ฟิทช์ปรับลดอันดับเครดิต BTS เป็น A- คาดการณ์สถานะทางการเงินอ่อนแอลงในช่วง 3 - 5 ปีข้างหน้า


19 มกราคม 2561: บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปรับลดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) ของ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS Group และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว ของหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิของ BTSC เป็น ‘A-(tha)’ จาก ‘A(tha)’ อันดับเครดิตดังกล่าวทั้งหมดได้รับการนำออกจากเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ รายการอันดับเครดิตของบริษัทฯ ทั้งหมดแสดงอยู่ในท้ายรายงานนี้

การปรับลดอันดับเครดิตสะท้อนถึงการคาดการณ์ของฟิทช์ว่า สถานะทางการเงินของ BTS Group น่าจะอ่อนแอลงในช่วงสามถึงห้าปีข้างหน้า จากการกู้ยืมเพื่อลงทุนในโครงการรถไฟฟ้ากรุงเทพมหานครสายสีชมพูและสีเหลือง เงินชำระค่าหุ้นในโครงการดังกล่าวของ BTS Group จำนวน 2.16 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินกู้ยืมเป็นส่วนใหญ่ จะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินของบริษัทฯ เพิ่มสูงขึ้น ในการพิจารณาอันดับเครดิตของ BTS Group ฟิทช์ไม่นับรวมกระแสเงินสดและหนี้สินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง เนื่องจากหนี้ที่โครงการกู้ยืมโดยตรงมีลักษณะจำกัดสิทธิไล่เบี้ยต่อผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม หากการจำกัดความเสี่ยงในระดับโครงการเปลี่ยนแปลงไป ฟิทช์อาจพิจารณารวมกระแสเงินสดและหนี้สินของโครงการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ BTS Group

ในขณะเดียวกัน อันดับเครดิตของ BTS Group สะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจที่ดีขึ้นของบริษัทฯ เนื่องจากเครือข่ายรถไฟฟ้าภายใต้การบริหารของ BTS Group ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารให้กับรถไฟฟ้าสายหลักของบริษัทฯ นอกจากนี้แผนการโอนขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีงบการเงินสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2561 (ปีงบการเงิน 2561) ยังเป็นการลดความเสี่ยงทางธุรกิจจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง

แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบสะท้อนถึงการคาดการณ์ของฟิทช์ว่า อัตราส่วนหนี้สินของ BTS Group จะอยู่ในระดับสูงในช่วงปีงบการเงิน 2561 – ปีงบการเงิน 2563 และมีความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดในอนาคตจากการโอนขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และโครงการซื้อขายพร้อมติดตั้งระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) สำหรับส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวมถึงช่วงเวลาที่จะได้รับรายได้ค่าบริหารการเดินรถสำหรับรถไฟฟ้าสายใหม่ หากการปรับลดอัตราส่วนหนี้สินเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งอาจเป็นผลมาจากกระแสเงินสดที่ต่ำกว่าคาด อาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตในแง่ลบได้

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

อัตราส่วนหนี้สินที่สูง – ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO adjusted net leverage) ของ BTS Group จะเพิ่มสูงขึ้นถึงระดับ 12 เท่าในปีงบการเงิน 2563 และลดลงมาอยู่ที่ระดับ 6 เท่าในปีงบการเงิน 2565 โดยเป็นผลมาจากการกู้ยืมเพื่อลงทุนในธุรกิจขนส่งมวลชน ได้แก่ โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล และการชำระเงินค่าหุ้นในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง แหล่งของกระแสเงินสดที่ใช้ในการลดอัตราส่วนหนี้สิน ประกอบด้วย เงินสดรับจากการขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีงบการเงิน 2561 เงินสดรับจากโครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกลในปีงบการเงิน 2564 และการเติบโตของกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในอนาคต

