top of page
312345.jpg

เตรียมรับมือเศรษฐกิจจีนชะลอตัว


Interview: รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีน

เตือน...China Slow Down เรื่องจริงที่น่ากลัว ดัชนี เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน ค้าปลีก การผลิต ส่งออก ของจีนลดฮวบ หนี้สาธารณะพุ่งสูง 250% ของ GDP หนี้นอกระบบ หนี้ครัวเรือน ท่วมหัว รัฐบาลงัดสารพัดมาตรการเพื่อแก้ปัญหา แต่ยังเอาไม่อยู่ ประเมิน..จีนอาจต้องยอมอ่อนข้อให้อเมริกาในสงคราม Trade War เพื่อความอยู่รอด สุดท้าย ถ้าจีนเดี้ยง แก้ปัญหาไม่ได้ จะเดือดร้อนกันทั้งโลก

 

ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจของจีนอย่างไร

ส่วนตัวก็ออกมาเตือนตั้งแต่ต้นปีว่าให้ระวังไชน่า สโลว์ดาวน์ จีนชะลอตัว มีสัญญาณมาตั้งแต่ตอนที่เขาประกาศตัวเลขจีดีพีเมื่อต้นปี เราก็เกาะสถานการณ์มาตั้งแต่ช่วงท้ายปี เพราะมีสัญญาณไชน่า สโลว์ดาวน์ มีการโตต่ำลงของดัชนีหลายตัวของจีนมาตั้งแต่ปี 2017-2018 อันนี้ของจริงไม่ใช่ภาวะชั่วคราว การชะลอตัวถือเป็นของจริง

สำหรับจีน จะดีตรงที่ว่าแม้เศรษฐกิจเขามีสัญญาณชะลอตัว แต่ผู้นำเขาไม่ได้นิ่งนอนใจ เขาก็งัดสารพัดมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งการชะลอตัวของจีน ถ้าไปดูเรื่องของการค้าปลีก ภาคการผลิต ดัชนี PMI ดัชนีเกี่ยวกับการลงทุนทั้งหลายทั้งปวง มีการชะลอตัว รวมทั้งตัวจีดีพีด้วย ที่สำคัญ ภาพการค้าต่างประเทศเขาก็ต่ำลง การเติบโตของการส่งออกนำเข้าก็ลดลง พวกนี้เป็นตัวบอกว่ารอบนี้ชะลอตัวของจริง ไม่ใช่ภาวะชั่วคราว และยังมีพวกปัญหาต่างๆ หมักหมมในจีนที่แก้ไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวล เช่นเรื่องการพอกพูนของหนี้สาธารณะ หนี้จีดีพีของจีนทบสูงมาก ตอนนี้ประมาณ 250% ของจีดีพี ตรงนี้เฉพาะที่เป็นทางการ หากเราเอาหนี้ที่อยู่นอกระบบ การปล่อยสินเชื่อนอกระบบเข้ามาด้วย มีคนบอกว่าตัวเลขอาจจะทะลุถึง 300% ของจีดีพี แล้วตอนนี้ที่จีนชอบทำกัน คือการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลโดยที่ไม่มีสถาบันการเงินหนุนหลัง ตัวนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ของครัวเรือนจีนขึ้นมาก ก็ชัดเจนว่าจีนสโลว์ดาวน์

ขณะเดียวกัน การจับจ่ายที่ง่ายขึ้นโดยเฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้การระมัดระวังการใช้เงินน้อยลง แต่ประเด็นหลักคือเมื่อไชน่า สโลว์ดาวน์แล้วยังไง รัฐบาลเขานิ่งนอนใจหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ อย่างที่เราเห็นข่าวกันคือ นายหลี่ เค่อเฉียง คนนี้จบเศรษฐศาสตร์ เป็นดอกเตอร์ ท่านก็เต็มที่เลย ใช้มาตรการการเงินการคลัง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสารพัด ถึงขั้นลดภาษีแวต อันนี้ซีเรียส เพราะลดภาษีแวต จะส่งผลไปทั่วสำหรับตัวสินค้า แล้วลดเยอะด้วย แวตสำหรับอุตสาหกรรมจีนจะอยู่ที่ประมาณ 16% แล้วเขาจะลดให้เหลือ 13% ถือว่าเยอะเลย โดยแวตจีนอัตราไม่เท่ากัน แวตจีนไม่เหมือนแวตไทย แวตไทยจะ 7% เหมือนกันหมด แต่ของจีนจะแบ่งตามประเภทสินค้า ถ้าเป็นสินค้าเกษตรของเดิม 13% สินค้าอุตสาหกรรมภาคการผลิตของเดิม 17% และรัฐบาลจีนลดเหลือ 16% จนกระทั่งล่าสุดจัดหนักลดเหลือ 13% ส่วนแวตการก่อสร้างและการขนส่ง ของเดิม 10% ตอนนี้รัฐบาลลดลงเหลือ 9% ก็ชัดมาก และช่วยเอสเอ็มอี มีการจัดหนัก โดยเอสเอ็มอีจีนสมัยก่อนถ้ามีรายได้ 3 พันหยวน ก็ต้องเสียภาษีแวต แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว ขยับให้เป็นมีรายได้ 1 แสนหยวน ค่อยยื่นเสียภาษีแวต ก็ถือว่าช่วยเต็มที่

