ข่าวปลอมปั่นราคาบิทคอยน์ ?


ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว บิทคอยน์ดีดตัวขึ้นมาค่อนข้างแรง สวนกระแสข่าว เกี่ยวกับดีจิทัลคอยน์ทั้งหลายว่า กว่าครึ่งล้วนเป็นข่าวปลอม

เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว Blockchain Transparency Institute (BTI) เผยแพร่เอกสารตรวจสอบความโปร่งใสในตลาดซื้อขายเงินตราดิจิทัลว่า มีการตรวจพบว่าการซื้อขายเงินคริปโตในตลาดทั่วโลกนั้น ครึ่งหนึ่งของยอดซื้อขายต่อวันเป็นของปลอม คือเป็นตัวเลขลวง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ 130 สำนักซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินคริปโต พบว่ามีการเวียนเทียน (wash traded) ตัวเลขซื้อขายกันในรายงานการซื้อขายถึง 3 รอบหรือเกินความเป็นจริงที่ซื้อขายกันจริงถึง 3 เท่าตัว

การที่ตัวเลขซื้อขายสูงกว่ายอดจริงหลายเท่าตัวนั้น สาเหตุหนึ่งเกิดจากการนับจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมหรือใช้บริการ (unique visitors) ที่มีการนับจำนวนครั้งซ้ำคล้ายกับมีการใช้เครื่องกดไลก์ คลิกแชร์อัตโนมัติ (robot) ซ้ำๆ ในเฟซบุ๊กและในไลน์ของเครื่องสำอางเมจิ ที่ถูกจับดำเนินคดีไปเมื่อเร็วๆ นี้

ขณะที่มีรายงานข่าวนี้เผยแพร่ ก็มีข่าวว่า ราคาบิทคอยน์ขึ้นกระหน่ำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

จนทำให้มีการทำนายกันว่า จากราคา 7,000 ดอลลาร์สรอ.ต้นๆ ในยามนี้ มันจะขึ้นไปทำสถิติรอบปีที่ 20,000 ช่วงสิ้นปีนี้

ทำให้ผวากันว่า เป็นของจริงหรือปลอม ( fake) เพราะมันจะขึ้นไปจากวันนี้ถึงเกือบ 300%

จึงต้องตามไปถามบรรดากูรูทั้งหลายว่า มีปัจจัยใดที่ทำให้บิทคอยน์และคอยน์อื่นๆ ขึ้นกันพรวดพราดตั้งแต่สัปดาห์ก่อน

ทั้งนี้ เมื่อเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ต้นเดือนกันยายน ราคาบิทคอยน์พรวดขึ้นไปถึง 7,119 ดอลลาร์สหรัฐ หรือขึ้นมา 7.15% แต่ลดจากเป้าหมาย 7,300 up จากที่ทำสถิติขึ้นสูงสุดนับแต่ 3 สิงหาคม 7,300 ขณะที่เอทเธเลียม เบอร์ 2 ก็ขึ้นแรงเช่นกันคือ 7% หรือขึ้นมา 300 ดอลลาร์ หลังจากตกลงไปถึง 24% เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ทำให้ Coin Market Cap ขึ้นไป 7%

อะไรคือแรงส่งของ 2 ผู้ชี้นำตลาดคอยน์ในช่วงนี้ ?

เหตุผลก็คือ Bitcoin Cash( BCH) ที่สปริตไปจากบิทคอยน์ จะมีการสปริตซ้ำในเดือนพฤศจิกายนศกนี้ กระตุ้นให้เกิดความคึกคักขึ้น

อีกแรงส่งหนึ่งก็คือ currency war สงครามค่าเงินที่สหรัฐทำกับจีนและตุรกี และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ทำให้ดอลลาร์สหรัฐขาดความน่าเชื่อถือในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา

ซ้ำด้วยคำให้สัมภาษณ์ของประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ที่บอกว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการประชุมครั้งที่จะมาถึงนี้