BTS Group มีความยืดหยุ่นทางการเงินฯ ที่จำกัดในการรักษาอัตราส่วนหนี้สินให้สอดคล้องกับอันดับเครดิต ‘A-(tha)’ ในกรณีที่มีการลงทุนเพิ่มขึ้นหรือมีกระแสเงินสดรับต่ำกว่าที่คาดในช่วงสองถึงสามปีข้างหน้า หรือการที่มีโครงสร้างหนี้ที่ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตในแง่ลบได้

กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มั่นคง – หลังจากการโอนขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประมาณร้อยละ 90-95 ของรายได้รวมของ BTS Group จะมาจากธุรกิจขนส่งมวลชนและสื่อโฆษณานอกบ้าน ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดที่สูงและค่อนข้างมั่นคง รายได้จากธุรกิจสื่อส่วนใหญ่ของบริษัทฯ มากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากสื่อที่เกี่ยวข้องกับระบบรถไฟฟ้า BTS ในขณะที่ธุรกิจขนส่งมวลชนมีรายได้ที่ค่อนข้างแน่นอนจากสัญญาจ้างบริหารการเดินรถที่มีการกำหนดอัตราค่าบริการล่วงหน้าสำหรับส่วนต่อขยายสายสีเขียว นอกจากนี้ BTS Group ยังมีกระแสเงินสดรับที่ค่อนข้างสม่ำเสมอจากเงินปันผลจากการถือหน่วยลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 33.3 ในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) ซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิบนรายได้ค่าโดยสารของรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวหลัก

ขนาดธุรกิจและตำแหน่งทางการตลาดที่ใหญ่ขึ้น – BTS Group มีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำในการให้บริการระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยรองรับผู้โดยสารกว่าร้อยละ 66 ของผู้โดยสารทั้งหมดในระบบขนส่งมวลชนแบบรางในพื้นที่กรุงเทพฯ ตามข้อมูลของบริษัทฯ ณ เดือนธันวาคม 2559 การขยายธุรกิจและการลงทุนในระบบขนส่งมวลชนของบริษัทฯ ในช่วงที่ผ่านมา มีส่วนช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจเพิ่มขึ้น จากเส้นทางการเดินรถของบริษัทฯ ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น รายได้การให้บริการเดินรถและกำไรที่เพิ่มขึ้น การขยายเครือข่ายรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีชมพู และสีเหลือง ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มระยะทางการเดินรถเป็น 132 กิโลเมตร จากปัจจุบันที่ 38 กิโลเมตร แต่ยังเป็นการส่งผู้โดยสารจากพื้นที่กรุงเทพรอบนอกซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยเข้ามายังระบบรถไฟฟ้าสายเดิมของ BTS Group และยังเป็นการขยายพื้นที่สื่อโฆษณาบนระบบรถไฟฟ้าอีกด้วย

ฟิทช์คาดว่า BTS Group จะมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จากธุรกิจขนส่งมวลชน (รวมถึงเงินปันผลรับจาก BTSGIF) เพิ่มขึ้นเป็น 5 พันล้านบาทในปีงบการเงิน 2565 จาก 2 พันล้านบาทในปีงบการเงิน 2560 โดยส่วนใหญ่มาจากค่าจ้างบริหารการเดินรถของรถไฟฟ้าสายใหม่ ถึงแม้ว่า BTSC จะไม่ได้เป็นผู้รับสัมปทานของรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง แต่ BTSC ได้รับเลือกให้เป็นผู้บริหารการเดินรถ และจะได้รับค่าจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ล่วงหน้าตามสัญญา

BTS Group และ BTSC มีอันดับเครดิตที่เท่ากัน – ฟิทช์พิจารณาอันดับเครดิตโดยมองภาพรวมทั้งกลุ่มบริษัท จากการที่บริษัทแม่และบริษัทลูกมีความสัมพันธ์ที่สูงทั้งในด้านการดำเนินงานและด้านกลยุทธ์ ภายใต้หลักเกณฑ์การพิจารณาอันดับเครดิตของฟิทช์เรื่องความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทแม่และบริษัทลูก