กลยุทธ์นี้ถือเป็นไม้เด็ด

คือเขาทำหลายเรื่อง ทำมานานแล้ว เมื่อปีที่แล้วก็งัดมาตรการทางการเงินมาใช้ ปีที่แล้วเขาก็เอาพวกลดอัตราเงินสดสำรอง เรียกว่า RR อัตราสำรองที่ธนาคารจะต้องกันเอาไว้การปล่อยสินเชื่อ รัฐบาลจีนก็ลดให้เขา เพื่อที่จะกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์จีนทั้งหลายทั้งปวงปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และรัฐบาลจีนลดอัตราเงินสดสำรองมาตลอด ตั้งแต่ปีที่แล้วไล่มาทั้งปีจนถึงปีนี้รวม 5 ครั้งแล้ว แต่ไม่ได้ผล เพราะธนาคารพาณิชย์ เขาก็ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ เขาไม่อยากแบกรับความเสี่ยง คือในเศรษฐกิจทั่วไป พอรัฐบาลส่งสัญญาณโดยการลดอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมายของธนาคารพาณิชย์ โดยปกติธนาคารพาณิชย์ทั่วไปก็จะปล่อยสินเชื่อได้เยอะขึ้น ไม่ต้องกันสำรองไว้เยอะ แต่ปรากฏว่าจีนลดอัตราเงินสดสำรองมา 5 รอบแล้ว แต่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปก็ไม่ได้ปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น เพราะเขาก็กลัวเอ็นพีแอล กลัวว่าจะเกิดหนี้สูญ หนี้เสีย หนี้เน่า แล้วใครจะรับภาระ

อย่างไรก็ดี ช่วงนี้รัฐบาลจีนทำหลายเรื่องที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนำเครื่องไม้เครื่องมือทางด้านเศรษฐศาสตร์มาใช้ แต่ในรอบนี้มันยากตรงที่ว่า เศรษฐกิจจีนมีกลไกตลาดมากขึ้น เศรษฐกิจจีนไม่ได้เป็นแบบสั่งการเหมือนในอดีตแล้ว คือมีการเปิดเสรีมากขึ้น การสั่งการของรัฐก็ไม่แรงเหมือนเดิม โดยส่วนตัวลุ้นสุดฤทธิ์ให้รัฐบาลจีนแก้ปัญหาได้ เพราะเราก็เคยได้ยินว่าถ้าจีนเดี้ยง ไทยก็จะลำบาก นี่คือประเด็น ยกตัวอย่างพอจีนมีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว มีปัญหาเทรดวอร์กับสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญของจีน ที่พึ่งรายได้ส่งออกไปยังจีน ตอนนี้ค่าเงินก็เริ่มอ่อนค่าลงแล้ว อย่างนิวซีแลนด์

ดังนั้น โลกทั้งใบไม่อยากเห็นจีนเดี้ยง คือจีนไซส์เขาใหญ่ขนาด 16% ของจีดีพีโลก ซึ่งเศรษฐกิจโลกจะสะดุดมากหากเศรษฐกิจจีนไม่โต ฉะนั้นนี่คือไชน่า อิมแพ็ค นี่คือไชน่า แฟคเตอร์ และตอนนี้จีนคือผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก และเขาก็เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ เพราะฉะนั้น ตัวเขาต้องการอะไร เขาจะผลิตอะไร ดีมานด์อะไร ก็จะกระทบต่อทิศทางราคาสินค้าสำคัญของโลก ยกตัวอย่างคือถ่านหิน จีนเป็นผู้บริโภคถ่านหินใหญ่ที่สุดของโลกมากถึง 51% แล้วพอเศรษฐกิจจีนเดี้ยง ผู้ที่ส่งออกถ่านหินไปจีนเป็นหลัก คือออสเตรเลีย รายได้ส่งออกของออสเตรเลีย 1 ใน 3 ส่งออกไปจีน ตอนนี้กำลังเดือดร้อนเลยสำหรับออสเตรเลีย เพราะจีนสโลว์ดาวน์ซื้อถ่านหินจากออสเตรเลียลดลง ทำให้เศรษฐกิจออสเตรเลียลำบาก นี่คือประเด็น ส่วนประเทศไทยเราก็เช่นกัน เศรษฐกิจไทยพึ่งพาเศรษฐกิจจีนสุดๆ อย่างนักท่องเที่ยวจีน ชอบไม่ชอบ แต่ให้รายได้สำหรับไทย 5 แสนล้านบาทต่อปี แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย 35 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวจีน 9-10 ล้านคนแล้ว สร้างรายได้ให้ไทยมหาศาล เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา เรามีปัญหาภาคการส่งออก เราอยู่ได้ด้วยภาคการท่องเที่ยวจากเงินพวกนี้ แล้วลองคิดดูสิว่าถ้าจีนสโลว์ดาวน์จะเกิดอะไรขึ้น จีนจะมาเที่ยวไทยน้อยลง แล้วเราจะเลี้ยงข้าวเหนียวมะม่วงให้ใครล่ะ เพราะเขามาไม่ไหวแล้ว

