หุ้นขึ้นอย่าลืมขายทำกำไร


ดีดต่อน่าทยอยขาย ! “นายหมูบิน” ยังคงมองว่าแม้ทิศทางของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงมีปัจจัยหนุนให้การแกว่งตัวในกรอบ 1,720-1,770 จุดยังคงอยู่ต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง หลังจากที่ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 มาอยู่ที่ 3.8% จากเดิมที่ 3.6% ซึ่งเติบโตขึ้นจาก 3.2% ในปี 2559 โดย สศค. มองว่าปัจจัยสนับสนุนหลักๆมาจากการส่งออกที่ขยายตัวในอัตราสูง โดยปีนี้คาดว่าส่งออกจะมีอัตราการขยายตัว 8.5% และการลงทุนภาคเอกชนที่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน สอดคล้องกับการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปี 2561 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.8% โดยสศค. มองว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2561

นอกจากนี้การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับลดการคาดการณ์เงินเฟ้อลง ในขณะที่อัตราการเติบโตของค่าจ้างยังคงอยู่ในภาวะที่จำกัด และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังคงอยู่ในภาวะที่ซบเซา น่าจะส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จำเป็นต้องเดินหน้าในการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนต่อสภาพคล่องในตลาดหุ้นโลกด้วย

อย่างไรก็ดีจากปัจจัยกดดันที่รออยู่ข้างหน้า ทำให้ “นายหมูบิน” มองว่ากลยุทธ์ที่น่าจะปลอดภัยที่สุดในช่วงที่เหลือของปี 2560 นี้คือการใช้โอกาสที่ SET ยังคงไม่พักตัวลงมา “ทยอยขาย” เพื่อลดความเสี่ยงออกมาก่อน โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนระยะสั้น-กลางที่เริ่มมีกำไรบ้างแล้ว เพราะสถานการณ์ของตลาดหุ้นภูมิภาคยังคงไม่มีอะไรที่น่ามั่นใจเพิ่มขึ้นจากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามากนัก โดยเฉพาะการที่ล่าสุดแม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00-1.25% ตามคาด แต่ “นายหมูบิน” ยังคงมองว่าสุดท้ายธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค.2560 อยู่ดี

ทั้งนี้การส่งสัญญาณถึงเส้นทางในการดำเนินนโยบายการเงินที่เป็นปกติมากขึ้นของเฟด จะส่งผลให้การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐจะมีผลต่อเนื่องไปถึงทิศทางของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้น และตราสารหนี้ของไทยแน่นอน ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐต่อทิศทางของตลาดหุ้นในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่สำรวจโดย AAII ในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าสัดส่วนนักลงทุนที่มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐยังคงเป็นขาขึ้น หรือ Bullish แม้ว่าจะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 1.7% มาอยู่ที่ 39.6% แต่การที่สัดสวนนักลงทุนที่มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐกำลังกลับสู่ขาลง หรือ Bearish ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ 5.1% มาอยู่ที่ 33.0% ก็เป็นอะไรที่ประมาทไม่ได้เหมือนกัน โดยที่ในเบื้องต้น “นายหมูบิน” มองว่าตราบใดก็ตามที่ SET ยังคงไม่กลับไปปิดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย EMA 25 วัน บริเวณ 1,690 จุดอีกครั้ง เป้าหมายการดีดกลับในระยะไม่เกิน 1 เดือนจะมีบริเวณ 1,720 จุดเป็นจุดหมุน โดยกรณีที่ SET สามารถปิดเหนือบริเวณดังกล่าวได้อย่างมั่นคง กรอบการแกว่งตัวของ SET จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 1,720-1,770 จุด ตรงกันข้ามกรณีดีดขึ้นแล้วไปปิดเหนือ 1,720 จุดไม่ได้ กรณีดีที่สุด SET จะแกว่งในกรอบ 1,670-1,710 จุดต่อไปอีกระยะหนึ่ง ขณะที่กรณีแย่คือ SET หมุนตัวลงไปปิดต่ำกว่า 1,670 จุดอีกครั้ง 1,630 จุดจะทำหน้าที่เป็นแนวรับถัดไปอย่างรวดเร็ว

