุ้มครอง ในส่วนของหุ้นกู้เราก็ไม่ได้คุ้มครอง ผู้ออมต้องเลือกและทำความเข้าใจ อันไหนไม่เข้าใจ ก็ควรเลือกที่จะไม่ลงทุน

ถึงขณะนี้ยืนยันว่าสถาบันการเงินของไทยยังเข้มแข็งเพียงพอ ทุกคนเราไม่ต้องหวาดวิตก

ในปัจจุบันต้องบอกว่าเรามีปัจจัยองค์ประกอบหลายส่วน 1. เงินกองทุนของสถาบันการเงินมีอยู่ในระดับที่สูง 2. ทุกภาคส่วนไม่ว่าเป็นธนาคารพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบการ มีการดำเนินการทุกวิถีเพื่อที่จะผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ไปด้วยกันให้ได้ โดยที่แบงก์ชาติออกมาตรการออกมาหลายมาตรการซึ่งเราเชื่อว่าเป็นเครื่องมือช่วยเหลือทำให้ผ่อนหนักเป็นเบาจากวิกฤตในครั้งนี้ 3. ในภาคธุรกิจมีการสะสมกำไรมามากพอสมควร จะบอกว่าไม่ได้รับผลกระทบเลยก็ไม่ได้ มีผลกระทบ แต่ไม่ถึงกับทำให้มีปัญหาเหมือนสมัยต้มยำกุ้ง 4. รูปแบบการจัดกิจกรรมทางการค้ากับสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไป ในส่วนของผู้ประกอบการต้องปรับตัว เพราะจากที่เราเคยค้าขายกับลูกค้ากลุ่มเดิม เราอาจจะขายกับเขาไม่ได้ เพราะรูปแบบการใช้บริการเปลี่ยนไปแล้ว มีช่องทางใหม่ๆ กิจกรรมบางประเภทต้องลดลง ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ต้องปรับตัวจะดำเนินกิจกรรมทางการค้าแบบเดิมไม่ได้

For advertising please call: 02-2534691