อีกหนึ่งตัวอย่างคือตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผู้ซื้อคอนโดมิเนียมรายหลักของไทยก็คือจีน ปีที่แล้วจีนซื้อคอนโดมิเนียมไทยประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โต 66% คือเขาซื้อทั้งตึกไม่ได้ แต่ซื้อได้ 49% ตรงนี้คือพลังของจีนที่ทำให้เศรษฐกิจเราไปได้ เศรษฐกิจโลกไปได้ หลายประเทศเขาต้องพึ่งพาจีน เราปฏิเสธเขาไม่ได้ ประชากรเขาเยอะ ขนาดเขาใหญ่

จีดีพีของจีนจะเป็นอย่างไร

ถ้าเชื่อตามนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน ปีนี้เขาก็พยายามเข็นให้ไม่ต่ำกว่า 6-6.5% ก็คงต้องลุ้นว่าจะได้ไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจจีนสั่งไม่ได้เหมือนในอดีต เป็นไปตามกลไกตลาด และตอนนี้ผู้ผลิตจีนเขาค่อนข้างระมัดระวังในการตัดสินใจทำธุรกิจ และผู้บริโภคจีนก็เริ่มมีอาการระมัดระวังการบริโภคจับจ่ายใช้สอยแล้ว

จีนจะรับมือเรื่องสงครามทางการค้า เรื่องภาษีของสหรัฐอเมริกาไหวหรือไม่

ตอนแรกเขาหยิ่งๆนะ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แต่ตอนนี้ถ้าสังเกตดีๆ หลังจากที่เศรษฐกิจเขาเดี้ยง เพราะมีปัญหาเทรดวอร์กับสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าตัวเลข 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว เศรษฐกิจจีนโตแค่ 6.4% หลังจากเทรดวอร์มันชัด คือตอนนี้ถ้าจีนยอมสหรัฐอเมริกาได้แบบไม่เหลือบ่ากว่าแรง เขาก็ยอมนะ ที่เห็นภาพชัดที่สุดคือการประชุมรัฐสภาของจีนล่าสุด ไม่ได้พูดคำว่าเมดอินไชน่า 2025 เพราะอะไร เพราะจริงๆ แล้วแผนยกระดับอุตสาหกรรมจีน เมดอินไชน่า 2025 คือหัวใจสำคัญของรัฐบาล นายหลี่ เค่อเฉียง แต่ทาง โดนัลด์ ทรัมป์ไม่ชอบ โดยทรัมป์บอกว่ายุทธศาสตร์เมดอินไชน่า 2025 ทำให้จีนมาขโมยเทคโนโลยีสหรัฐอเมริกา ทรัมป์ก็เลยใช้ข้อนี้ทำเทรดวอร์กับจีน ส่วนตัวก็เลยสังเกตว่า การประชุมรัฐสภาประชาชนจีนรอบนี้ เขาไม่แตะเรื่องนี้เลย เขาเลี่ยงที่จะไม่เอ่ยถึงคำนี้เลย แต่ถามว่าเนื้อในยังทำมั้ย ก็คือทำอยู่ จีนยังเดินหน้าต่อเพื่อที่จะให้อุตสาหกรรมจีนยกระดับขึ้น เพียงแต่เขาไม่พูดถึงแผนยุทธศาสตร์

สภาจีนกำลังแก้ไขกฎหมายการลงทุนของต่างชาติ คือขอให้เข้ามาลงทุน ตรงนี้จะทำให้จีนมีปัญหาหรือไม่

ตรงนี้ก็เหมือนกัน เขารู้ว่าที่เดิมเขาเขียนเป็นเงื่อนไขไว้ คือต้องมาถ่ายทอดเทคโนโลยีฉันนะ แล้วก็โดนสหรัฐอเมริกาโจมตี ว่านี่มาขโมยโน่นนี่นั่น จีนเขาก็ลีลา อยากได้อย่างนี้ใช่มั้ย ก็เลยเปลี่ยนกฎหมายว่าเปลี่ยนเงื่อนไขมาลงทุนให้ฉันแล้วจะต้องบอก แต่ในทางปฏิบัติ คิดออกใช่หรือไม่ว่าจีนทำอะไร เขาก็มีวิธี คนจีนเขาฉลาด เขาก็ให้บริษัทมาลงทุนที่ไม่จำเป็นต้องมาถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่คนจีนเขาก็เรียนรู้ได้ โดยไม่ต้องบอกว่าจะต้องมาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ฉัน เขาทำงานไปเรียนรู้ไป คือมาจากความกระตือรือร้นของเขาเอง

ดังนั้นส่วนตัวจึงเป็นห่วงอย่างมากสำหรับไชน่า สโลว์ดาวน์รอบนี้ ว่าจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ หากแก้ไม่ได้ ก็เดือดร้อนกันทั้งโลก และไทยก็ต้องเดือดร้อน เพราะจีนคือตลาดส่งออกหลักของเรา 12% ที่เราส่งไป

37 views
bottom of page