แรงหนุนระยะสั้นยังมีต่อเนื่อง : ในระยะสั้น 1-2 สัปดาห์นี้ปัจจัยบวกที่น่าจะเห็นชัดที่สุดที่จะช่วยหนุนทิศทางของตลาดหุ้นโลก และภูมิภาค คงหนีไม่พ้นโอกาสในการขยับปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบในด้านบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน หลังจากที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย แสดงท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า

ทั้งนี้ในเบื้องต้นคาดว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) จะหารือกันเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในการประชุมที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย.2560 นอกจากนี้ประเด็นของการคัดเลือกประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดคนใหม่ดูเหมือนจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยบวกกับตลาดหุ้นในระยะสั้นด้วย หลังจากที่ล่าสุดมีความเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเสนอชื่อนายเจอโรม พาวเวล ผู้ว่าการเฟด เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ต่อจาก นางเจเน็ต เยลเลน ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือน ก.พ.2561 เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีกว่านายพาวเวลเป็นเจ้าหน้าที่เฟดสายพิราบ ซึ่งสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงินของนางเยลเลน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับการคุมเข้มนโยบายการเงิน และไม่สนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ผลกระทบจากการคาดการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้ง เช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับตัวลง สะท้อนมุมมองของตลาดเกี่ยวกับโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐในปีหน้าที่ลดลง ขณะที่ประเด็นที่นักลงทุนกังวลกันอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเมืองในสเปน ล่าสุดดูเหมือนแรงกดดันจากประเด็นดังกล่าวจะลดลงไปแล้ว หลังจากที่พรรครัฐบาลเดิมของแคว้นกาตาลุญญาที่มีนโยบายสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชจากสเปน ออกมาแถลงแล้วว่าจะเข้าร่วมการชิงชัยในการเลือกตั้งในวันที่ 21 ธ.ค.2560 ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่าทางพรรคยอมรับคำสั่งของรัฐบาลกลางสเปนในการยุบรัฐสภาของแคว้นกาตาลุญญา

อย่างไรก็ดีอย่างที่ “นายหมูบิน” ได้เรียนไปหลายครั้งว่าแม้ระยะสั้นตลาดหุ้นโลก และภูมิภาคจะยังคงมีปัจจัยบวกให้เราได้ชื่นใจอยู่ แต่ต้องไม่ประมาท และการขายปรับพอร์ตยังคงเป็นสิ่งจำเป็น โดยที่ “นายหมูบิน” มองว่าประเด็นที่จะเป็นจุดอ่อนไหวของตลาดหุ้นโลกในระยะต่อไป คือโอกาสที่นักลงทุนจะผิดหวังต่อการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลของสหรัฐ ทั้งในส่วนของขนาดของอัตราภาษีที่จะลดลงมาที่ระดับ 20% เท่านั้น ไม่ใช่ 15% ตามที่ตลาดคาด และระยะเวลาที่อาจต้องรอถึงปี 2565 หรือใช้เวลาอีก 5 ปีกว่าจะลดลงสู่ระดับดังกล่าว

ในส่วนของกลยุทธ์ สำหรับการลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) กรณีที่ SET ยังคงปิดเหนือกว่า 1,695 (+/-5) จุดได้ แนะนำใช้เป็นโอกาส “ดีดขึ้นขาย” ในลักษณะ “Short Against” กลับมา “ถือเงินสด” หรือ “Wait and See” เพื่อรอซื้อกลับในหุ้น PTTGC, KBANK, SCB, STEC, CK, SCC, LH, SIRI, INTUCH และ ADVANC อีกครั้ง สำหรับการลงทุนระยะกลาง (1-3 เดือน) ในลักษณะ Long-Only แนะนำ “คงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่ระดับ 75% ของพอร์ต”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยครับ สำหรับการพูดคุยกันระหว่างสัปดาห์นอกจากทาง Facebook ที่ www.facebook.com/wealthhuntersclub และ e-mail ที่ moobin.stockmania@gmail.com แล้ว แฟนๆยังสามารถติดตามมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนจาก “นายหมูบิน” ได้ ในรายการ ”เซียนเศรษฐกิจ” เวลา 10.00-12.00 น.ทุกวันอาทิตย์ ทาง FM 101 เช่นเดิมครับ

ภาพประกอบ : การวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นไทยในทางเทคนิครายวัน (Daily)

Source: Wealth Hunters Club

12 views0 comments

For advertising please call: 02-2534691