ทั้ง 3 ประเด็น กลายเป็นตัวการส่งผลให้ค่าดอลลาร์อ่อนตัวลงในช่วงนี้ และทำให้ค่าคอยน์ทั้งหลายเขยิบขึ้น

อีกปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินดิจิทัลสูงขึ้นก็คือ เยอรมนีเสนอให้มีการจัดระเบียบใหม่ในทางการเงินของโลกให้พ้นจากอิทธิพลของดอลลาร์สหรัฐ

ข้อเสนอของเยอรมนี ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกลางยุโรปแทบทุกชาติ จนทำให้เชื่อว่า การจัดระบบการเงินใหม่ของโลกจะเกิดขึ้นจริง

ความสำคัญของดอลลาร์สรอ.จะลดลง หรือแทบไม่เหลืออิทธิพลเลยในอนาคตอันใกล้นี้

การจัดระเบียบใหม่ให้ระบบการเงินโลก แม้ในระยะยาวจะเป็นการดี แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็ย่อมจะมีความแปรปรวนผันผวนเป็นธรรมดา

นี่เองที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ค่าเงินดิจิทัลสูงขึ้น และจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะดูท่าว่าจะแทนที่เงินกระดาษได้ หรือมันจะเปลี่ยนสถานะจากเงินล่องลอยไปในก้อนเมฆ (cloud) จากเงินเสมือนจริง เป็นเงินตราจริงๆ ?

จะอย่างไรก็ตาม เกจิการเงินของโลก ยังไม่เชื่อว่าเงินดิจิทัลจะแทนที่หรือเป็นเงินตราสกุลใหม่ของโลกได้

ในช่วงเปลี่ยนผ่าน มันก็คงจะเป็นตัวเลือกตัวหนึ่งที่เงินตราหลายสกุลใช้เป็นที่พักพิงเท่านั้น

เมื่อการจัดระเบียบและระบบใหม่ทางการเงินของโลกเสร็จเรียบร้อย เข้าที่เข้าทางกันดีแล้ว ความจำเป็นในการพักพิงค่าเงินตรากระดาษไว้กับเงินดิจิทัลก็จะหมดไป

ถึงตอนนั้น บิทคอยน์และคอยน์อื่นๆ ก็จะค่อยๆ ลดความสำคัญลง และอาจถอยกลับที่เดิมได้ สภาพการณ์เหล่านี้ จะเริ่มเกิดขึ้นในช่วงนี้ ไปจนถึงสิ้นปี

ราคาบิทคอยน์ตามทัศนะของกูรูเงินตราจึงน่าจะพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 20,000 ดอลลาร์/BTC ได้ เหมือนครั้งที่ขึ้นไประดับเฉียดๆ นี้เมื่อธันวาคมปีที่แล้ว

พวกที่ติดดอยตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ที่บิทคอยน์เมืองไทยขายกันบิทละ 600,000-700,000 บาท อาจจะได้ถอนทุนคืน แต่ก็คงได้แค่ถอนทุนคืน ไม่ได้กำไร เพราะค่าดอลลาร์อ่อน บาทแข็ง

เมื่อขายคอยน์ได้ แลกคืนเป็นบาท จะขาดทุนยับ

เวลาซื้อ 33 บาท/ดอลลาร์ เวลาขาย 30-31 บาท/ดอลลาร์ ซ้ำยังถูกหักโน่นหักนี่

ที่น่าห่วงที่สุดก็คือ อาจจะขึ้นแว่บเดียวแล้วร่วงหาย เพราะมีแต่คนขาย ไม่มีคนซื้อ เนื่องจากคนติดดอยมีมาก

ถ้ามักน้อย ใกล้ๆ 17,000 น่าจะยังขายได้อยู่ เพราะใครๆ ก็เก็ง 19,000-20,000 ขายได้ย่อมจะถือว่าส้มตกพื้น เก็บคืนได้ มีรอยช้ำนิดหน่อย ยังพอเฉือนส่วนช้ำทิ้ง กินส่วนใหญ่ได้

ใครไปรอส้มหล่นตอนหวังขายช่วงราคา 20,000 ระวังจะหัวใจวายตาย

12 views