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

อันดับเครดิตของ BTS Group และ BTSC ที่ระดับ ‘A-(tha)’ โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำในการให้บริการระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่และธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านในประเทศไทย ซึ่งชดเชยกับอัตราส่วนหนี้ที่อยู่ในระดับสูงที่ใช้เพื่อการลงทุนในธุรกิจขนส่งมวลชน เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) (TASCO, A-(tha)/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) BTS Group ประกอบธุรกิจในภาคการขนส่งมวลชนที่มีเสถียรภาพมากกว่า ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินที่สม่ำเสมอและมีอัตรากำไรที่สูงกว่า TASCO อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกในช่วงระยะสั้นนี้ถูกลดทอนด้วยสถานะการเงินที่ค่อนข้างอ่อนแอจากการขยายธุรกิจขนส่งมวลชน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนที่สูงและใช้ระยะเวลาคืนทุนนาน

เมื่อเปรียบเทียบ BTS Group กับบริษัทอื่นที่จัดอันดับเครดิตโดยฟิทช์ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอเนื่องจากอยู่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันไม่มากนัก ได้แก่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS, A+(tha)/แนวโน้มเครดิตเป็นลบ) และบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC, A+(tha)/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ทั้งสองบริษัทมีอันดับเครดิตที่สูงกว่า BTS Group เนื่องจากมีระดับความเสี่ยงทางการเงินที่ต่ำกว่า

สมมุติฐานที่สำคัญ

สมมุติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ

- อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย และค่าเช่า ต่อรายได้ (EBITDAR Margin) อยู่ที่ระดับร้อยละ 30-35 สำหรับ BTS Group และร้อยละ 38-46 สำหรับ BTSC ในช่วงสามปีข้างหน้า

- รายได้ค่าจ้างบริหารการเดินรถเพิ่มขึ้น โดยส่วนต่อขยายสายสีเขียวเริ่มต้นรับรู้รายได้ในปีงบการเงิน 2561 สายสีชมพูและสีเหลืองเริ่มต้นรับรู้รายได้ในปีงบการเงิน 2565

- เงินสดรับสุทธิจากธุรกรรมการโอนขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จำนวน 8.5 พันล้านบาท ได้รับในปีงบการเงิน 2561

- ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท สำหรับ BTS Group และ 1.5 หมื่นล้านบาท สำหรับ BTSC ในช่วงห้าปีข้างหน้า ไม่รวมส่วนของเงินลงทุนในโครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล สำหรับส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง

- BTS Group ชำระค่าหุ้นในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองจำนวน 2.16 หมื่นล้านบาท ในปีงบการเงิน 2561-2565

- จ่ายเงินปันผลในอัตราที่ลดลง ในปีงบการเงิน 2561 เป็นต้นไป เนื่องจากมีการจ่ายเงินปันผลพิเศษครบถ้วนแล้วในปีงบการเงิน 2560

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต

ปัจจัยบวก (ที่อาจมีผลทำให้มีการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตกลับมาเป็นมีเสถียรภาพ):

- มีหลักฐานแสดงถึงกระแสเงินสดรับจากแผนการโอนขายสินทรัพย์ และการมีกระแสเงินสดที่เพียงพอต่อการปรับลด FFO adjusted net leverage มาอยู่ที่ระดับไม่เกิน 6 เท่า ภายในปีงบการเงิน 2565 (ปีงบการเงิน 2560 อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 5.3 เท่า) โดยสามารถรักษากระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียนต่อดอกเบี้ยจ่ายสุทธิ (FFO net cash interest coverage) สูงกว่า 3.0 เท่า (ตามประมาณการ) สำหรับ BTS Group (ปีงบการเงิน 2560 บริษัทฯ มีดอกเบี้ยรับสุทธิ)

- การปรับอันดับเครดิตของ BTS Group จะมีผลเช่นเดียวกันต่ออันดับเครดิตของ BTSC

ปัจจัยลบ:

