ตลาดหุ้นจะทรงๆต่อไปจนจบปี 2560


เริ่มมองจีนมากขึ้น ! ถ้าพิจารณาจากทิศทางของตลาดหุ้นภูมิภาค หลังจากที่สหรัฐและเกาหลีใต้เปิดฉากซ้อมรบร่วมทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระลอกใหม่บนคาบสมุทรเกาหลี หลังจากที่เกาหลีเหนือได้ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปครั้งใหม่ในสัปดาห์ก่อนหน้า ก็ต้องเรียนว่าตลาดหุ้นภูมิภาคยังคงให้ความสำคัญ หรือน้ำหนักกับปัจจัยด้านอื่นมากกว่า โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งในมุมมองของ “นายหมูบิน” มองว่าโฟกัสสำคัญในภูมิภาคเวลานี้เริ่มที่จะหันไปให้เศรษฐกิจ และตลาดหุ้นจีนมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว หลังจากที่ซบเซามาสักพัก และน่าจะมี Potential Upside ในทั้ง 2 ด้านให้ได้ลุ้นมากที่สุด

ทั้งนี้ แม้ว่าล่าสุดธนาคารยูบีเอสจะคาดการว่าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในไตรมาส 4 จะชะลอตัวลงสู่ระดับ 6.6% จากที่ขยายตัว 6.8% และ 6.9% ในไตรมาสที่ 3 และ 2 แต่การขยายตัวในระดับดังกล่าวยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้ที่ 6.5% ขณะที่ในฝั่งของมอร์แกน สแตนลีย์ ได้ออกมาปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัว GDP ของจีนในปีหน้า หรือ 2561 จากระดับ 6.4% เป็น 6.5% โดยมองว่าการปฏิรูปที่ทางการจีนดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการลดกำลังการผลิตส่วนเกิน จะช่วยปรับปรุงคุณภาพและโครงสร้างของเศรษฐกิจให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ในส่วนของตลาดหุ้นยังคงมี Story ให้ได้ตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของธนาคารกลางจีน หรือ PBOC ที่ล่าสุดได้อัดฉีดเงินเม็ดเงินมูลค่า 4.7498 แสนล้านหยวน หรือ 7.19 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่ตลาดในเดือน พ.ย.2560 เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบให้เพียงพอ ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวของ PBOC ยังคงสามารถที่จะทำได้ต่อไปอีก ในสถานการณ์ที่ล่าสุดมีการคาดการณ์ว่าดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อของจีนจะขยายตัวเพียง 1.8% ในเดือน พ.ย.2560 ชะลอตัวลงจากเดือน ต.ค.2560 ที่ 1.9% ขณะที่ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ดัชนี CPI ขยายตัวเพียง 1.5% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่กำหนดไว้ที่ 3%

ตลอดทั้งปี 2560 เมื่อบวกเข้ากับการที่กระบวนการณ์ในการควบคุมความเสี่ยงภาคธนาคารของรัฐบาลจีนที่มีความคืบหน้ามากขึ้นในปีนี้โดยที่ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาคณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารของจีน (CBRC) ได้เร่งปราบปรามการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และก่อให้เกิดความวุ่นวายในตลาด ด้วยการลงโทษสถาบันการเงินไปแล้ว 1,486 แห่ง และบุคคลอีก 1,096 ราย มูลค่ารวมราว 600 ล้านหยวน ทำให้ตลาดหุ้นจีนเริ่มกลับมาเป็นที่สนใจของ Global Fund Manager สำหรับการลงทุนในปี 2561 อีกครั้ง

ขณะที่ในเชิงของเทคนิค ในกรณีที่ดัชนี Shanghai SE Composite ไม่ปรับตัวลงมาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย EMA 200 วันที่ 3,200 จุดอีกครั้ง อาจได้เห็นการดีดตัวในลักษณะ V-Shape ได้ และจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อ Sentiment ของตลาดหุ้นเอเชีย และไทยด้วย

แกว่ง 1,720-1,670 จุดจนจบปี : แม้ว่า “นายหมูบิน” จะยังคงยืนยันว่าบริเวณ 1,720 จุดเป็นระดับที่มีความเหมาะสมในเชิงพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยในปีนี้แล้ว และโอกาสที่ SET จะพาตัวเองขึ้นไปเหนือระดับดังกล่าวในปีนี้คงเป็นไปได้ยาก แต่ “นายหมูบิน” ยังคงเชื่ออีกเช่นกันว่า SET จะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1,720-1,670 จุดในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้

พูดง่ายๆ คือ Downside Risk ไม่ได้เยอะมาก เพราะดูเหมือนว่าในเชิงพื้นฐานแล้ว ตลาดหุ้นโลกยังคงมีปัจจัยสนับสนุนที่ออกมาต่อเนื่องพอสมควร ล่าสุดก็จากฝั่งของยุโรปที่ล่าสุดพร้อมใจกันมีเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นทั้งหมด สะท้อนออกมาจากการที่ในเดือน พ.ย.2560 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของยูโรโซน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 60.1 สูงสุดในรอบ 17 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน เม.ย.2543 ขณะที่ในส่วนของประเทศยักษ์ใหญ่ PMI ของเยอรมนีเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เดือน เม.ย.2539 และของฝรั่งเศส ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2553

ส่วนในกลุ่มประเทศที่เคยเป็นปัญหาพบว่าล่าสุดดัชนี PMI ของของอิตาลี และสเปนปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี และ 11 ปีตามลำดับ ที่ว่าฟื้นตัวนั้นฟื้นเกือบทั้งหมดจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่อังกฤษที่ยังคงมีปัญหา Brexit อยู่ โดยที่สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักรรายงานว่ามูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2559 ซึ่งเป็นปีที่สหราชอาณาจักรมีการลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)

ขณะที่ล่าสุดดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของสหราชอาณาจักร ในเดือน พ.ย.2560 ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 58.2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน ส.ค.2556

อย่างไรก็ดีประเด็นที่อาจกดดันให้ตลาดหุ้นโลกซบเซาลงในช่วงที่เหลืออีกเล็กน้อยของปี 2560 คือประเด็นที่เกี่ยวของกับสถานะของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ หลังจากที่ นายไมเคิล ฟลินน์ อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้การซัดทอด ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้สั่งการให้เขาทำการติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัสเซียในช่วงที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีที่แล้ว ขณะที่ในด้านของเศรษฐกิจพบว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ในเดือน พ.ย.2560 ปรับตัวลงสู่ระดับ 53.9 จากระดับ 54.6 ในเดือนก่อนหน้า และดัชนีภาคการผลิตของ ISM ชะลอตัวสู่ระดับ 58.2 จากระดับ 58.7 ในเดือนก่อนหน้า

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์): ตราบใดที่ SET ยังคงไม่สามารถกลับไปปิดเหนือกว่า 1,720 (+/-5) จุดได้ ยังคงแนะนำ “ดีดขึ้นขาย” ในลักษณะ “Short Against” กลับมา “ถือเงินสด” หรือ “Wait and See” เพื่อรอซื้อกลับในหุ้น PTTGC, KBANK, SCB, STEC, CK, SCC, LH, SIRI, INTUCH และ ADVANC อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00-12.00 น.ทาง FM 101 เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

32 views0 comments