- FFO net cash interest coverage ต่ำกว่า 3.0 เท่า สำหรับ BTS Group

- กระแสเงินสดที่ต่ำกว่าที่คาด หรือค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่สูงกว่าที่คาด หรือความล่าช้าในการรับชำระเงินจากโครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ส่งผลให้การปรับลดอัตราส่วนหนี้สินของ BTS Group ช้าลงกว่าที่คาด และ FFO adjusted net leverage ยังคงสูงกว่า 6.0 เท่า ในปีงบการเงิน 2565 (ตามประมาณการ)

- ความเสี่ยงทางธุรกิจของ BTS Group เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการลงทุนในธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก

สภาพคล่อง

สภาพคล่องที่เพียงพอ: สภาพคล่องของ BTS Group ได้รับการสนับสนุนจากเงินสดในมือและรายการเทียบเท่าเงินสด (ได้รับการปรับปรุงตัวเลขโดยฟิทช์) จำนวน 2.1 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปีงบการเงิน 2560 ซึ่งเพียงพอชำระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ฟิทช์คาดว่ากระแสเงินสดสุทธิของ BTS Group จะติดลบในช่วงปีงบการเงิน 2561-2563 โดยกระแสเงินสดส่วนนี้ได้รับการสนับสนุนจากความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังมีวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่ยังไม่ได้เบิกใช้ (uncommitted) จำนวน 3.4 หมื่นล้านบาท และเงินลงทุนอื่น (ส่วนใหญ่เป็นตราสารทุนพร้อมขาย) จำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท (ได้รับการปรับปรุงตัวเลขโดยฟิทช์) ณ สิ้นปีงบการเงิน 2560

รายละเอียดของอันดับเครดิตทั้งหมดมีดังนี้

BTS Group

-- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) ปรับลดลงเป็น ‘A-(tha)’ จาก ‘A(tha)’; นำออกจากเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ; แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ

BTSC

-- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) ปรับลดลงเป็น ‘A-(tha)’ จาก ‘A(tha)’; นำออกจากเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ; แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ

-- อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) ของหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิ ปรับลดลงเป็น ‘A-(tha)’ จาก ‘A(tha)’; นำออกจากเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ

17 views0 comments

Recent Posts

See All

PDI จ่อเทรดชื่อใหม่ BEYOND 11 ต.ค. 64 เดินหน้าลุยธุรกิจโรงแรม

นักลงทุนเตรียมเคาะ “BEYOND” ชื่อย่อหลักทรัพย์ใหม่ของ “บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน)” หรือ PDI เดิม (บมจ. ผาแดงอินดัสทรี) หลังผู้ถือหุ้นอนุมัติเดินหน้ารุกธุรกิจโรงแรม เข้าลงทุน 100% ในโรงแรม

SYNEX เผยกระแส iPhone 13 แรงเกินต้าน วางจำหน่ายวันแรก 8 ตุลาคมนี้

SYNEX เผยกระแส iPhone 13 แรงเกินต้าน วางจำหน่ายวันแรก 8 ตุลาคมนี้ คาดยอดขายเดือนตุลาคมถล่มทลาย ดันโค้งสุดท้ายปี 64 ดังสนั่น ในพีเรียดนี้ทอปปิกหลักคงหนีไม่พ้น การเปิดตัวของสินค้ารุ่นเรือธงแบรนด์ดังอย่า

GUNKUL มาเหนือเมฆ ร่วมทุน "ทีเอชซีจี กรุ๊ป" ถือหุ้น 50% ลุยธุรกิจกัญชง – กัญชาครบวงจร

GUNKUL มาเหนือเมฆ ร่วมทุน “ทีเอชซีจี กรุ๊ป” ถือหุ้น 50% ลุยธุรกิจกัญชง – กัญชาครบวงจร เพิ่มศักยภาพธุรกิจติดปีกสุดแกร่ง บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) ส่งบริษัทย่อย “จี.เค.เฮมพ์ กรุ๊ป (GKHG)” เข้าถ